Wednesday, July 24, 2024
More
    Homeเรื่องสั้น-วรรณกรรมคนขลาดเขลาแห่งโลกสวย

    คนขลาดเขลาแห่งโลกสวย

    ฉันรู้สึกคุ้นชินกับภาพที่เห็นยามเช้าตรู่กับสภาพความเป็นไปผู้คนออกจากที่ซุกหัวนอน ออกจากวิมานสวรรค์เมืองฟ้าอมรจรลีรีบเร่งกระเสือกกระสนไปสู่จุดหมายปลายทางตามแต่ฐานานุรูปของแต่ละคน

    บ้างก็เหมือนกับตกอยู่ในสภาวะจำยอมหรือราวกับถูกบังคับยัดเยียดให้ต้องดำเนินชีวิตเป็นไปตามบทที่ผู้กำกับที่ไร้วิญญาณและลมหายใจมอบหมายให้กระนั้นเลยทีเดียว ทำให้ฉันเห็นฉากชีวิตที่คุ้นตาจำเจแต่แตกต่างในแง่มุมเล็ก ๆ น้อย ๆ

    ภาพปู่ย่าหรือตายายจูงหลานชายในชุดนักเรียนชั้นอนุบาลสะพายกระเป๋านักเรียนเดินผ่านไปอย่างกระฉับกระเฉง พร้อมจะก้าวไปสู่วันใหม่ในวัยเยาว์เตรียมตัวเข้าสู่วัยรุ่นวัยทำงานกระทั่งสร้างครอบครัวเป็นวิถีสืบทอดของสังคมมนุษย์ในลักษณะที่มีแบบแผนวิถีการดำเนินชีวิตอย่างมีมาตรฐานตามที่บรรพบุรุษได้สร้างขึ้นมาเป็นแพลตฟอร์ม

    ชีวิตน้อย ๆ ที่อีกไม่กี่ขวบปีจะเติบใหญ่เป็นประชากรของสังคม เป็นสมองเป็นพลกำลังขับเคลื่อนอนาคตของประเทศในวันข้างหน้า ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะเป็นอย่างไรนอกจากเรียนรู้จากประสบการณ์ที่สร้างสมสืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่นพอจะยึดเป็นบรรทัดฐานว่าระบบโรงเรียนระบบการศึกษาที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสิ่งที่ดีกว่าเป็นเป้าประสงค์หลัก

    ฉันมองเห็นความสดใสในแววตาของเด็กเล็ก ๆ ที่เดินสวนกัน หรือชั่วแวบที่มองเข้าไปในแววตาของเด็กน้อยบนเบาะนั่งรถจักรยานยนต์ที่พ่อและแม่นั่งมาด้วยกัน ช่างเหมือนกันแทบทั้งนั้นสายตาที่บ่งบอกความอยากรู้อยากเห็น ความตื่นตาตื่นใจผสมผสานกับความตื่นเต้น เป็นภาพสดใสของยามเช้าที่มองเห็นเสมอๆ แต่ไม่น่าเบื่อ ซ้ำให้ความรู้สึกรื่นรมย์ใจมากกว่าอะไร ๆเสียด้วยซ้ำ

    ภาพที่ดูไร้เดียงสา ความอ่อนเยาว์น่ารักน่าเอ็นดู เป็นความงามที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ชอบแล้วมอบให้มนุษย์ผู้ต้องดิ้นรนขวนขวายต่อสู้กับชีวิต ผู้ต้องเผชิญกับความจริงเบื้องหน้า ผู้อ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ไปจนถึงมนุษย์ที่ประกอบด้วยความสมบูรณ์พูนสุขทรัพย์ศฤงคารมากมาย จากรังพักอาศัยไปจนถึงคฤหาสน์หรูหราอลังการค่ามหาศาล ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลจะวางหัวใจไว้บนเนินทุ่งลานหญ้าสวนรมณียสถานหรือป่าพงรกเรื้อด้วยเถาวัลย์หนามไหน่ใบเขียวขจีของวัชพืชปกคลุมคูคลองน้ำครำปานใด

