จู้กหู้กกู้ กราบ สวัสดี
มันจบแล้วเจ้านาย ผลเสมอคือการปิดฉากแบบเกือบสมบูรณ์ 100% พอบอลจบนักเตะอาร์เซน่อลพร้อมแฟนบอลดีใจได้ทันที เพราะคุณคือแชมป์…
“เมื่อก่อน สโมสรใหญ่จะมองหา ‘โค้ชผู้ชนะ’ แต่วันนี้ พวกเขากำลังมองหา ‘คนสร้างระบบ’”
หลังจบเกมที่บอร์นมัธเปิดบ้านเสมอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-1 แบบที่พูดตรงๆว่า “น่าชนะ”
จู้กหู้กกู้นั่งดูภาพนักเตะของเป๊ป กวาร์ดิโอล่าเดินออกจากสนามด้วยสีหน้าคล้ายคนเพิ่งรู้ตัวว่าบางอย่างกำลังหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา และผลเสมอนัดนั้นก็กลายเป็นจุดที่ทำให้ซิตี้หมดโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างเป็นทางการ
แต่สิ่งที่ติดอยู่ในหัวหลังจบเกม ไม่ใช่แมนฯซิตี้ กลับเป็นชื่อของชายคนหนึ่งข้างสนาม
อันโดนี อิราโอล่า
จริงๆแอบสนใจเขามาพักใหญ่แล้ว โดยเฉพาะช่วงที่กระแสวิจารณ์ อาร์เน่อ ชล็อต หนักๆ ผลงานลิเวอร์พูลดร็อปลง แล้วชื่อของอิราโอล่าจะโผล่มาในคอมเมนต์เสมอ เหมือนเป็นตัวเลือกที่แฟนบอลบางส่วนแอบมองไว้เงียบๆ
คิดคำถามในใจ..
“ถ้าเขามาลิเวอร์พูลจะเป็นยังไง”
คำถามพวกนี้น่าสนใจ เพราะอิราโอล่าไม่ใช่โค้ชประเภท “กระแส” อีกแล้ว เขาผ่านการพิสูจน์ในพรีเมียร์ลีกมาแล้วจริงๆ
เขาพาทีมงบระดับกลางสร้างปัญหาให้ทีมใหญ่ได้แทบทุกทีม ขาดแค่อย่างเดียวคือ การพิสูจน์ตัวเองในโลกของฟุตบอลหลายถ้วยพร้อมกัน มีเกมยุโรปคั่นกลางสัปดาห์ มีแรงกดดันระดับลุ้นแชมป์จริงๆ
ลองกลับไปดูเขาอย่างจริงจัง
และยิ่งดู…ยิ่งเข้าใจว่าทำไมหลายสโมสรถึงเริ่มสนใจชายคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะอิราโอล่า ไม่ได้เป็นแค่ “โค้ชเกมเพรส”
เขากำลังกลายเป็นหนึ่งในโค้ชที่สะท้อนวิวัฒนาการของฟุตบอลยุคใหม่ชัดที่สุดคนหนึ่ง
เมื่อก่อน สโมสรใหญ่จะมองหา
“โค้ชผู้ชนะ”
แต่ปัจจุบัน พวกเขามองหา
“คนสร้างระบบ”
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของเรื่องทั้งหมด
ฟุตบอลสมัยก่อน โดยเฉพาะยุค 2000s สโมสรใหญ่มักถามว่า
“คุณได้ถ้วยอะไรบ้าง”
แต่ฟุตบอลยุคนี้
สโมสรเริ่มถามใหม่ว่า
“คุณสร้าง environment แบบไหน”
“คุณพัฒนานักเตะได้ไหม”
“คุณทำงานกับ sporting director ได้หรือเปล่า”
“คุณสร้าง identity ระยะยาวได้ไหม”
เพราะโลกฟุตบอลวันนี้ไม่ได้แข่งกันแค่ในสนาม แต่มันแข่งกันทั้งองค์กร
และอิราโอล่า คือโค้ชที่เข้ากับโลกฟุตบอลแบบใหม่นี้มาก
สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาไม่ได้มีออร่าซูเปอร์สตาร์เลย
ตอนเป็นนักเตะ เขาคือแบ็กขวาของ แอธเลติค บิลเบา สโมสรที่มี DNA ประหลาดที่สุดแห่งหนึ่งของโลกฟุตบอล สโมสรที่แทบไม่ใช้เงินซื้อซูเปอร์สตาร์จากทั่วโลก แต่ยึดนักเตะเชื้อสายบาสก์เป็นหลัก
