ผบ.ตร.มอบนโยบาย 9 ข้อ และกำชับ 4 เรื่องวาระแห่งชาติ ปราบยาเสพติด-นอมินี-สแกมเมอร์-ทุจริต ชู “คืนเวลาให้ตำรวจ เพื่อไปดูแลประชาชน” มุ่งสู่องค์กรบังคับใช้กฎหมายที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 9 ต.ค.69 ที่ห้องแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร และสวัสดิการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)
พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 แก่ข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการขึ้นไปจากทุกหน่วยทั่วประเทศ จำนวน 471 นาย
ยึดวิสัยทัศน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมาย ที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา” พร้อมนโยบาย 9 ข้อ ที่มุ่งลดงานเอกสารและการประชุมที่ไม่จำเป็น เพื่อคืนเวลาให้ตำรวจได้ดูแลประชาชน
กำหนดแนวทางใหม่ในงานจราจรที่ให้แนะนำและตักเตือนก่อนออกใบสั่ง และกำชับ 4 วาระเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล ได้แก่ ยาเสพติด นอมินี สแกมเมอร์ และการทุจริตประพฤติมิชอบ
พล.ต.อ.สำราญ มอบนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ใน 9 ข้อ ดังนี้
1.พิทักษ์ ปกป้อง และเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ ภารกิจสูงสุด ถวายความปลอดภัยและรักษาความเรียบร้อยในพระราชกรณียกิจอย่างเต็มกำลัง
2.ปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างเด็ดขาด เน้นอาชญากรรมทางไซเบอร์และยาเสพติด โดยปฏิบัติภายใต้หลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน
3.เพิ่มศักยภาพการให้บริการ ยกระดับสถานีตำรวจ ลดงานธุรการที่ไม่จำเป็น ให้หัวหน้าสถานีวางแผนตามพื้นที่ งานสอบสวนรวดเร็ว โปร่งใส บริการสุภาพและเป็นธรรม
4.ขับเคลื่อนงานด้วยหลักตำรวจชุมชน (Community Policing) ตำรวจและประชาชนเป็นหุ้นส่วนดูแลความปลอดภัย สร้างเครือข่ายกับผู้นำชุมชนและท้องถิ่น ป้องกันก่อนเกิดเหตุ
5.ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ใช้ข้อมูลจุดเสี่ยงและช่วงเวลาเสี่ยง เน้นเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว ไม่สวมหมวกนิรภัย และประสานแก้ไขกายภาพถนน
6.นำเทคโนโลยีและ AI ขับเคลื่อนการทำงาน ระบบ ONE POLICE การเชื่อมข้อมูลที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) และการวิเคราะห์อาชญากรรมเชิงพื้นที่ โดยดุลพินิจยังเป็นของเจ้าหน้าที่
7.เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารภายในองค์กร ประชุมหน่วยในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดือนละครั้ง ใช้ ศปก.ตร. เป็นศูนย์กลางข้อมูล และลดการประชุมที่ไม่จำเป็น
8.แก้ไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ ผลักดันการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานและการบริการประชาชนตามขั้นตอน
9.ภาวะผู้นำที่เป็นแบบอย่าง ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องลงพื้นที่รับรู้ปัญหาจริง ซื่อสัตย์ โปร่งใส และให้ความเป็นธรรม ภายใต้หลัก FIT (แข็งแรง พร้อมนำ) – FAIR (ยุติธรรม เป็นธรรม) – FUN (บรรยากาศดี มีความสุข) พร้อมวางหลัก “ผู้นำที่ดี” 3 ประการ คือ ให้สวัสดิการ ให้ความรู้ เมื่อผิดต้องกล้าลงโทษ
นอกจากนี้ ผบ.ตร.กำชับ 4 เรื่อง ที่เป็นวาระแห่งชาติตามนโยบายรัฐบาล และกระทบประชาชนโดยตรง ให้ทุกหน่วยทุกสายงานร่วมกันปฏิบัติ
-ยาเสพติด ปราบปรามผู้ผลิต ผู้ค้า และเครือข่าย ขยายผลถึงทรัพย์สินที่ได้จากการค้า ไม่หยุดที่ผู้ค้ารายย่อย ส่วนผู้เสพให้ดำเนินการตามนโยบายและกฎหมาย และร่วมกับชุมชนป้องกัน
-นอมินี ตรวจสอบและขยายผลถึงผู้อยู่เบื้องหลังและเส้นทางการเงินที่แท้จริง ไม่จับเพียงผู้ที่ถูกใช้ชื่อ และประสานหน่วยงานกำกับดูแล
-สแกมเมอร์ รับแจ้งความทุกช่องทางและทุกท้องที่โดยไม่ปัดภาระ ระงับความเสียหายให้เร็วที่สุด เช่น การอายัดบัญชี ปราบปรามเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้เท่าทันกลโกง
-ทุจริตประพฤติมิชอบ ยกระดับงานเดิมที่อยู่กับจเรตำรวจ และ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ขึ้นเป็น ศูนย์ต่อต้านการทุจริต (ศตท.ตร.) ดำเนินการทั้งกับข้าราชการตำรวจและผู้กระทำการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยมีจเรตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ขับเคลื่อน
นโยบาย ผบ.ตร.ที่มอบให้ข้าราชการตำรวจถือปฏิบัตินั้น คำนึงถึงพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ในการได้รับประโยชน์สูงสุดจากการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ โดยได้ปรับปรุงและกำชับการปฏิบัติในแต่ละสายงาน และวางแนวทาง “คืนเวลาให้ตำรวจ เพื่อไปดูแลประชาชน” โดยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน
