image
ผู้สนับสนุนเรื่องราวดีดี

อาลัยเดอะตึ๋ง วีระศักดิ์ บูรพากาญจน์
1 ในตำนานสืบสวนเหนือผู้ลาลับ

เดอะ ตึ๋ง พ.ต.อ.วีระศักดิ์ บูรพากาญจน์ 1ในตำนานสืบสวนเหนืออันเกรียงไกร เพิ่งปิดฉากชีวิตอย่างสงบไปเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่หลายภารกิจเสี่ยงตายเพื่อประชาชนในหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของพี่น้องเพื่อนร่วมงานนักสืบทั้งเหนือใต้ธนฯ แต่ส่วนหนึ่งของภารกิจไล่ล่าวายร้ายที่มีการบันทึกไว้โดยสื่อมวลชน นี่คือ 1 ในคำให้สัมภาษณ์ของ เดอะตึ๋ง จากรายการวิทยุโดย พจน์ สุขเมือง และสุวิทย์ บุตรพริ้ง เมื่อวันที่ 11 ก.ย.58

นับตั้งแต่มีการวิสามัญฆาตกรรม ตี๋ใหญ่ เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2524 ก็ปิดตำนานจอมโจรชื่อดัง จอมโจรขมังเวทย์ แต่ทำให้สมุนตี๋ใหญ่ กระเซ็นกระสาย บางคนก็ออกไปปล้นสะดม สร้างความไม่สงบให้กับพี่น้องประชาชน ยุคนั้นเป็นยุคสืบสวนเหนือเฟื่องฟู และมีการติดตามคดีนี้มาตลอด จนกระทั่งทราบว่า นายสุเทพ กัญกุลไกรเลิศ มือขวาตี๋ใหญ่ ออกไปปล้นสะดมนับสิบคดี ตำรวจเขาจะมีวิธีสะกดรอยติดตามกันยังไง ลองมาฟังจาก พ.ต.อ.วีระศักดิ์ บูรพากาญจน์ อดีต ร.ต.อ.ในสมัยนั้น

พ.ต.อ.วีระศักดิ์เล่าว่า ช่วงที่ติดตามเสือร้ายรายนี้ คดีนี้เป็นคดีที่โด่งดังมาก โดยเฉพาะนายสุเทพ กัญกุลไกรเลิศ ประวัติย่อๆ เขาคือคู่หูตี๋ใหญ่ ไปติดคุกอยู่ที่สมุทรสาคร ปี 2524 ต่อมาแหกคุกในปี 2526 รวบรวมสมุนเก่าๆ ในยุคตี๋ใหญ่ที่เหลืออยู่ ตั้งทีมแก๊งปล้นขึ้นมา สมาชิก20-30 คน ใช้กลยุทธ์แบบเดียวกับตี๋ใหญ่ เป๊ะทุกอย่าง ก็เที่ยวปล้น ในทุกเขต โดยเฉพาะในนครบาล และใกล้เคียง ทั้งภูธร 1 ภูธร 2 บางวันปล้นถึง 3 เขต ทั้งเหนือ ใต้ ธนฯ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างยิ่งจน พล.ต.ท.แสวง ธีระสวัสดิ์ ผบช.น.ในเวลานั้น มีคำสั่งมายังสืบสวนเหนือ ใต้ ธนฯ ทั้ง 3 กอง ท่านบอกว่า ถ้าใครสามารถปราบแก๊งนี้ ที่มีนายสุเทพ เป็นหัวหน้าแก๊งได้ ท่านจะสมนาคุณตำแหน่งหน้าที่ราชการให้อย่างเต็มที่ เพราะท่านกังวลใจมาก ตอนนั้นสื่อต่างๆ ก็ประโคมข่าวกันมาก ทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ

