นักเตะกระดูก(หัก)เหล็ก

“ลุคชอว์”

“ผมจำได้ ผมบอกทุกคนไปว่า ผมคงเล่นฟุตบอลอีกไม่ได้แล้ว ในหัวผมวนเวียนคิดแต่ประโยคเหล่านี้”

“มันเกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน ภาพนั้นมันฉายซ้ำไปซ้ำมาในหัวผม

วันที่เกิดเรื่อง เพื่อนร่วมทีมของผมอยากจะลืมช่วงเวลานั้น ผมจำภาพที่ เมมฟิส (เดปาย) หันหน้าหนีจากผม เขาไม่อยากมองสิ่งที่เกิดขึ้น”

“ตอนนั้น ผมมีความรู้สึกแค่ส่วนต้นขา และตั้งแต่ส่วนล่างลงไป ผมรู้สึกว่ามันห้อยต่องแต่งเอาไว้ ผมไม่รู้สึกว่ามันยึดติดกันเลย

“ช่วงที่โดนเตะ ผมโทษตัวเองนะครับ ผมวิ่งเข้าไปในเขตโทษของพวกเขา และน่าจะยิงด้วยเท้าขวา แต่ผมล็อกกลับมา พยายามจะเล่นด้วยเท้าซ้าย”

“จากนั้น ผมก็โดนเตะอย่างจัง ผมไม่อยากคิดถึงจังหวะสกัดตอนนั้น

ตอนแรกที่โดนเตะ ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่การสกัดที่แย่อะไร แต่เมื่อผมมาเห็นอาการของตัวเอง ผมถึงรู้สึกว่า… ใช่ มันเป็นการเข้าบอลที่เลวร้ายจริงๆ”

เฮกเตอร์ โมเรโน่ เข้ามาขอโทษผม เขาเข้ามาหาผมที่โรงพยาบาล ผมบอกเขาไปว่า ผมสบายดี

แต่ในใจผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลย มันมีแค่ผมกับขาที่หัก

ผมยังลืมมันไปไม่ได้ ดูวิดิโอเหตุการณ์นั้นซ้ำไปซ้ำมา มันติดอันดับ 10 การเข้าสกัดที่แย่ที่สุดในโลกฟุตบอล

“สิ่งที่ผมเสียใจมากกว่า คือการต้องหายจากสนามฟุตบอลไปนาน ถ้ามีใครสังเกต คุณจะเห็นรอยน้ำตาบนใบหน้าของผม

ตอนแรก ผมไม่คิดว่ามันจะเจ็บขนาดนี้ แต่อาการมันกำเริบหลังจากเหตุการณ์นั้นไม่กี่วัน”

“ผมจำได้ว่าผมกดโทรศัพท์ส่งข้อความหาแม่ ทวิตหาทุกคนที่ผมรู้จัก ตอนนั้นผมคิดแต่ว่า ขาผมหัก จะให้ผมทำยังไง ผมต้องทำอะไรสักอย่าง”

“คืนนั้น ขณะที่ผมอยู่ในโรงพยาบาล ผมสาบานต่อพระเจ้าว่า มันเจ็บปวดยิ่งกว่าที่คุณจะจินตนาการได้ ผมต้องทำอะไรสักอย่าง ผมจำได้

ผมบอกกับแม่ว่า ผมทนกับความเจ็บนี้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว พวกเขาต้องผ่าขาของผม เอาเลือดที่คั่งออก และฉีดยาให้ผมนอนหลับ แต่เช้าวันต่อไป อาการบาดเจ็บก็ยังอยู่กับผมเหมือนเดิม”

“กว่าที่ผมจะผ่านมันไปได้ มันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเหลือเกิน เมื่อหายเจ็บ ก็ต้องมาฟื้นฟูสภาพร่างกาย

คุณลองคิดดู ผมเดินไม่ได้มา 6 เดือน อย่าว่าแต่เล่นฟุตบอลเลย คุณต้องอยู่กับเฝือกตั้งครึ่งปี

ตอนที่ถอดเฝือก ผมยังต้องใช้เวลานานมาก กว่าจะเดินก้าวแรกด้วยตัวเองได้”

