หนังสือ”โรดแมปปฏิรูปตำรวจ”โดยนายปรัชญาชัย ดัชถุยาวัตร หัวหน้าข่าวการเมืองหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ รองเลขาธิการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นบรรณาธิการ ได้ประมวลความคิดเห็นและเรื่องการปฏิรูปตำรวจอย่างเป็นระบบ ตีแผ่วงการสีกากีอย่างตรงไปตรงมา มุ่งเน้นวิจารณ์ระบบและโครงสร้างที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคม พร้อมมีข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยอุทิศให้ ตำรวจทุกนายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาและประชาชนผู้ตกเป็นเหยื่อของกระบวนการยุติธรรม

หนังสือเล่มนี้ จั่วหัวบนหน้าปกไว้อย่างน่าสนใจว่า วิกฤติศรัทธาองค์กรตำรวจ จะปฏิรูปอย่างไร? เพื่อให้ “ต้นธาร” กระบวนการยุติธรรม เป็นไปด้วยความสุจริต และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ปลดพันธนาการจาก “ระบบอุปถัมภ์” สถาปนาหลัก “นิติรัฐ นิติธรรม” ฐานรากสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

สำหรับเนื้อหาในหนังสือได้ รวมบทความของ พ.ต.ท.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีต ผกก.สภ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี และอดีตรองผู้บังคับการสำนักงานจเรตำรวจ ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์คอลัมน์”เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ”จำนวน 38 บท มานำเสนอให้อ่านอย่างจุใจ พ.ต.อ.วิรุตม์ เป็นนายตำรวจที่รักความยุติธรรมอยู่ในวงการตำรวจมา 37ปีจึงรับรู้ปัญหาแวดวงสีกากีเป็นอย่างดี เคยถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลร่วมกับนักการเมืองท้องถิ่นลอบวางระเบิดแสวงเครื่องหน้าบ้านพักราชการหน้าที่ว่าการอำเภอลำลูกกา จนบ้านพังแต่รอดชีวิตมาได้ จนได้ฉายา“ผกก.กระดูกเหล็ก”

image

ในปี 2556 ได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมาธิการเลขานุการอนุกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบเรื่องร้องเรียนและปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับตำรวจทั่วประเทศ และได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบตำรวจชุดที่มี พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เป็นประธาน

โดยในบทความทั้ง38 ชิ้นเขียนจากประสบการณ์จริง นำปัญหาต่างๆในองค์กรตำรวจ มาตีแผ่และชำแหล่ะพฤติกรรมของตำรวจที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทุจริต การรับ”ส่วยสินบน”จากผู้กระทำผิดกฎหมายของตำรวจผู้ใหญ่ รวมทั้งการใช้อำนาจเกินขอบเขตข่มเหงรังแกประชาชน หรือ แม้กระทั่งการสอบสวนที่มิชอบด้วยกฎหมายทำลายพยานหลักฐานล้มคดีช่วยผู้กระทำผิดไม่ให้ต้องรับโทษทางอาญา

เขาชี้ให้เห็นว่า หัวใจการปฏิรูปตำรวจคือการปฏิรูประบบงานสอบสวน และนิติวิทยาศาสตร์ด้วยการเป็นอิสระออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากเป็นองค์กรที่มีการจัดโครงสร้างและระบบการบังคับบัญชาที่มีชั้นยศแบบทหารซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพการปฏิบัติงานสอบสวน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ก่อให้เกิดปัญหาประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมและความเดือดร้อนจากการสอบสวนที่มิชอบด้วยกฎหมายมากมาย

รายงานพิเศษของพ.ต.ต.สุริยา แป้นเกิด สาวรัตร(สอบสวน) สภ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ช่วยราชการที่ สภ.ยะหา จ.ยะลา หนึ่งในสมาชิกสหพันธ์พนักงานสอบสวนแห่งชาติ ที่มี พ.ต.ท.จันทร์ ขัยสวัสดิ์ พนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการพิเศษ สน.เทียนทะเล เป็นเลขาธิการสหพันธ์ฯที่พบศพผูกคอเสียชีวิตภายในบ้านพัก เมือวันที่ 12 ก.พ.59 หลังจากเคลื่อนไหวแยกงานสอบสวนเป็นอิสระจากสตช. และไปยื่นหนังสือถึงนายกฯที่ทำเนียบรัฐบาล

