ชีวิตหลังเกษียณ เดอะโก๊ะ-สมภพ พงษ์ฤกษ์

1941

ชีวิตคือบอล-บอลคือชีวิต
เดอะโก๊ะ-สมภพ พงษ์ฤกษ์

พ.ต.อ.สมภพ พงษ์ฤกษ์ นรต.32 อดีตนักสืบชื่อดัง มีส่วนร่วมคลี่คลายคดีดังๆมามากมายนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะช่วงอยู่ในชุดป๋าลอ-ชลอ เกิดเทศ

เจ้าตัวสร้างชื่อให้นักสืบหลายคน ไม่ว่าจะอยู่สืบสวนเหนือ กองปราบ เป็นผกก. วนเวียนอยู่ใน บช.ก.เป็นส่วนใหญ่ ก่อนเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง รองผู้การสืบสวนภาค 7

แม้เจ้าตัวถอดเครื่องแบบไปเมื่อ ต.ค.58 หรือ 3 ปีที่แล้ว แต่ยังคงมีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับฟุตบอล กีฬาที่เขารัก โดยขณะนี้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ-ธนบุรี รับผิดชอบเรื่องนักกีฬาฟุตบอลทั้งหมด

ล่าสุดคว้าแชมป์ในระดับอุดมศึกษาถึง 4 รายการ ในปีที่แล้ว มีจังหวะเลยไปเยี่ยมและพูดคุยชีวิตหลังเกษียณฯถึงที่มาที่ไปในการทำฟุตบอลให้กับสถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้ถึงมหาวิทยาลัย ตั้งอยู่ย่านพุทธมณฑลสาย 2 ในเนื้อที่ 100 กว่าไร่ 

ย้อนอดีตเป็นตำรวจเพราะจน
“พี่เป็นคน จ.นครราชสีมา เกิด อ.ปากช่อง มีพี่น้อง 4 คน พี่เป็นคนโต น้องสาวอยู่กระทรวงการต่างประเทศ มีน้องชาย 2 คน เป็นทหารคนหนึ่ง อีกคนเป็นทนาย เสียชีวิตไปแล้วทั้ง 2 คน เหลือพี่กับน้องสาว แค่ 2 คน น้องสาวปลดเกษียณไปเมื่อปีที่แล้ว แต่ก่อน คุณพ่อทำงานรถไฟ พักอยู่ กม.11 เสียชีวิตเพราะโรคมะเร็งในกระเพาะ ตอนพี่อายุ 24 ปี จบโรงเรียนนายร้อยพอดี ที่มาเป็นตำรวจเพราะที่บ้านยากจน ต้องส่งเสียน้องเรียน ก็เลยยอมสละสิทธิ์ มาเรียนตำรวจ เอาเงินเดือนตำรวจมาส่งเสียให้น้องเรียน…..”เดอะโก๊ะเริ่มย้อนอดีตวัยเยาว์ หลังขับรถพาทัวร์จุดสำคัญๆในมหาวิทยาลัยแห่งนี้

เริ่มเล่นสโมสรตำรวจปี 17
ตอนนั้นได้เงินเดือน 950 บาท เป็นพลสำรองพิเศษ ที่กองกำกับการรักษาสถานที่ คือ กองกำกับการที่เข้าเวรวังสวนจิตรฯ คือ บช.น.ปัจจุบันนี้ พอพี่เข้าตำรวจได้ ระหว่างนั้น ก็เริ่มไปเล่นฟุตบอลตำรวจ ตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ เป็นตำแหน่งตัวสุดท้าย เรามองผ่านเกม มองเกมได้ ยืนตัวหลัง หน้าประตู พี่ชอบอย่างนี้มากกว่า ดีกว่าเราไปเล่นกองหน้า แล้วไม่ใช่ที่เราถนัด ก็มาเล่นสโมสรตำรวจ ตั้งแต่ปี 2517 ตอนที่กำลังจะสอบเข้าพลตำรวจ พี่ก็มาเล่นบอลสโมสรตำรวจเลย ตอนนั้นท่านไพฑูรย์ ปิ่นประยงค์ พ่อรองก้อ- พ.ต.อ.ธวัช ปิ่นประยงค์เป็นประธานสโมสร