    คิดเพลิดเพลินไปในห้วงเวลาว่างทางสมองได้บ้างก็ไม่เลวนักสำหรับเช้าของวันหนึ่ง เมื่อต้องรีบก้าวเท้าขึ้นรถเมล์เบียดแย่งกับคนอื่นๆ ที่ไล่กวดเข็มนาฬิกาไม่ต่างกัน เพื่อให้ทันเวลาทำงานหรืออะไรสักอย่างของเช้านั้น

    รถเมล์กระชากตัวแล่นตะบึงออกจากป้ายจอดรถโดยสารประจำทางไปตามถนนใหญ่รถรายวดยานเริ่มหนาตาขึ้นอย่างรวดเร็วทุกวินาที ใช่แล้วช่วงเวลาเร่งด่วนก็ประมาณนี้ทุกหนแห่งในเมืองใหญ่ เป็นปกติอย่างนั้นเสมอไป

    ระหว่างทางรถเมล์จอดตามป้ายทุกจุด เนื่องจากผู้คนที่ใช้บริการรถเมล์มีอยู่ทุกป้ายโดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน ขณะรถเมล์จอดรับผู้โดยสารที่ป้ายหนึ่ง

    ฉันรู้สึกแปลกใจเมื่อแรกเห็นมีหญิงสาววัยรุ่นจูงเด็กหญิงเด็กชายตัวเล็กๆ วัยห้าหกขวบตามที่คาดคะเนด้วยสายตาขึ้นมาบนรถเมล์สี่ห้าคน ทั้งหมดไม่ได้อยู่ในชุดเครื่องแบบนักเรียน หากแต่แต่งตัวลำลองบ้างเสื้อลายการ์ตูนกางเกงขาสั้นหรือหากเป็นเด็กหญิงก็นุ่งกระโปง ตัวเล็กไล่เลี่ยกัน มีเด็กโตราวสิบขวบอยู่เพียงคนเดียว

    เลยนึกสงสัยว่าอาจเป็นพี่เลี้ยงสถานรับเลี้ยงเด็กวัยอนุบาลที่ไหนสักแห่งกำลังจะพาเด็กออกไปหาความรู้สึกจากสถานที่นอกรั้วโรงเรียนหรือบ้านพักเด็กที่ไหนสักแห่ง ฉันที่ยืนจับราวอยู่ได้แต่เพียงช่วยดึงตัวเด็กๆ ให้พ้นจากบริเวณประตูทางขึ้นลงรถเมล์และรุนให้เข้าไปข้างในรถเผื่อจะมีผู้โดยสารคนอื่น ๆลุกสละที่นั่งที่มีค่าราวกับทองคำให้บรรดาเด็กเล็ก ๆ เหล่านี้บ้าง

    ฉันไม่อยากจะเชื่อว่านี่มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตก็ว่าได้

    ไม่มีผู้โดยสารที่นั่งอยู่ลุกขึ้นให้เด็กนั่งแทนที่ตนเองเลยสักรายเดียว มีหญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ถัดจากฉันไปสักสองสามฟุตสวมหน้ากากอนามัยมีผ้าคาดผมนั่งเมินเมียงมองนอกหน้าต่างรถ ขณะที่เด็กหญิงร่างผอมบางเสื้อผ้าเก่าๆยืนจับราวพนักที่นางนั่งอยู่ด้วยสองมืออยู่ตรงหน้าแท้ ๆ

    เหนือขอบหน้าต่างที่หญิงกลางคนนั่งอยู่นั้น มีป้ายบ่งบอกชัดเต็มสองนัยน์ตาว่าโปรดกรุณาสละที่นั่งให้แก่เด็ก คนชราและสตรีมีครรภ์ มันมีความหมายที่ไม่ได้ลึกซึ้งเกินกว่าสามัญสำนึกของมนุษย์คนหนึ่งจะเข้าใจได้ แต่ขณะเดียวกันมันก็ช่างไร้ความหมายไปได้เสียแล้วเหมือนกัน  