นั่นทำให้ บิลเบา เติบโตด้วยแนวคิดเรื่อง สั่งสมสปิริตมากกว่าพลังดารา
นักเตะที่โตจากที่นี่จึงมักมีบางอย่างคล้ายกัน คือวิ่งหนัก ดุดัน มีวินัย และเล่นเพื่อทีม
อิราโอล่าก็เป็นแบบนั้น
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเขา คือการได้เล่นภายใต้ มาร์เซโล่ บิเอลซ่า
บิเอลซ่าไม่ใช่แค่โค้ช เขาเหมือนศาสตราจารย์บ้าพลังที่สอนนักเตะให้ “มองฟุตบอลใหม่” หลายคนที่ผ่านมือเขาจะพูดเหมือนกันหมดว่า หลังจากเจอบิเอลซ่า พวกเขาไม่เคยมองฟุตบอลเหมือนเดิมอีกเลย
อิราโอล่ารับอิทธิพลตรงนั้นมาเต็มๆ
ฟุตบอลของเขาจึงเต็มไปด้วยความดุดัน ความเร็ว และการเพรสที่เหมือนพายุ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายคนเข้าใจผิดว่า บอร์นมัธ ของเขา “เล่นเพรสมั่ว”
จริงๆไม่ใช่เลย ความโกลาหลที่เห็น ถูกออกแบบมาแล้วทั้งหมด
ฟุตบอลของอิราโอล่าเหมือนเกมที่พยายาม “ขโมยเวลา” จากคู่แข่ง
เซ็นเตอร์จับบอลแรกไม่ดี วิ่งบีบทันที
แบ็กหันหลังให้สนาม กระโจนใส่ทันที
ผู้รักษาประตูใช้เท้าข้างไม่ถนัด ทุกคนพุ่งพร้อมกัน
มันเหมือนทีมของเขากำลังเปิดไซเรนใส่คู่แข่งตลอดเวลา
และนี่คือสิ่งที่ทำให้หลายทีมเริ่ม “รีบเอง”
อันนี้สำคัญมาก เกมเพรสระดับสูง เป้าหมายจริงๆไม่ใช่แค่แย่งบอล แต่คือทำให้อีกฝ่าย “คิดไม่ทัน”
ฟุตบอลของอิราโอล่าก็คล้ายกัน แต่สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มมองเขาต่างออกไปจริงๆ คือช่วงหลังนี่เอง
โดยเฉพาะเกมกับแมนฯซิตี้ เพราะ บอร์นมัธ เวอร์ชันล่าสุด ไม่ได้เป็นทีม สร้างความโกลาหลอย่างเดียวอีกแล้ว
พวกเขาเริ่ม build-up สวย เริ่มชิ่งบอลเนียน เริ่มเล่นผ่านเพรสได้ เริ่มมีความนิ่งในเกมมากขึ้น
ผมลองกลับไปเช็กข้อมูลจากพวกเว็บสถิติ รวมถึงบทวิเคราะห์เชิงแท็กติกหลายแหล่ง แล้วภาพมันชัดมากว่า บอร์นมัธ พัฒนาขึ้นพวกเขายังเพรสหนักเหมือนเดิม แต่ไม่ใช่ทีมที่ได้บอลแล้วรีบเตะทิ้งอีกต่อไป
ตอนนี้ทีมของอิราโอล่าเริ่ม “ล่อเพรส” เป็นแล้ว
เริ่มใช้บอลเพื่อสร้างความโกลาหลให้คู่แข่งแทน
นี่คือวิวัฒนาการใหญ่มาก
เพราะโค้ชเกมเพรสจำนวนมาก มักเก่งเฉพาะตอน “ไม่มีบอล”
แต่อิราโอล่าช่วงหลัง เริ่มเก่งตอน “มีบอล” ด้วย
นี่ทำให้ผมนึกถึง เจอร์เก้น คล็อปป์ อย่างมาก
จริงๆสองคนนี้คล้ายกันมากในเชิงปรัชญา ทั้งคู่เชื่อว่า ช่วงที่คู่แข่งเสียบอล คือช่วงที่อ่อนแอที่สุด ทั้งคู่ชอบฟุตบอล vertical ชอบ transition ชอบความเร็ว ชอบ intensity
แต่คล็อปป์ช่วงหลัง evolve ตัวเองไปสู่ฟุตบอลที่ “ควบคุม” มากขึ้น ลิเวอร์พูลยุคแชมป์พรีเมียร์ลีก ไม่ได้บ้าพลังเหมือนยุคแรกอีกแล้ว พวกเขารู้ว่าเมื่อไรควรเร่ง เมื่อไรควรพัก และมีการป้องกันการสวนกลับที่ดีมาก