ติดทีมชาติ ยู15 รุ่นตำนานนักเตะดัง
แต่ก่อนหน้านั้น พี่เรียนฟุตบอลของสมาคมฟุตบอล ชื่อเอฟเอที มี อาจารย์ทรงไทย สหพัชรินทร์ นักเตะของสโมสรราชวิถี มาสอน ใช้สนามรถไฟทุกวันนี้ เป็นสนามฝึก แล้วพี่พักอยู่ กม.11 สนามรถไฟ ก็อยู่ใกล้ ก็เดินมาเรียนทุกวันเสาร์-อาทิตย์ พี่ก็เริ่มผูกพันกับฟุตบอล แล้วช่วงนั้น มีการคัดเลือกยู 15 พี่ก็มาคัด ติดทีมชาติ ตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นตำรวจ ตอนนั้นเลือกเล่นแบ็กขวา เพราะมันไม่มีตัว เลยติดไปแข่งที่ฟิลิปปินส์ ที่ดังๆรุ่นพี่ ก็มีนาวี สุขยิ่ง ไอ้ด่าง เจษฎาภรณ์ ณ พัทลุง ดาวยศ ดารา แต่คัดติดเรียบร้อย ไม่ได้ไป เพราะฟิลิปินส์ เหมือนมีสงคราม ก็ไม่ได้เล่น

18 ปีในสโมสรตำรวจ คว้าหลายแชมป์
จนกระทั่งมาเป็นตำรวจ ตอนนั้นโค้ชของสโมสรตำรวจ คือ ร.ต.อ.วันชัย เหลืองไพฑูรย์ พี่เล่นตั้งแต่ปี 2517 กระทั่งปี 2535 เลิกเล่นสโมสร รวมเล่นมา 18 ปี ได้แชมป์ถ้วย ข.สโมสร ปี 2524 แชมป์กีฬาเหล่า ปี 2519 ปี 2522 แล้วก็เล่นตำรวจอาเซี่ยน ได้แชมป์ 3 ปี ที่ มาเลย์ สิงคโปร์ แล้วก็บรูไน พี่เล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ อย่างเดียว รุ่นพี่ที่เล่นตอนนั้น ก็มีพี่เจี๊ยบ-พิสัณห์ จุลดิลก เลขาฯ สมาคมฟุตบอล พี่อ้วน-ภูมิรา วัฒนปานี เล่นศูนย์หน้า พี่แป๊ะ วิชัย วงศ์วิรุฬ ที่เสียไปเล่นแบ็กขวา รุ่งโรจน์ แสงคร้าม เล่นหน้าซ้าย เล่นกองกลาง ที่ดังๆ ก็มีพี่จารึก-ฐนพล มณีภาค เล่นปีกขวา พี่สมรัตน์ โกศากุล เล่นแบ็กซ้าย แต่ตอนนั้นพี่เล่นประตู เล่นประตูด้วย พี่เล่นประตูเสร็จ ก็ยังมาเล่นศูนย์หน้าตำรวจ จากประตูมาเป็นศูนย์หน้า แล้วพอมาเล่นโรงเรียนนายร้อย พี่เป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ

สื่อตั้งฉายา จอมโหดขนานแท้
สุดท้ายก็มาเล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ไม่ไปตำแหน่งอื่นเลย เป็นตำรวจคนเดียว ที่เล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ตลอด บอลถ้วย ข. ถ้วย ค. ควีนส์คัพ พี่เล่นหมด เป็นถ้วยใหญ่ที่สุด ที่พี่เคยเล่น แต่ตกรอบทุกปี ไม่เคยได้เข้ารอบ เพราะเจอทีมใหญ่ตลอด แต่เคยชนะฮากก้า 3 : 2 ตอนนั้นมันเอาต่างประเทศมา มีฮานยาง เกาหลี พี่เตะจนเกาหลี ศูนย์หน้า เยี่ยวเป็นเลือด ตอนนั้นไปกับนายลอ ไปขอโทษ เพราะในเกม พี่เตะเข้าหว่างขาเลย ได้ฉายาจากหนังสือพิมพ์ จอมโหดขนานแท้ พี่เล่นหนัก แต่ไม่เคยโดนใบแดง โดยแค่ใบเหลืองตลอด

เจอป๋าลอตั้งแต่ยังเป็นพลตำรวจ
ตอนเจอป๋าลอ เจอตั้งแต่พี่เล่นสโมสร ตั้งแต่อายุยังน้อย ตั้งแต่ยังเป็นพลตำรวจ ตอนนั้น ท่านไพฑูรย์ พ่อรองก้อ เสีย นายลอ ก็มารับเป็นประธานสโมสรต่อ ก็เลยมาเป็นประธานตั้งแต่นั้นมา พร้อมกับเริ่มเข้าสู่วงการ เข้าสู่ยุทธจักร ก็เริ่มกับนายลอ แต่การทำบอล กับการทำงาน มันไม่เหมือนกัน คือถ้าเราจะเล่นบอล มาทำงานกับนายลอ พี่อยากทำงานมากกว่า

