ภายหลังพล.ต.ท.ศักดา เตชะเกรียงไกร ผบช.นรต. นำคณะนักเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจนั่งรถบัสโรงเรียนนายร้อยตำรวจ 2 คัน เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกแสดงความไม่พอใจให้กับผู้บริหารนสพ.ไทยรัฐ กรณีบทความที่เขียนโดย “สายล่อฟ้า”คอลัมนิสต์ นสพ.ไทยรัฐ เรื่อง ปฏิรูปตำรวจสร้างค่านิยมใหม่ เพราะข้อความมีเนื้อหาพาดพิงในลักษณะหมิ่นโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานที่ตั้งมายาวนานกวา 100 ปี

วันนี้จะพามารู้จัก พล.ต.ท.ศักดา ผบช.นรต. ครูใหญ่โรงเรียนนายร้อยตำรวจคนนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ผ่านคำสัมภาษณ์ที่ ออกญาบุรีรัมย์ และโรนิน 2 คอลัมนิสต์คนดังของ Cop’s Magazine สัมภาษณ์ไว้เมื่อ 4 ก.ย.58

พล.ต.ท.ศักดาเล่าให้ฟังว่า “ผมคิดอยากเป็นตำรวจเพราะ 1.ชอบชีวิตของตำรวจ ที่บ้านไม่มีใครเป็นตำรวจ แต่เป็นเพราะมีรูปร่างสูงใหญ่แต่เด็ก เป็นหัวหน้าห้อง จนถึง มศ.3 ก็เป็นหัวหน้าห้องมาตลอด ความที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ก็จะเป็นคนที่มีลักษณะชอบปกป้องเพื่อนๆ สมัยก่อนมีเรื่องมีราว จะอยู่แถวหน้าตลอดของเพื่อนๆนะ ก็ชอบที่จะเป็นตำรวจ มีใจชอบเป็นตำรวจมาตั้งแต่เด็ก ที่ชอบส่วนหนึ่งเข้าใจว่า เกิดจากอาชีพของพ่อ ที่เป็นเจ้าของโรงหนังที่ห้วยราษฎร์ และที่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ มีธุรกิจฉายหนัง ไปเช่าเขาทำ พ่อฉายหนัง จึงได้ดูหนัง ก็เห็นฮีโร่ ในรูปลักษณ์ของผู้ปกป้อง ผู้พิทักษ์ ก็คล้ายๆ เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ วันหนึ่งจะได้มาเป็นนักบู๊ เป็นผู้ปกป้อง เหมือนมันฝังใจเรามาตั้งแต่เด็ก

แล้วการที่รูปร่างสูงใหญ่ เลยได้เป็นหัวหน้าห้องมาตลอด เด็กๆ ก็ชอบการชกมวย ชอบการต่อสู้ เป็นลูกคนโต จากครอบครัวที่มีลูก 5 คน แล้วผมก็เป็นคนเรียนดี ตั้งแต่เด็ก จนมาเรียนที่วัดราชโอรส สมัยนั้นยังคิดคะแนนเป็นเปอร์เซ็นต์ ผมได้ที่ 1 มาตลอด เด็กๆเรียนอยู่ห้วยราช บุรีรัมย์ เรียนถึงชั้น ป.4 ก็มาเข้าเรียนที่กรุงเทพฯ เพราะว่ามีอาเขย เขาเป็นคนรักความก้าวหน้า ลูกเขามาเรียนเลยชวนเรามาด้วย เรามันลูกพ่อค้าธรรมดา บ้านอยู่บ้านนอกด้วยนะ ก็ขึ้นรถไฟมาเรียนสมัยก่อน พ่อผมนี่ทำโรงหนังที่ห้วยราษฎร์ โรงหนังที่นางรอง โรงหนังเก่า อยู่ข้างโรงเรียน ถนนเมนหลัก ผ่านโรงเรียนอยู่ทางขวามือ จำชื่อไม่ได้แล้ว เป็นคนที่ได้ดูหนังมาก ดูหนังเกือบทุกเรื่อง หนังก็มีแต่ตำรวจ ก็เป็นแรงบันดาลใจอยากเป็นตำรวจ แล้วก็เป็นคนรักการอ่าน ชอบอ่านหนังสือ ตั้งแต่นิยาย จนถึงวิชาการ กลับบ้านทีไปซื้อหนังสือนิยายเป็นลัง

ตรงนั้นเลยเป็นแรงบันดาลใจที่อยากเป็นตำรวจ เลยมาสอบ พอสอบปุ๊บก็ติดเลย แต่ความจริงผมสอบติดวิศวะนะ เป็นนักเรียนเตรียมอุดมศึกษา แต่สอบติดนายร้อยตำรวจด้วย เลือกเรียนตำรวจ หนังสือนี่อ่านทุกอย่าง ชอบอ่านหนังสือนิยายจีน อ่านการ์ตูน อ่านทุกอย่าง อ ทุกวันนี้ก็อ่านนิยายสืบสวนสอบสวนของต่างประเทศ เป็นคนรักการอ่าน รวมทั้งวิชาการต่างๆ ทุกประเภท ทุกวันนี้ก็มาเปลี่ยน วันหนึ่งยังคิดเลยว่า ถ้าเกษียณไปแล้ว อยากจะเปลี่ยนจากนักอ่านมาเป็นนักเขียน ถ้ามีโอกาส ก็จะผันตัวเองไปเป็นนักเขียนบ้าง ถ้ามีเวลา แต่ทุกวันนี้ไม่มีเวลา เพราะงานในหน้าที่เยอะ