image

ทีนี้สืบสวนเหนือเราตอนนั้นก็มี พ.ต.อ.สมเกียรติ พ่วงทรัพย์ เป็นรองผู้การเหนือ ท่านรับผิดชอบกองสืบสวนเหนือ จัดชุดทีมไล่ล่าขึ้นมาโดยเฉพาะ ก็มีท่าน พ.ต.ท.คงเดช ชูศรี เป็นรองหัวหน้าชุด ส่วนนายตำรวจท่านคัดเอาเฉพาะที่เป็นรองสารวัตรเท่านั้น ไม่เอาสารวัตร เพราะเห็นว่ารองสารวัตรเป็นตัวจักรในการทำงาน ทำงานไม่ลืมหูลืมตา ทำงานแบบลืมครอบครัว กินนอนกันอยู่ในกอง เที่ยวตระเวนไปทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ขอให้เราจับแก๊งนี้ให้ได้ เพราะว่ามีพฤติกรรมที่อุกอาจ ก็ระดมทุกหน่วยจัดกันไป ก็มีผม บรรดล ตัณฑไพบูลย์ หยม-ชาญเทพ เสสะเวช เท่าที่นึกได้ก็มี เชิดชาย เสขะนันท์ เพชรรัตน์ แสงไชย

ก็ไปรื้อฟื้นคดีตั้งแต่พฤติกรรมเก่าๆ สมุนเก่าๆ ของเขา ประวัติต่างๆ ที่เคยทำ แม้แต่ผู้หญิงที่เขาเคยไปติดพัน ชอบพอ ที่ไหน ยังไง พวกเราจะไปหาข่าวกันเรียกว่า ไม่ต้องหลับต้องนอนกันเลย ตามร่องรอยไปทุกจุด เขาชอบเที่ยวบาร์ อาบอบนวด หรือโรงแรมอะไร ก็ไปตามหมด ทุกๆ จุด บางคล้า หรือว่าแถวอยุธยา ที่เราได้ข่าว ไม่ว่าจะสกลนคร อุดรฯ ก็ไปหมด พอเขารู้ว่าเราตาม เขาก็หนีสุดชีวิต ขนาดไปทำศัลยกรรมเปลี่ยนแปลงใบหน้าเลย สำหรับนายสุเทพ เนี่ย

เดิมจริงๆ เขาเป็นคนที่มีตาชั้นเดียว จมูกก็บี้ ไปทำตาสองชั้น พวกเราก็ไล่ล่าจนได้รูปถ่ายที่เขาแปลงโฉมมาแล้ว ไปได้ภาพถ่ายที่บ้านน้องชายเขา เราก็ตามเก็บสมุนเขามาเรื่อยๆ จนได้ข้อมูลครบถ้วน ผู้หญิงที่เขาคบหาอยู่ หรือจากน้องชายเขาเนี่ย ทำกันอยู่เป็นปี ไม่ใช่ง่ายๆ สำหรับนายสุเทพ ถือว่าเป็นคนฉลาด ไม่ไปไหนคนเดียว เขาบอกว่า เขาเล่าให้ลูกน้องฟัง ตอนที่เราจับลูกน้องมาได้ เขาบอกว่า ตำรวจที่ตั้งด่านนี่โง่ บางทีเขาใช้มอเตอร์ไซค์ ใช้แท็กซี่ หรือใช้บัตรประชาชนปลอม ส่วนผู้หญิงที่ไปด้วยส่วนมากจะเป็นพวกหมอนวด เด็กนั่งดริ้งก์ตามบาร์จะไม่ไปไหนคนเดียว แล้วทีนี้ พอตำรวจเห็นมีผู้หญิงมาด้วยก็จะซอฟต์ลง ไม่เน้นเรื่องอาชญากรรมอะไรมาก คิดว่าไปเที่ยวกันมาในเวลาดึกดื่น จะกลับบ้าน แต่ถ้ามากับผู้ชายตำรวจจะเพ่งเล็ง แต่พอมาผู้หญิงเลยคิดว่าไปเที่ยวกัน การตรวจก็ไม่เข้มงวด เขาก็ใช้วิธีการนี้จนหลุดรอดมาตลอด นอกจากนี้ สุเทพ ยังเล่นของเหมือนกันสักอักขระภาษาจีนจนแทบจะไม่มีที่เว้นเลย เขาจะมีชินแส ที่เขานับถืออย่างมาก