เมื่อมีเวลาเพิ่มขึ้น หัวหน้าสถานีต้องวิเคราะห์อาชญากรรมและวางแผนป้องกันปราบปรามให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการให้บริการประชาชน โดยให้ขับเคลื่อนระบบ Police Care อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรที่เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง ตามวิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมาย ที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา”
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ต้องการให้ตำรวจจดจำหลักการทำงานสำคัญ 3 ประการ คือ การดูแลสวัสดิการตำรวจให้เหมาะสม การกำหนดมาตรฐานการทำงานให้ชัดเจน และการกล้าบังคับใช้วินัยกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นปัญหาใหญ่
เปรียบเทียบว่าไม่ต้องการให้ผู้บังคับบัญชาเป็นพ่อแม่ที่รังแกฉัน แต่ต้องกล้าตักเตือนและลงโทษตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาบานปลาย
“แนวทางการทำงานในช่วง 30 วันแรก ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยเร่งดำเนินการในเรื่องที่ใช้งบประมาณหรือทรัพยากรน้อย แต่สร้างผลลัพธ์ได้มาก ขณะที่งานซึ่งดำเนินการอยู่แล้วแต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ให้พิจารณายกเลิกหรือปรับปรุง
โดยเฉพาะการตั้งจุดตรวจและการบังคับใช้กฎหมายจราจร ซึ่งต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ หากเจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลพินิจตักเตือนได้ ขอให้พิจารณาตักเตือนก่อน และหากจำเป็นต้องเปรียบเทียบปรับ ให้พิจารณาความเหมาะสมตามลำดับขั้น
พร้อมย้ำว่าการตั้งจุดตรวจทุกครั้งต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน สามารถอธิบายได้ว่าจัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันหรือลดอุบัติเหตุ และต้องมีผู้บังคับบัญชาควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด”
สำหรับการสร้างความใกล้ชิดระหว่างตำรวจกับประชาชน ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ตำรวจตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็ว เมื่อประชาชนเข้ามาขอความช่วยเหลือที่สถานีตำรวจ ต้องเร่งจัดการปัญหาให้ทันเวลา
ขณะที่กรณีเกิดเหตุระหว่างทาง เจ้าหน้าที่ต้องเข้าระงับเหตุโดยเร็ว ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีเหตุร้องขอความช่วยเหลือ ควรใช้การวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการออกตรวจเชิงป้องกัน
มอบหมายให้ผู้กำกับการสถานีตำรวจบริหารจัดการกำลังพลและทรัพยากรในพื้นที่รับผิดชอบอย่างเหมาะสม พร้อมลดการประชุมที่ซ้ำซ้อน เพื่อคืนเวลาให้ตำรวจปฏิบัติงานดูแลประชาชนได้มากขึ้น
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ได้ปรับรูปแบบการประชุมให้กระชับขึ้น โดยระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะประชุมร่วมกับผู้บัญชาการ และให้ผู้บัญชาการไปบริหารจัดการงานต่อในระดับหน่วย เพื่อลดภาระการประชุมที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะการประชุมระหว่างผู้บังคับการกับผู้กำกับการ ซึ่งจะปรับลดจากเดิมที่มีการประชุมหลายครั้ง ให้เหลือเพียงครั้งเดียวตามแนวทางที่กำหนด
ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า เป้าหมายสำคัญ คือการทำให้ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธาต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยประชาชนต้องรู้สึกปลอดภัยตั้งแต่ออกจากบ้าน ซึ่งตำรวจจะให้ความสำคัญกับการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เสี่ยง
รวมถึงประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนและผู้ดูแลพื้นที่ต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าและหมู่บ้านจัดสรร เพื่อร่วมกันดูแลความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ขณะเดียวกัน
เมื่อเกิดคดีขึ้นแล้ว ต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าจะได้รับความเป็นธรรม ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา โดยการสอบสวนต้องมุ่งค้นหาความจริงให้ปรากฏ ไม่ใช่มุ่งทำสำนวนเพื่อสั่งฟ้องให้ได้ทั้งหมด แต่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ส่วนงานสืบสวนต้องนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาใช้ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
สำหรับภารกิจเร่งด่วน พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ให้ความสำคัญกับภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารงานของผู้บังคับบัญชา ซึ่งต้องเร่งตรวจสอบและแก้ไขโดยเร็ว รวมถึงการจัดการปัญหาแหล่งอบายมุขและการค้ามนุษย์ ตลอดจนขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการปราบปรามยาเสพติด การตรวจสอบนอมินี การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ
นอกจากนี้ ยังแบ่งภารกิจการทำงานออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ งานตามนโยบายเร่งด่วน งานตามหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชา งานพัฒนาหน่วยงาน และงานบำรุงขวัญกำลังใจของกำลังพล ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนต่อไป

