พ.ต.ต.สุริยา ได้สะท้อนถึงสภาพปัญหาของระบบงานสอบสวนที่ถูกแทรกแซงจากผู้บังคับบัญชาที่ไม่เข้าใจงานสอบสวน และความอัดอั้นตันใจที่ต้องก้มหน้ารับคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่7/2559 ยุบพนักงานสอบสวนและถูกตัดเงินประจำตำแหน่ง ทำลายความเป็นวิชาชีพเฉพาะของพนักงานสอบสวน สร้างความคับแค้นใจจนมีการฟ้องร้องผู้บังคับบัญชา และเห็นประชาชนจะได้รับผลกระทบมากที่สุด

รายงานพิเศษ ของ กองบรรณาธิการ “3ทศวรรษในวังวนปฏิรูปตำรวจ แค่ปรับเปลี่ยนภายใน ไม่ตอบโจทย์” ย้อนตั้งแต่ตำรวจ ยุคที่เป็น”กรมตำรวจ” มีเสียงเรียกร้องให้ตำรวจพ้นจากกระทรวงมหาดไทย จน มีการจัดตั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาถึงยุค คสช.ใช้ม.44 เพิ่มอำนาจ ผบ.ตร.มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจชั้นประทวนยันรอง.ผบ.ก. ถือเป็นโยกกย้ายที่มั่วที่สุด และ “เส้นทางการปฏิรูปตำรวจยุคสช.” ชี้ให้เห็นว่า”บิ๊กสีกากี”ถ่วงรั้งการเปลี่ยนแปลง กระทั่งมีคำสังหัวหน้าคสช. ที่ 7/2559 เมื่อ 5 ก.พ.29 ยุบพนักงานสอบสวนทุกระดับพร้อมตัดเงินประจำตำแหน่ง ล่าสุดคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)บัญญัติในมาตรา 258 ง.ด้านกระบวนการยุติธรรม ให้ปรับปรุงระบบงานสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับอัยการ ซึ่งก็ยังไม่มีหลักประกันว่าจะเป็นไปตามเจตนารมณ์หรือไม่

นอกจากนี้มีบทสัมภาษณ์พิเศษ นักวิชาการชั้นนำ 4 ท่าน คือ 1. รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ รังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต สมาชิกสปท. ซึ่งเคยมีผลงานศึกษาและวิจัยเรื่อง “หวย ซ่อง บ่อน ยาบ้า : เศรษฐกิจนอกกฎหมายกับนโยบายสาธารณะในประเทศไทย”อันโด่งดังเมื่อ20ปีก่อน ได้ย้อนถึงยุค ร.5 ทรงตั้งตำรวจ จุดเริ่มต้นที่เป็น”อุดมการณ์ศักดินา” กระทั่งปี 2490 ทหารเข้ามาควบคุมองค์กรตำรวจ เป็นกองทัพที่ 4 “กลายเป็นอุดมการณ์ทหาร” 2504 แผนพัฒนาฉบับที่ 1 เศรษฐกิจขายตัวเป็นทุนนิยม ตำรวจจึงถูกครอบโดย”อุดมการณ์ทุนนิยม” ระยะหลังกลายเป็น “ความสัมพันธ์อุปถัมภ์เชิงแลกเปลี่ยน” หากตำรวจต้องการเจริญเติบโตก้าวหน้าต้องมีผู้อุปถัมภ์

 อ.สังศิต เสนอให้ เปลี่ยนโรงเรียนนายร้อยเป็น police academy เป็นสถาบันฝึกอบรมตำรวจเพื่อให้เกิดความเชียวชาญ เป็นวิชาชีพมาก กระจายเป็นตำรวจจังหวัด เริ่มราชการที่ไหนก็อยู่ และเกษียณฯที่นั่น โดยมีกรรมการภาคประชาชนคอยกำกับ ยอมรับว่าทุกครั้งจะปฏิรูปมีการต่อต้านจากกลุ่มที่เสียประโยชน์ทั้งตำรวจ นักการเมือง เชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยากปฏิรูปแต่พลังไม่พอ แตะเมื่อไหร่รัฐบาลอาจพัง พร้อมเสนอให้สร้างเครือข่ายประชาชนทุกเสื้อสีหนุนนายกฯปฏิรูปโดยถือว่าเป็นปิยมิตร ของนายกฯประยุทธ์