image

วันนั้นที่เรานัดหมายจะเข้าจุด เพราะได้ข้อมูลจากการสืบสวน จะมีคนของเขามารับของจากพี่สาวเมียเขาแถวโรงแรมอินทรา ประตูน้ำ เพื่อจะให้เมียเขา ก็ได้ข้อมูลว่าเขาจะให้พี่สาวจ๊อด เมียไอ้เทพ เอาใบประกาศนียบัตรมาให้ เพื่อไปเรียนต่อ ก็ไม่คิดว่าเขาจะมาเอง นึกว่าจะให้ลูกน้องมารับ จะอุ้มไปตามกลยุทธ์นักสืบ กะจะอุ้มไอ้คนที่รับของ ไปรีดว่าไอ้เทพ อยู่ไหน กะว่าจะเจอแค่ลูกน้อง ไม่คิดว่าตัวมันจะมาเอง มันนัดกันเที่ยง ทีนี้เราก็เข้าจุด ตอน 10 โมง ก็กระจายกำลัง ท่านสมเกียรติ พ่วงทรัพย์ ท่านคงเดช ชูศรี นำกำลังไปแฝงตัวในเคาน์เตอร์ที่หน้าโรงหนัง ส่วนผมขับรถตามรถบรรดล ไปที่ลานจอดรถข้างโรงแรมอินทรา

ขณะขับรถผ่านหน้าโรงแรม ท่านสมเกียรติ ไปยืนอยู่แถวๆโรงแรม ที่หน้าโรงแรมมีเสาต้นหนึ่งอยู่ ซ้ายสุดเบ้อเริ่มเลยนะ ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ มันมีช่องว่างด้านหลังเป็นโต๊ะของพวกแท็กซี่ป้ายดำ มาชุมนุมกันอยู่ 5-6 คน ไอ้เทพ มันยืนอยู่บนฟุตปาธพิงเสาต้นสุดท้ายที่ว่านี่ ตรงหินแกรนิต ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ ขับรถผ่านหน้าจะเห็นเลย ผมขับรถตามท่านสมเกียรติ ไป พอเลี้ยวซ้ายเข้าไปจอดปุ๊บ ท่านสมเกียรติบอก ผมว่าไอ้เทพแน่เลย มันพิงเสาต้นสุดท้ายริมสุด แล้วเผอิญ ชาญเทพ เขาเดินตามผมมา ท่านคงเดช ก็ไปตามจุดข้างใน คือส่วนใหญ่จะไปเข้าจุดอยู่ก่อนแล้ว คือเราไปช้า ผมก็เดินตามฟุตปาธ เดินมาตามคำบอกเล่าท่านสมเกียรติ มีรูปถ่ายของมันอยู่ในรถตลอดเวลา ผมก็เดินผ่านไป ห่างมันไม่เกิน 2 ฟุต ก็ชัดเจนเลย เห็นว่าไปทำจมูก ทำตา มันเหมือนในรูปเป๊ะเลย เลยวกไปข้างหลัง ไปยืนอยู่กับพวกแท็กซี่ป้ายดำไปด้านหลังเสาต้นที่ว่านี่ ก็มีลูกน้องมัน 3-4 คน ใส่เสื้อปล่อยชาย พกปืนทุกตัวเลย พอเดินผ่านสุเทพ ไปไม่ถึงก้าว เดินไม่รู้ไม่ชี้ เพราะตอนนั้นหัวหน้าทีมมีคำสั่งว่าห้ามพกเครื่องมือสื่อสารทุกอย่าง

อยู่ๆทีนี้ ไอ้จ๊อด มันวิ่งออกมาจะขึ้นแท็กซี่ป้ายดำที่จอดอยู่ ผมกับหยม ชาญเทพ เสสะเวส ก็บอกกันว่าเฮ้ย เอาไงดีวะ เอาเว้ย ยังไงก็ต้องเอา เพราะตามมาเป็นปีไม่มีโอกาสได้เจอ ผมก็เข้าด้านหลังชาร์จ ล็อกคอเลย ชาญเทพ เข้าข้างหน้า เขานักรักบี้ แต่ตัวเล็ก เข้าแท็กข้างหน้ารวบแขน ทีนี้ หยมก็พกปืนไว้ด้านหลัง แล้วทีนี้ ไอ้จ๊อด เมียไอ้เทพ ไปทุบหลังไปโดนปืนเขา มันก็แย่งปืนไอ้หยม ก็กอดรวบไอ้เทพไว้ แล้วก็กลัวโดนแย่งปืน ทีนี้ไอ้เทพ มือมันก็ฟรี คว้าปืน 11 ขึ้นมา ผมก็มือขวาล็อกคอ มือซ้ายก็ผมกับไอ้เทพ ตัวๆ นะ