ภูมิใจทำสโมสรตำรวจผงาด
แล้วลีกฟุตบอลดิวิชั่น 1 มันหยุดไปหลายปี พี่ไปทำฟุตบอลสโมสรตำรวจตั้งแต่ปี 2548 มาได้แชมป์ดิวิชั่น 1 ตอนนั้นพี่เป็น ผกก.ป่าไม้ แล้วก็เปลี่ยนกติกา จากสโมสรดิวิชั่น 1 เป็นไทยลีก ปี2551-2552 ครั้งแรกที่เป็นไทยลีก ได้แชมป์ แล้วก็ได้รองแชมป์ฟุตบอลควีนส์คัพ แล้วก็ได้แชมป์ มวก.ปีนั้น ได้ 3 ถ้วย เป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรก ตั้งแต่เล่นบอล

หันหลังให้เพราะมีเรื่องกวนใจเยอะ
หลังจากนั้น เป็นช่วงฟุตบอลบูม สโมสรตำรวจเปลี่ยนทั้งชื่อ ย้ายสนาม ตกชั้น 3 ครั้ง เดอะโก๊ะ ถูกตามเข้าไปร่วมทำทีมทั้ง 3 ครั้ง สามารถพาทีมขึ้นชั้น 3 ครั้ง แต่ก็มีปัญหาภายในจุกจิกกวนใจ จนเดอะโก๊ะ ไม่หันไปยุ่งอีก แม้กระทั่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.มาชวน เขาก็ไม่ไป

ฝากรุ่นน้องทวงคืนชื่อ สโมสรตำรวจ
แต่เขายังฝันถึงอนาคตข้างหน้า โดยเฉพาะรองก้อ -พ.ต.อ.ธวัช ปิ่นประยงค์ นายตำรวจรุ่นน้อง นรต.36 ลูกชาย พ.ต.อ.ไพฑูรย์ ปิ่นประยงค์ ที่ยังทำสโมสรตำรวจตอนนี้ บอก ไอ้ก้อ มึงต้องใช้ทุกวิถีทางนะ ถ้ามีการเลือกตั้งประธานสโมสรตำรวจ ตอนนี้ ไอ้แป๊ะ เป็นประธานอยู่ เอาคืนมา เอาตรงนี้มา เอาคำว่าสโมสรตำรวจกลับมา คือตำรวจ ก็เป็นสโมสรตำรวจ จดทะเบียนไว้แล้ว

เกษียณฯเบนเข็มหันทำบอลมหา’ลัย
พอปัญหามาก พี่ก็ไม่เอาแล้ว หันมาทำบอลมหาวิทยาลัย พี่มาตอนปลดเกษียณปี 2558 ชน 2559 ก็มาที่นี่ แล้วที่มาที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ-ธนบุรี เพราะรู้จักสนิทสนมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี และลูกสาว ที่เป็นรองอธิการบดี นานหลายปี พอเข้ามาก็เริ่มทำฟุตบอล เขาให้พี่เป็นที่ปรึกษาทำทีม พี่ก็หาโค้ช ผู้ช่วยโค้ช แล้วก็รองผู้จัดการทีม ก็ได้รองแชมป์ปีที่แล้ว ปีแรก ยังไม่สำเร็จ บอลได้แค่ที่ 4 ที่โคราช บอลมหาวิทยาลัย บอลกระทรวงศึกษาฯ ก็ไม่ได้แชมป์ ไม่ได้แชมป์อะไรเลยปี 2559

ปีแรกชวด ปี2 กวาด 4 แชมป์
แต่พอปี 2560 ได้แชมป์เฟรชชี่ แชมป์อุดมศึกษา ได้แชมป์มหาวิทยาลัย ได้แชมป์ฟุตบอลชายหาด ได้ 4 แชมป์ นี่บอลมหาวิทยาลัย แต่ชายหาดเป็นบอลสโมสรชายหาด ประเทศไทย ระดับประเทศ ก็คือสโมสรสำเพ็งบีพียู ที่มีบีพียู คือมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่สำเพ็ง เพราะเขาเป็นสปอนเซอร์ ก็จะสร้างสนามชายหาด ปีนี้(2561)ก็จะตั้งไว้เหมือนเดิม 4 ถ้วย นี่คือ 4 ถ้วยหลัก เฟรชชี่ อุดมศึกษา มหาวิทยาลัย และก็ฟุตบอลชายหาด

ไม่ยืนคุมตอนแข่ง เพราะใจร้อน
ได้มา 4 แชมป์ฟุตบอล แต่ไม่เคยลงสนามคุมบอลซักทีเลย บอลแข่งนี่ ได้แต่ขับรถวน พี่ไม่เคยได้ดูเลย แต่เวลาซ้อมพี่มาตลอด ไม่เคยขาด แม้แต่เด็กๆ กินข้าว ก็นั่งรอมันกินข้าวเสร็จก่อน ถึงจะกลับบ้าน แต่เวลาแข่ง พี่จะ พวงมาลัยไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ขอให้ชนะ แล้วก็วนดูรอบสนาม เพราะว่าพี่ใจร้อน แล้วอีกอย่างพี่เกรงใจกรรมการ ที่ทำหน้าที่