2.ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต โฆษกและกรธ.คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมาย เสนอให้ถ่ายโอนภารกิจที่ไม่จำเป็น เพื่อเป็นหลักประกันในการทำหน้าที่ ต้องสร้างสมดุลตำรวจกับอัยการ มองว่าหากตำรวจไม่สำนึกก็จะเสื่อมถอยไปเอง และเห็นว่า หัวหน้าคสช.ใช้ ม.44 ปฏิรูปตำรวจได้ เลย ทั้งนี้ กรธ.เห็นว่าถ้าปฏิรูปการศึกษากับตำรวจไม่สำเร็จ ร่างรธน.ก็ไม่มีความหมาย ดังนั้น กก.ปฏิรูปต้องเข้าใจเจตนารมณ์

 3.ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิตินิศาสตร์ สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) นักกฎหมายมหาชนจากเยอรมัน มองว่า กระบวนการยุติธรรมของไทยไร้การถ่วงดุล ตั้งแต่ ตำรวจ อัยการ ศาล ส่วนสตช.ก็เป็นพิรามิด กระบวนการยุติธรรมเป็นวิกฤติหนึ่งของประเทศเพราะไปเชื่อมโยงการเมือง เหมือนที่ว่า “คุกมีไว้ขังคนจน”ประชาชนจึงพึ่งระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง ถือเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม ทำลายประชาธิปไตย ตราบใดที่โครงสร้างประชากรไทยยังพึ่งพิงระบบอุปถัมภ์ ประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดไม่ได้ ดังนั้นต้องปลดพันธนาการระบบอุปถัมภ์ก่อน

อ.บรรเจิด ยกตัวอย่างเยอรมันโมเดล ว่า เยอรมัน ฐานเดิมเข้มแข็งอยู่แล้ว มายุค ฮิตเลอร์ นำเยอรมันเข้าสู่สงครามจนระบบพังเป็นบทเรียน เมื่อสร้างรัฐใหม่จึงบอกว่า “เราไม่อาจปล่อยให้ประเทศถูกปกครองด้วยเสียงข้างมากโดยลำพัง” แล้วให้ความรู้พลเมือง สร้างองค์กรมาถ่วงดุล ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กระบวนการยุติธรรมเข้มแข็ง เอาประธานาธิบดีเข้าคุกได้ ดังนั้นเราต้องสร้างนิติรัฐนิติธรรม “ให้ทุกคนอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเดียวกันอย่างเท่าเทียม”

 4.ศ.ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ปรามาจารย์กฎหมาย มองว่า ไม่มีประเทศใดในโลกที่ตำรวจเป็นกองทัพ ซึ่งของเรา มี 4 ทัพ Professor ในเยอรมนีกล่าวไว้ว่า “ประเทศใดก็ตามที่สถาบันการศึกษาของตำรวจให้ปริญญานี่คือความล้าหลัง” เพราะตำรวจ ต้องการหาพนักงานสร้างโรงเรียนนายร้อย ควรศึกษาวิชา police science (วิทยาการตำรวจ) พร้อมเสนอว่าต้อง Totally reform หรือปฏิรูปทั้งระบบ ประเทศที่เขาเจริญทั้งหลาย เขาไปไกล กระบวนการสอบสวนจะต้องทำร่วมกับอัยการ กระบวนสอบสวน ฟ้องร้อง ต้องมีความเป็นเอกภาพ โดยความรับผิดชอบของอัยการ”

นอกจากนี้ยังมี เอกสารประกอบ คือ ข้อเสนอประเด็นการปฏิรูปฯ ตามรายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. ที่มีพล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป เป็นประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบตำรวจ นำเสนอต่อประธานสปช. เมื่อวันที่19 เมษายน 2559 พร้อมข้อเสนอ16 ข้อ และแนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายและงานตำรวจ เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งในบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง แนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ของสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย(คปก.)ที่มี ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธานฯ เสนอนายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่30 กันยายน 2558

หนังสือเล่มนี้ ได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญ2 ท่านที่กำลังตกเป็นผู้ต้องหา คดีหมิ่นประมาทสำนักงานตำรวจแห่งชาติเขียน คำนิยมให้ คือ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีม.รังสิต กับ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสปท.และอดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษและนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานองคมนตรี

หนังสือ”โรดแมปปฏิรูป” จึงเป็น”องค์ความรู้”ที่สำคัญในการดำเนินการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์กรตำรวจเพื่อให้เกิดการปฏิรูปในทิศทางที่ถูกต้อง โดยหาซื้อได้ตามแผงหนังสือทั่วไปราคา280 บาท หรือ สั่งซื้อตรงที่ Fanpage Facebook โรดแมปปฏิรูปตำรวจ ในราคาพิเศษ 250 บาท พร้อมค่าส่งฟรี