image

ไอ้เทพ มันควักปืนมาจะยิงผมข้างหน้านะ แต่มือซ้ายจับมือมันไว้ มือขวาก็ล็อกคอมันจากด้านหลัง แต่ผมเพิ่งผ่าหลังมาก็ตัดสินใจ พราะถ้าปล้ำกัน เสร็จมันแน่ ผมก็พกปืน 11 ไว้ข้างหน้า พอปล้ำกันนานนาทีสองนาที ก็ตัดสินใจก็ตัดสินใจผลักมันให้ล้ม กะว่าจะชักปืนยิง คือตัวมันสูง ล็อกคอมันไว้เสมอคอ คือมันสูงก็ผลักมันสุดแรงกะจะให้ล้ม แต่ไม่ล้ม มันก็วิ่งหนี เราก็วิ่งตาม ็เข้าหน้าร้านออกหลังร้าน แถวนั้นมันมีร้านเล็ก ร้านย่อยนะ ร้านขายส่งกระเป๋า เสื้อผ้าสำเร็จรูปอะไรพวกนี้ ทีนี้พอมันวิ่งไป จริงๆจะยิงก็ได้ แต่กลัวพลาดไปโดนชาวบ้าน

สุดท้ายมันก็พรวดเข้าไปในร้านแฟมิลี่ ร้านเล็กๆ กว้างประมาณ 3 เมตร เพดานสูง ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปของผู้หญิง มันวิ่งพรวด ผมก็วิ่งตามเข้าไป เพราะกลัวมันจะออกหลังร้านแล้วหายไป คนมันเยอะ ทั้งคนมาซื้อของ คนมากินข้าว เผอิญร้านมันตัน มันหันมาจะออกหน้าร้านทางเดิม เลยประจันหน้ากับผม มันก็ยิงใส่ทันทีเลย ผมก็ล้มลงไปหมอบกับพื้นหลังตะแกรงใส่เสื้อผ้า ก็แอบอยู่ ตอนนั้นผมก็ไม่นึกอะไรแล้ว นึกถึงพระ นึกถึงแม่ แต่ไม่ได้ห่วงอะไร ตอนนั้นนิ่งมากนะ ไม่ได้กลัวตาย ไม่ได้กลัวอะไรเลย สมัยนั้นไม่มีเสื้อเกราะกันกระสุน ก็ไปแบบช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง ตำรวจเรา พอมันคิดว่ามันลั่นเอง 2 นัด เราก็ได้ยินเสียงปืน เราก็คุ้นชิน เพราะทำคดีวิสามัญมาเยอะ ก็รู้ว่ามันยิงต่อสู้

ทีนี้ผมก็จ้อง รอจังหวะ มันคงนึกว่าผมตายแล้ว ก็กำลังจะเดินมาออกทางหน้าร้าน มันคงจะรีบหนีต่อ ผมก็แอบอยู่ ก็ยิงสวนไปนัดหนึ่ง ดูเหมือนจะเข้าที่หน้าอกมันก็ล้มลง หยม เข้ามาก็ช่วยกันยิง แต่มันยังไม่ตายนะ จากการที่เราพิสูจน์ศพมันนะ คือมันยิงขมับตัวมันเอง ยิงนัดแรกไม่เข้ากระโหลก จนนัดที่สอง เล็งใหม่ มันยิงตัวตายนะ จริงๆ แล้ว คือที่ผมเล็งใส่หัว แต่มันยิงเร็วเข้าหน้าอก มันคงคิดว่ามันไม่รอดแล้ว มันก็ยิงตัวตาย เป็นการตัดสินใจของผม กับชาญเทพ ทีมที่ตามมาเป็นปี ก็ตัดสินใจ คิดว่า ถ้าหายก็หาตัวยาก มันก็คงระวังมากขึ้น ก็คิดว่าหายไม่ได้ ต้องเอาให้อยู่…..

ครับ……นี่คือตำนานอีก 1 ผู้กล้าสืบสวนเหนือ พ.ต.อ.วีระศักดิ์ บูรพากาญจน์

กากีกลาย/8/10/59