บนถนนหลวงมอเตอร์เวย์ M6 ในอังกฤษ ช่วงรุ่งเช้าวันหนึ่งปลายเดือนมิ.ย.
รถตรวจการณ์ตำรวจทางหลวง เจอรถยนต์เก๋ง “Opel Meriva” ขับส่ายข้ามเลน บ้างเฉไฉเกือบตกไหล่ทาง
สัญชาตญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สงสัยคนขับรถคันนั้น ถ้าไม่ “หลับใน” ก็อาจ “เมาขับ” จึงเปิดสัญญาณทั้งแสงและเสียงจากรถตำรวจ เรียกหยุดตรวจ
แล้วก็พบความจริงสุดอึ้ง คนขับรถยนต์โอเปิล เป็นชายวัย 50 ปี ขับรถมาคนเดียว ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ทั้งเมาสุรา
สำคัญที่สุด คือ เขาพิการสายตาเกือบบอดสนิท
ตำรวจพา“ผู้ต้องหา” สอบปากคำ เขายอมรับ ดื่มไวน์ 4 ขวด กับเพื่อนคนหนึ่งที่บาร์ ก่อนขโมยกุญแจรถเพื่อน ขับมุ่งหน้าไปสกอตแลนด์
แม้ว่าเขาไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ แต่ก็ทำงานเกี่ยวข้องกับยานยนต์มาตลอดค่อนชีวิต และสายตาเพิ่งมีปัญหาใกล้บอดสนิทเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ยังขับรถยนต์มองเห็นได้ลางๆ อาศัยมองและขับตามไฟท้ายรถบรรทุกบนท้องถนน
คดีนี้ถึงชั้นศาล รายงานของตำรวจ ระบุผู้ต้องหาขับรถออกจากบาร์ กระทั่งถูกตำรวจจับและไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆด้วยระยะทางไกลกว่า 241 กิโลเมตร ทั้งยังหยุดแวะเติมน้ำมันโดยได้รับความช่วยเหลือด้วยดีจากพนักงานเติมน้ำมัน
ส่วนทนายความผู้ต้องหา อ้างลูกความทำเรื่องแบบนั้น เพราะความสิ้นหวังท้อแท้ในชีวิต หลายอย่าง ทั้งในแง่ความสัมพันธ์ส่วนตัวและปัญหาทางการเงิน จึงพยายามหนีจากสถานการณ์บีบคั้นและหวังเอาชนะอุปสรรคยุ่งยากทั้งปวง
แต่ลงเอย ผู้พิพากษาตัดสินจำเลย ต้องติดคุกเข้าเรือนจำ 36 สัปดาห์
โทษรอลงอาญาอีก 18 เดือน ทั้งสั่งหยุดดื่มแอลกอฮอล์หลังพ้นโทษ 90 วัน และต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพและบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะอีกระยะหนึ่งด้วย
ไฟเขียว19/10/69

























