เรามาถึงจุดที่ “สื่อ” กลายเป็นตัวตลก

คอลัมน์ อาชญา(ลง)กลอน. โดย…ธนก บังผล

เปลี่ยนเรื่องคุยเครียดๆจากตำรวจแล้วหันมาด่าสื่อกันบ้างครับ หลังจากเห็นนักข่าวหลายคนเริ่มแปลงร่างตัวเองจากกระจกและตะเกียง มาเป็นกูรู หรือกูว่ากูรู้ทางสังคมโดยไม่มองเงาตัวเอง

สื่อหนังสือพิมพ์ในยุคที่ถดถอยคอยวิ่งไล่สื่อโทรทัศน์ซึ่งกำลังตกต่ำนั้น เป็นภาพที่ผมไม่สามารถจินตนาการได้มาก่อนเลย

ทุกวันนี้ข่าวโทรทัศน์แทบจะมาจากเฟสบุ๊กและยูทูปทั้งนั้น ช่องน้อยสีที่ว่าเรตติ้งดีๆเมื่อเปลี่ยนแนวมาเล่นข่าวประเภทนี้ในที่สุดเรตติ้งก็ลดฮวบฮาบ

เฟสบุ๊กกับยูทูป เป็นสื่อออนไลน์ที่ไม่จำเป็นต้องมีนักข่าว แค่มีอินเตอร์เนตก็สามารถเข้าไปดูได้เลย แล้วอย่างนี้จะมีนักข่าวไว้เปลืองเงินเดือนเพื่ออะไร ข่าวเด่นข่าวดังเป็นข่าวจากเฟสบุ๊ก ส่วนข่าวที่ส่งนักข่าวไปทำกลับเป็นข่าวเล็กๆบางทีก็ต้องยกข่าวออกไปด้วยซ้ำ

อ่านข่าวในเฟสบุ๊กยังละเอียดกว่าผู้ประกาศเอามาอ่านอีกต่างหาก นี่สะท้อนวิธีการทำงานของสื่อโทรทัศน์ได้ชัดเจน ยิ่งมีโทรทัศน์ดิจิตอลขึ้นมาหลายช่อง วัตถุประสงค์คือสร้างทางเลือกให้กับผู้รับสาร แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปีกว่า ก็ปรากฏว่าข่าวทุกช่องเหมือนกันหมด เพราะรับข่าวที่มาจากแหล่งเดียวกัน

นักข่าวภาคสนามไร้ความสามารถ เขียนข่าวไม่เป็น ขอข่าวชาวบ้านมา ดีไม่ดีไปไม่ทันขอลอกแม้กระทั่งภาพ หรือที่เราเรียกกันว่า ดราฟท์ภาพมา…

เละครับ ยังไงก็เละ ไม่ต้องพูดถึงข่าวสืบสวนสอบสวนหรอกครับ เพราะเปิดการ์ดข้ออ้างง่ายๆว่า “ชาวบ้านชอบ”

ถามจริงๆเถอะครับ รู้ได้ยังไงว่าชาวบ้านชอบ ยิ่งข่าวหวย ข่าวขอหวยกับสัตว์กับต้นไม้ แน่ใจหรือครับว่าชาวบ้านชอบ หรือเป็นการยัดเยียดสร้างวัฒนธรรมอันน่ารังเกียจฝังหัวชาวบ้าน

สื่อหนังสือพิมพ์เองก็เช่นกัน หายากที่จะมีฉบับไหนมีข่าวเดี่ยว หรือ ข่าวสืบสวนสอบสวน เพราะนักข่าวสมัยนี้ไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิง ทำข่าวก็ลอกกันทั้งนั้น ข่าวเดียวกันนี้สามารถหาอ่านได้ในทุกฉบับ เพราะฉะนั้นมันจึงค่อยๆทำลายตัวเองไปทีละเล็กละน้อย หรือที่หลายคนมองว่าหนังสือพิมพ์กำลังจะตาย โดยอ้างว่าเป็นเพราะทีวีเร็วกว่า เป็นเพราะคนอ่านข่าวจากอินเตอร์เน็ตมากกว่า ข้ออ้างทั้งนั้นละครับ

เนื่องจากอาชีพสื่อมวลชนเป็นอาชีพที่มีฐานันดร 4 หมายถึง สิทธิในการเข้าหา สอบถามแหล่งข่าว และนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชน จึงทำให้นักข่าวหลายเห็นช่องทางนี้ตั้งตนเป็นผู้เชี่ยวชาญไปทั่วทุกเรื่อง

จากฐานันดร 4 ที่มีก็กลายเป็น คนลากแตะ คือ เดินตามหลังแล้วเที่ยววิจารณ์คนไปทั่วในขณะที่เดินนั้นก็ลากเท้าไปด้วยสร้างความรำคาญและระแวงให้กับคนที่เดินอยู่ข้างหน้า

คิดดูนะครับ ถ้าคุณเดินเข้าไปในซอยเปลี่ยวในที่มืดๆซึ่งบางทีอาจหมายความถึงที่ “ส่วนบุคคล” แต่กลับได้ยินเสียงคนเดินตามจากการลากรองเท้า คุณจะรำคาญแค่ไหน

คนลากแตะเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นแก้วเต็มน้ำ และอายุยังน้อย ส่วนผู้อาวุโสที่มีวุฒิภาวะนั้นการวิจารณ์จะเต็มไปด้วยข้อคิดให้ความรู้และมีอารมณ์ขัน ซึ่งถือว่าเป็นชั้นเชิงจากประสบการณ์

นี่เป็นปัญหาหลักๆ ของวงการสื่อสารมวลชน โดยยังเต็มไปด้วยปัญหาปลีกย่อยอีกมากมาย

เมื่อมาถึงจุดที่สื่อมวลชนเละเหลว ก็ย่อมจะมองผู้อื่นแบบจับผิดให้เละไปด้วยเช่นกัน

เมื่อถูกเรียกร้องให้ปฏิรูปสื่อ จึงมีเสียงฟาดงวงฟาดงา ให้ปฏิรูปองค์กรอื่นไปด้วย

อยากให้สื่อถามตัวเองว่าทุกวันนี้ทำงานสนุกหรือเปล่า สนุกเพราะสบาย แค่ทำไปวันๆรอเงินเดือนออกเท่านั้นก็พอ

ได้ทำอะไรให้กับองค์กรวิชาชีพส่วนรวมบ้างหรือไม่ หรือทำแค่เอาตัวรอดเท่านั้น