แต่อิราโอล่ายัง เน้นการสร้างความโกลาหลอยู่มากกว่า
ถ้าเปรียบเป็นดนตรี
คล็อปป์ยุคหลังเหมือนวงร็อกที่โปรดักชันเนี้ยบขึ้นเรื่อยๆ
แต่อิราโอล่ายังมีความ punk rock อยู่ในตัว
ยังพร้อมเปิดเกมแลก พร้อมทำให้เกมระเบิดได้ตลอดเวลา
และตรงนี้เองที่ทำให้หลายทีมใหญ่เริ่มสนใจเขา
เพราะฟุตบอลยุคใหม่กำลังเข้าสู่ยุคที่ “ความเข้มข้น” สำคัญพอๆกับแท็กติก หลายทีมครองบอลเก่งเหมือนกันหมดแล้ว สิ่งที่เริ่มแยกทีมระดับสูงออกจากกันจริงๆ คือ ใครทำให้อีกฝ่ายตัดสินใจผิดได้มากกว่า
และอิราโอล่าเก่งเรื่องนี้มาก
เพราะฟุตบอลสมัยใหม่ โดยเฉพาะสำหรับสโมสรที่ไม่ได้มีงบระดับรัฐอ่าว สิ่งที่แยกโค้ชเก่งออกจากโค้ชระดับ elite จริงๆ ไม่ใช่แค่การวางแท็กติกในวันแข่ง
แต่คือ:
“คุณทำให้นักเตะดีขึ้นได้ไหม”
และอิราโอล่าทำสิ่งนี้ได้ชัดมาก
ฤดูกาลล่าสุดคือหลักฐานชิ้นใหญ่เลย
ลองนึกภาพตามนะ ซัมเมอร์ก่อน บอร์นมัธเสียผู้เล่นเกมรับแทบทั้งแผง หลายคนย้ายออก หลายคนยังโดนทีมใหญ่จับตา โครงสร้างแนวรับที่เคยใช้มานานต้องถูกรื้อใหม่แทบหมด
พอเข้าตลาดหน้าหนาว ทีมยังเสียตัวรุกสำคัญอย่าง อองตวน เซเมนโย่ ไปอีก
ปกติทีมระดับนี้ ถ้าเสียแกนหลักขนาดนั้น ฤดูกาลมักพัง
เพราะทีมเล็กจำนวนมาก จริงๆไม่ได้มี “ระบบ” แข็งแรงพอจะดูดซับการสูญเสีย เวลาสตาร์หาย ทีมก็ยุบ
แต่ บอร์นมัธ ของอิราโอล่าไม่ใช่แบบนั้น พวกเขายังเล่นด้วย intensity เท่าเดิม ยังสร้างปัญหาให้ทีมใหญ่ได้ ยังอยู่ในเส้นทางลุ้นพื้นที่ UCL จนถึงช่วงท้ายฤดูกาล
และนั่นทำให้ผมเริ่มเห็นชัดว่า:
“คนสำคัญที่สุดของทีมนี้ อาจไม่ใช่นักเตะคนไหนเลย”
แต่อาจเป็น environment ที่อิราโอล่าสร้างขึ้น
แต่แน่นอน ฟุตบอลของเขาก็มีความเสี่ยง ปัญหาของโค้ชสาย intensity ทุกคนเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะคล็อปป์ บิเอลซ่า หรือปอสเตโคกลู คือระบบใช้พลังงานมหาศาล
เมื่อ intensity ตก
ระบบจะเริ่มพังเร็วมาก
ผมยังไม่รู้ว่าอิราโอล่าจะไปจบที่ไหน
อาจไม่ใช่ลิเวอร์พูล อาจเป็นสโมสรอื่น หรืออาจต้องใช้เวลาอีกหลายปี
แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมค่อนข้างมั่นใจ
ฟุตบอลยุคต่อจากนี้ จะมีโค้ชแบบเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
โค้ชที่ไม่ได้ถูกวัดแค่จำนวนถ้วย
แต่ถูกวัดว่า “เขาสร้างระบบอะไรไว้ให้สโมสรบ้าง”
เพราะโลกฟุตบอลวันนี้ เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
เมื่อก่อน สโมสรใหญ่จะมองหา
“โค้ชผู้ชนะ”
แต่ปัจจุบัน พวกเขามองหา
“คนสร้างระบบ”

