รับนิสัยพูดตรงเกิน หวั่นทำทีมเสีย
คืออยากให้กรรมการผู้ตัดสิน ได้เป็นกลาง เดี๋ยวผู้ตัดสินมันจะเกลียดเรา ไม่ชอบเรา ไม่รักเรา อย่างนี้ จะหาว่า แบนเรา 2 เดือน หาว่าเป่าเข้าข้าง ถ้าถามว่า เขารู้มั้ย ว่าเราคุมทีมฟุตบอลมหาวิทยาลัย เขาก็รู้ แต่เขาต้องตัดสินตามกติกาของเขา เห็นหน้ามัน แต่หมั่นไส้มัน แล้วอีกอย่าง ถ้าเกิดมีอะไรผิด พี่จะพูดตรงๆ บอกเฮ้ย กรรมการ ลูกออฟไซด์ทำไมไม่เป่าวะ ถ้าเราไปทำอย่างนั้น 1.คืออารมณ์ของเขา แล้วอีกอย่างจะมีปัญหาอาการของเรา แล้วมันจะเสียทั้งทีม

ใครจะโกรธจะเกลียดช่างมัน
พี่คิดมากเอง แต่จริงๆ มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ พี่เล่นบอลตั้งแต่เล็กจนโต พี่ไม่เคยนั่ง พี่จะผูกพันกับการเล่นตลอด พี่จะบอกว่ากรรมการ นี่นะ เดี๋ยวถ้าออกไป มึงโดนกระทืบแน่ พี่เป็นคนที่ถ้ามึงจะโกรธ จะเกลียดช่างมัน แต่พี่เป็นแบบนี้ ทุกคนรู้อยู่แล้ว ถ้าออกไป มึงโดนแน่ เอาแบบแกล้งเขียนใบสั่ง พี่พูดตรงๆ แหย่กรรมการเล่นตลอด นี่เรื่องจริง บอกว่าตัดสินให้ดีๆ หน่อย ลูกอย่างนี้มันฟาล์วรึเปล่า

คอยดูแลเด็กนักบอลทุกอย่าง
พี่จะไม่ยุ่งในสนามเลย 3 ปี พี่ไม่เคยเข้าไปนั่งเลย จริงๆ เลย ไม่เคยดูบอล พี่จะพูดให้เด็กเข้าใจ หน้าที่คุณคือเล่นกีฬาไป แล้วหน้าที่ของพี่คืออยู่นอกสนาม คอยดู ขอให้เราตัดสินใจกล้าเล่น แต่ก่อนแข่ง พี่จะประชุมทีมก่อน แล้วพี่จะสัมผัสทุกครั้ง ให้มีความรู้สึกว่ามีความเป็นเฟรชชี่ มหาวิทยาลัย แต่ทุกอย่างพี่จะดูแลหมด แม้กระทั่งเรื่องเบี้ยเลี้ยง ไม่เคยบกพร่อง สมมติเบี้ยเลี้ยง จะให้วันละ 300 พี่ก็จะเอาไปให้เพิ่มเป็น 500 บอกว่าลุงบ้าง พี่บ้าง ผมบ้าง ให้เพราะสมัยก่อนเราเป็นเด็ก เราเล่นบอล ไม่มีตังค์ ไม่มีเงิน เราเล่นเพราะใจรัก แต่เดี๋ยวนี้มันต้องมี เพราะทุกคนมีภาระ ยังต้องเรียน เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะเป็นเงินน้อยนิด แต่ก็เป็นเงินที่เราเต็มใจให้ จากมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่ง จากพี่ส่วนหนึ่ง

มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่เรารัก
ถึงตอนนี้ มีความสุขดี เพราะว่าเราได้ทำสิ่งที่เรารัก แล้วก็ทำให้เราได้ออกกำลังกาย ไม่ซีเรียส แล้วการขับรถไปมา ทำให้สมองเราได้ทำงาน ขับรถออกมาดู จ๊อกกิ้งออกกำลังกาย เดินดูเด็ก ดูสนามฟุตบอล มันก็ทำให้เราสุขภาพดี

เดอะโก๊ะกล่าวปิดท้ายพร้อมสายตาที่มุ่งมั่นในการทำทีมบอลของคนมีลูกหนังเป็นชีวิต

เฮียเก๋ 30/6/51