ส่วนเรื่องที่ได้บู๊ ก่อนนี้ก็จะอยู่ที่ภาค 3 และภาค 4 มาตลอด ผมเป็นชุดเฉพาะกิจ เป็นหัวหน้าชุดเฉพาะกิจถึง 5 ผบช.ของภาคอีสาน ผมถูก ผบช.5 ท่าน เรียกใช้ให้เป็นชุดเฉพาะกิจมาโดยตลอด ผลงานที่ทำแล้วเห็นเด่นชัด คือ ผมเป็นนักแม่นปืน เป็นสไนเปอร์ ชิงตัวประกัน การแหกคุกเรือนจำ จ.สกลนคร ปี 2529 ตอนนั้นยศ ร.ต.อ. รอง สว.สส.สภ.เมืองขอนแก่น ยิงปืนได้ดี ยิงได้แม่น มีการพัฒนาตัวเองมาโดยตลอด ก็ไปหาอุปกรณ์ปืนในยุคนั้น ปืนเอ็ม 16 ก็ไปหาติดลำกล้องปืนที่มีคุณภาพสูงๆ ก็ไปสั่งไปหามา เพื่อเสริมให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ตอนนั้นยิงนักโทษจับตัวประกัน 12 คน ตายเรียบเลย ผมคนเดียวที่เด็กที่สุด ในทีมก็มีพี่เสน่ห์ คำเที่ยง เป็นหัวหน้าทีม รุ่น 23 แล้วก็มีลูกทีม 3 คน ผมเป็น 1 ใน 4 ที่อายุน้อยที่สุด

 

ก็ยิงไป ตอนนั้นก็ยิงไป 2-3 คน ก่อนที่ทหารจะบุกเข้าไปก็ซ้ำเรียบ คิดว่าเป็นสิ่งที่ผู้บังคับบัญชาไว้เนื้อเชื่อใจ พอคนร้ายตายแล้ว เราก็ไปทำบุญให้ ทุกวันนี้ก็ซื้อโลงศพทุกเดือน ผมวิสามัญหลายครั้ง บางครั้งก็ร่วมกับคนอื่น ครั้งหลังยิงโจรแก๊งปล้นทรัพย์ตายไปเกลื่อนทุ่ง 5 ศพ ทำร่วมกับหาญพล นิตย์วิบูลย์ ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย สมัยที่ทั้งคู่อยู่กองปราบฯ ไปวิสามัญที่ขอนแก่น เขาไล่มา แล้วผมดัก ตอนนั้นผมยังเป็น สวป. หาญพล กับชัยวัฒน์ เขาเกาะติดทีมนี้มา

ผู้ใหญ่ก็ให้ความไว้วางใจ 5 ผบช.ก็มีตั้งแต่ ท่านสัมฤทธิ์ จนถึงยุคของป๋าบุญทิน ทั้ง 5 ท่าน เรียกใช้ผมมาตลอด แล้วก็ได้มีโอกาสมารู้จัก ประสานงานกับทีมใหญ่ในกรุงเทพฯ หลายงาน ลูกพี่ที่ให้ความเคารพนับถือ ก็มีหลายนาย ทั้งพี่จุมพล มั่นหมาย พี่อัศวิน ขวัญเมือง พี่คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ซึ่งยึดถือเป็นมือปราบ ที่เป็นไอดอล อยากจะเก่งเหมือนพี่เขาอะไรอย่างนี้

ก็พยายามพัฒนาตัวเอง และสั่งสอนน้องๆ รุ่นต่อมา โดยตลอด ก็มีจิตวิทยาความเป็นครูอยู่ส่วนหนึ่ง คือพยายามจะปั้นน้อง และลูกศิษย์ให้เจริญเติบโตในเส้นทางของนักสืบสวน หรือมือปราบ เป็นสิ่งที่ผมพยายามสร้าง รุ่นน้องๆ ให้เจริญเติบโต ตามแนวทางที่รุ่นพี่ๆ เขาฟันฝ่ากันมา รุ่นพี่ก็เป็นแบบเดินดิน นามสกุลก็ไม่เข้ากัน อันนี้ไม่ได้ยกย่องพวกตัวเองนะ แต่ว่าต้องไปถามจากเพื่อนๆ พี่ แล้วยังมีคนอื่นๆอีก ในยุคที่เป็น สว.ก็จะรับงานหนักๆ กัน ก็ตั้งใจจะมาสร้างคน เรียนๆ มา จนมาเป็นอาจารย์ ผมก็มั่นใจว่า เด็กที่ผมสร้างในยุคที่ผมอยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจจะต้องเป็นตำรวจที่ดี ผมตั้งใจอย่างนั้น

ทุกวันนี้ก็ใช้หลักนี้สอนนักเรียน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก็ใช้หลักธรรมอันนี้ สอนนักเรียนนายร้อยตำรวจ ให้ยึดหลักว่า ให้ทำงานตรงไปตรงมาในหน้าที่ ก็ทำหน้าที่นี้มตั้งแต่ ต.ค.2556 ส่วนจะกลับไปลงพื้นที่ไหม แล้วแต่นายสั่ง ชีวิตนี้แล้วแต่นายสั่ง ชีวิตในราชการแล้วแต่ผู้บังคับบัญชา ผมไม่มีพรรคการเมืองหนุน ไม่มีคอกที่แน่นอน ชีวิตนี้ตามนายสั่ง ไม่มีฐานการเมือง ตามนายสั่งอย่างเดียว

กากีกลาย/16/9/59