ปอศ.-สรรพากร เปิดปฏิบัติการ “Anti Ghost Bill – ทลายเครือข่ายบิลผี ทวงคืนภาษีชาติ”กระชากหน้ากาก บริษัททุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท ขายบิล VAT ปลอมฉ้อโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม ความเสียหาย 360 ล้านบาท
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 ส.ค.69 ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ผกก.2 บก.ปอศ. และ ร.ต.อ.กฤษณะ มะกรูดอินทร์ รอง สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอศ. พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร
แถลงผลเปิดปฏิบัติการ “Anti Ghost Bill – ทลายเครือข่ายบิลผี ทวงคืนภาษีชาติ” นำกำลังกว่า 100 นายเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 10 จุด ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 4 จุด, จ.นนทบุรี 3 จุด, จ.นครราชสีมา 1 จุด, จ.สมุทรปราการ 1 จุด และ จ.ชัยภูมิ 1 จุด
เป็นบริษัทและที่พักอาศัยของกลุ่มผู้ออกใบกำกับภาษีอันเป็นเท็จ, กลุ่มบริษัทที่เป็นผู้ซื้อและใช้ใบกำกับภาษีปลอม และบริษัทสำนักงานบัญชีที่เกี่ยวข้องในเครือข่าย
จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย ประกอบด้วย น.ส.รฐาฯ อายุ 61 ปี , นายคณพศฯ อายุ 50 ปี และ นายปาณเดชาฯ อายุ 33 ปี ตามหมายจับศาลภาษีอากรกลาง ข้อหา “ร่วมกันออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออกเอกสารดังกล่าว”
ตรวจยึดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับใบกำกับภาษี 105 ฉบับ อาทิ รายงานภาษีซื้อ – ภาษีขาย/ภ.พ.30 12 แฟ้ม, เอกสารการจัดส่งไปรษณีย์ 31 แฟ้ม,เอกสารสัญญาจ้าง การซื้อขาย การโอนเงิน 17 แฟ้ม, สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 18 เล่ม, ตราประทับบริษัท 18 ตราประทับ, คอมพิวเตอร์พีซี โน๊ตบุ๊ค และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 20 เครื่องและโทรศัพท์มือถืออีก15 เครื่องรวมกว่า 200 รายการ
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กรมสรรพากรได้รับเบาะแสว่ามีกลุ่มบุคคลและนิติบุคคล มีพฤติการณ์ขายใบกำกับภาษีโดยไม่มีการซื้อขายสินค้ากันจริง โดยมีข้อมูลว่า ตัวแทนผู้ขาย (Sale) ใช้ชื่อว่า “อ้อ รฐา” พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ เป็นผู้ติดต่อหาลูกค้าในกลุ่มเครือข่ายที่เป็นกลุ่มปิดเป็นการเฉพาะจะไม่ติดต่อกับบุคคลอื่นนอกกลุ่ม ทางกรมสรรพากร ได้ประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ. เพื่อร่วมกันสืบสวนติดตามพฤติกรรมของกลุ่มเครือข่ายนี้
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า จากนั้นได้สั่งการให้สายลับแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มเครือข่ายจนเป็นที่ไว้วางใจ จากนั้นได้ทำการเจรจาติดต่อ ล่อซื้อใบกำกับภาษีจากกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลดังกล่าวเป็นจำนวนหลายครั้ง จนได้รับใบกำกับภาษีที่ออกในนามของบริษัทผู้ออก
มี นายปาณเดชา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจจัดการบริษัทดังกล่าวทั้งหมด โดยได้ติดต่อผ่านเซลล์ ชื่อ น.ส.รฐา หรือในกลุ่มเฉพาะรู้จักกันในนาม “อ้อ รฐา” ผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ และเมื่อระบุมูลค่าของสินค้าที่ต้องการซื้อในใบกำกับภาษีแล้ว จะมีการชำระเงินไปยังบัญชีธนาคารของ นายคณพศ มีพฤติกรรมน่าเชื่อว่าเป็นบัญชีม้าที่ น.ส.รฐา ใช้เพื่อปิดบังอำพรางตัวตน
อีกทั้งยังมีการใช้บุคคลอื่น ทำหน้าที่จัดส่งใบกำกับภาษีปลอมผ่านทางช่องทางไปรษณีย์ไทย และมีการใช้ชื่อบุคคลอื่นจ่าหน้าซองในการจัดส่ง โดยไม่มีสิ่งใด ที่เกี่ยวข้องกับตัวตนของ น.ส.รฐา เพื่อเป็นการอำพรางตัวตนยิ่งขึ้นไปอีก
ร.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า ตรวจสอบพบว่า น.ส.รฐาจัดส่งใบกำกับภาษีไปยังกลุ่มลูกค้ารายอื่นทั่วประเทศจำนวนหลายราย แล้วจะมีการ โอนเงินแบ่งผลประโยชน์ให้กับ นายปานเดชา กรรมการของบริษัทผู้ออกใบกำกับภาษีอันเป็นเท็จ
ประกอบกับได้ตรวจพบว่า นายปานเดชา มีพฤติการณ์ใช้บริษัทสำนักงานบัญชีดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียน เป็นเงินจำนวน 400 ล้านบาท และปิดงบการเงินโดยยื่นรายได้กว่า 300-400 ล้านบาท ต่อปี เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ
จากพฤติการณ์ของกลุ่มเครือข่ายนี้เป็นการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าหรือให้บริการกันจริง เบื้องต้นพบว่าทำมาแล้วประมาณ 5 ปี ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน และบริษัทก่อสร้าง ซึ่งจะเร่งขยายผลดำเนินคดีกับบริษัทเหล่านี้ต่อไป
ด้าน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในการปฏิบัติการในครั้งนี้ ถือเป็นการล้างบางทั้งระบบเครือข่ายฉ้อโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น ผู้ออกใบกำกับภาษีเท็จ – ผู้ใช้ใบกำกับภาษีเท็จ – ตัวแทนผู้ขาย (Sale) – บัญชีตัวแทนหรือบัญชีม้า – สำนักงานบัญชี ที่ได้สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ และการพัฒนาประเทศในภาพรวม อย่างเด็ดขาดอีกครั้งหนึ่ง
การจับกุมครั้งนี้ได้ดำเนินการตามมาตรการเชิงรุก โดยประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกรมสรรพากรและ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนดลางเพื่อป้องกันปราบปรามผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงภาษี อันเป็นการทำลายระบบการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีผลกระทบต่อ ระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ




