“ผมยังเจ็บอยู่ ไม่มีทางที่จะไม่รู้สึกถึงมัน ตอนที่ผมเริ่มกลับไปซ้อม ตอนแรกมันก็ดูจะไม่เป็นอะไร

แต่สุดท้ายมันก็กลับมาปวดอีกในจุดเดิม ปวดจนแบบที่ผมคิดว่า มันจะต้องอยู่กับไปตลอดใช่ไหม”

“คุณคิดดูนะ ผมต้องผ่าตัด 4 ครั้ง ผมมีแผลเป็น 3 นิ้ว สองจุดที่น่องของผม ผมต้องขอบคุณนักจิตวิทยา ที่ช่วยให้ผมผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ พวกเขาเป็นห่วงว่า ผมจะรับมือกับเรื่องที่นักหนาแบบนี้ได้ไหม”

“ผมค่อนข้างจะเชื่อมั่นว่า ผมจะต้องกลับมาเป็นคนเดิม แต่ครอบครัวของผมไม่ใช่ คุณแม่ของผมเป็นห่วงผมมาก เธอกลัวที่จะเห็นผมเล่นฟุตบอล ทุกครั้งหลังจากนั้นที่ผมเข้าสกัดบอล เธอไม่กล้ามองเลย”

“ผมฮึดสู้ ผมพยายามจะไม่กลัวมัน ช่วงนั้น ผมพยายามต่อสู้อย่างหนักกับร่างกาย ผมพยายามสร้างมันให้กลับมาอยู่ในจุดเดิม จุดที่ผมจากมันไปเป็นปี”

“ผมจำได้ว่า พอผมผ่านช่วงฟื้นฟูร่างกาย จนกลับมาซ้อมรวมกับเพื่อนๆ ได้แล้ว วันนึงในสนามซ้อม แอชลี่ย์ ยัง เข้าสกัดผมเต็มดอกเลย อัดเต็มขาขวาผม ผมจำได้ว่า ผมลงไปนอนแผ่หราอยู่ในสนาม”

“แอชลี่ย์ หันหน้าหนี และอุทานออกมาว่า ‘ตายห่..แล้ว เฮ้ย เอ็งโอเคใช่ไหมลุค?’ หน้าเขาเสียเลย แต่ผมบอกเขาว่า ช่วยหยิบสนับเข่าให้ผมหน่อย”

“ผมลองลุกขึ้นยืนดู และไม่รู้สึกอะไรเลย มันดีมากๆ คุณรู้ไหม หลังจากการฟื้นฟูร่างกายมาเป็นเวลานาน ผ่านการเจ็บปวดมาเป็นเวลานานนับปี

ผมอยู่กับมันมานานเหมือนฝันร้าย แต่คุณรู้ไหม ครั้งแรกของการโดนเตะแล้วไม่เจ็บมันดีแค่ไหน”

“ผมต้องขอบคุณ แอชลี่ย์ สำหรับการเข้าสกัดครั้งนั้น ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ และขอบคุณตัวเองที่ไม่หมดหวัง”

“ผมดีใจมากที่ได้ขาขวาของผมกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง

ผมจำได้ ผมบอกตัวเองเสมอว่า ผมต้องกลับมาให้แข็งแกร่งกว่าเดิม และผมภูมิใจมาก ที่วันนี้ ผมยังได้ยืนในจุดที่ผมอยู่”

ลุค ชอว์ ให้สัมภาษณ์เปิดใจ เล่าย้อนถึงอาการบาดเจ็บที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของเขา กับการปะทะกับเอกเตอร์ โมเรโน่ จนขาขวาหัก ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2015 กับเดอะ การ์เดี้ยน

จู้กหู้กกู้ กราบ บทความนี้อย่างน้อยจะได้ทำให้ทุกคนมีกำลังใจที่จะสู้กับอุปสรรค…

พวกเราต่อสู้กับวิกฤติโควิด-19 มาแรมปี จนวันนี้เราได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว

เพราะหัวใจของเรามีศรัทธาความหวังจึงเกิด