    รถเมล์คันนั้นยังคงทำหน้าที่รับส่งคนอย่างซื่อสัตย์เนิ่นนานมาหลายสิบปี ซื่อตรงคงมั่นไม่แปรเปลี่ยนเส้นทางของมัน จนเมื่อถึงจุดหมายปลายทางที่ฉันต้องลงจากรถเมล์ ฉันก้าวลงไปเท้าสัมผัสพื้นคอนกรีตและยางมะตอยที่ป้ายรถเมล์ ฉันก็อดคิดต่อจากภาพที่เพิ่งผ่านสายตามาหมาด ๆ ไม่อยากเชื่อว่าคนสมัยนี้จะไร้สิ้นความเมตตากรุณาเอื้ออาทรให้ผู้อ่อนด้อยกว่าไปหมดแล้วอย่างสิ้นเชิง ฉันไม่อยากสรุปด้วยภาพๆ เดียวจากเหตุการณ์เดียวเท่านั้น มันอาจจะไม่ยุติธรรมกับใครสักคนหรือหลายคนก็ได้

    หญิงกลางคนที่ไม่ยอมสละที่นั่งให้เด็กเล็ก อาจจะคิดว่าเป็นสิทธิ์ของตนเองที่ใครจะมาละเมิดมิได้ ตนก็คือผู้โดยสารคนหนึ่งที่จ่ายเงินค่าโดยสารย่อมมีสิทธิ์นั่งบนที่นั่งที่ว่างเป็นเรื่องปกติไม่ได้ทำผิดกฎหมายอะไร หรืออาจจะมีความป่วยไข้ไม่สบายจนไม่สามารถจะลุกยืนโหนรถเมล์ไปตลอดทางได้

    ขณะที่สังเกตจากแววตาของหนูน้อยที่ยืนจับราวพนักเก้าอี้ด้วยมือน้อย ๆ เป็นแววตาซื่อใสไม่มีจริตคิดอะไรมากกว่าสิ่งที่เรียกความสนใจจากนอกหน้าต่างรถเมล์คันนั้น ซึ่งเด็กคนนั้นอาจจะไม่ได้เดินทางออกนอกสถานที่บ่อยครั้งเลยรู้สึกตื่นตาตื่นใจลืมความเมื่อยล้าทั้งมวลไปสิ้นก็เป็นได้

    ฉันไม่อยากคิดว่าโลกสวยงามเป็นอย่างไร ความเมตตาเอื้ออาทรหายไปจากจิตใจคนเราหมดสิ้น จากความจริงที่เห็นตรงหน้ามนุษย์ก็คือส่วนผสมของความกลัวความกล้าหาญความขลาดเขลาความฉลาดปราดเปรื่อง

    ฉันไม่ใช่พวกโลกสวยอย่างที่ใคร ๆ มักชอบพูดแดกดันประชดประชัน แต่ฉันชอบอยู่ในโลกสวยงามนะ ชอบมากกว่าโลกที่เส็งเคร็งเฮงซวย

    ฉันไม่ได้โกรธหรือเกลียดหญิงคนนั้นที่ไม่ยอมยกก้นออกจากเบาะนั่งอันมีค่ามหาศาลประดุจบัลลังก์ทองนางมีสิทธิ์จะคิดอย่างนั้น ฉันไม่มีสิทธิ์ไปโกรธนางได้

    แต่ฉันโกรธตัวเองที่ช่างขี้ขลาดเกินกว่าจะเอื้อมมือไปสะกิดหญิงคนนั้นให้ดูป้ายเหนือศีรษะ และยอมสละที่นั่งให้เด็กน้อยเถิด

     “ทำไมกูไม่กล้าบอกให้นางลุกให้เด็กนั่งวะ”

    ฉันคิดวนเวียนๆๆและวนเวียน

    เดชา ภู่พิชิต

    6ป/7/2567

    RELATED ARTICLES
    - Advertisment -

    Most Popular

    Recent Comments