หมวกแดง กรอบชีวิต ผกก.โตน

การลุกจากเก้าอี้ผู้กำกับคอมมานโดกองปราบฯของ พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ไปรับตำแหน่งใหม่เป็นรองผบก.ป. โดยมีพ.ต.ทเด่นหล้า รัตนกิจ รองผกก.ฝอ.บก.อก.บช.ก.ขึ้นรับตำแหน่งแทน

ท่องปทุมวัน วันนี้ไปถึงค่ายนเรศวร ที่อยู่ตำรวจพลร่ม จะพามารู้จักแบบจุใจ กับผู้นำคอมมานโดคนใหม่คนนี้ ที่อยู่ระหว่างมาเป็น Observer การฝึกหลักสูตร นเรศวร261 มีเส้นทางที่มาที่ไปอย่างไร ถึงมานั่งเก้าอี้สำคัญอีกตัวหนึ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานคุมกำลังที่มีอำนาจในการสนับสนุนและจับกุมทั่วประเทศ

สายเลือดตำรวจจากคุณลุงคุณตา
ผกก.คอมมานโดกองปราบฯคนใหม่บอกว่า ถ้าถามความรู้สึกก็คงจะภูมิใจ เพราะผมก็เป็นลูกหลานตำรวจอยู่แล้ว คุณลุงผมเป็นหัวหน้านักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 11 ชื่อ พล.ต.ต.สุประดิษฐ์ โรจนะศิริ คุณตาเป็นอัศวิน แหวนเพชร อธิบดีเผ่า ศรียานนท์ชื่อ พ.ต.อ.เปรย โรจนศิริ ท่านเป็นมือปราบแถวภาคเหนือตอนล่างสมัยก่อน คุณพ่อเป็นวิศวกร เป็นคนหาดใหญ่ คุณแม่เป็นคนสุโขทัย อยู่ อ.เมือง แม่เป็นอาจารย์ โรงเรียนสวรรค์อนันต์

ส่วนผมก็โตมาที่สุโขทัย เป็นบ้านที่เรียนหนังสือดี ตอนเด็กๆ ก็อาจจะมีเกะมะเรกเกเร แบบเด็กผู้ชาย แต่ข้อดีคือเรื่องการเรียน คุณแม่ก็ไม่หนักใจ สอนผมมาแบบเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง พอเช้าก็เตรียมของใส่บาตรไว้ให้ ทำบุญตั้งแต่เด็ก ผมว่าส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ติดตัวมาจนปัจจุบัน แล้วส่วนหนึ่งผมก็มองว่า พี่ต่อคงเห็นส่วนนี้ ด้วยความที่ครอบครัว แม่ก็จะสอนเรื่องแบบนี้ ให้เราทำตัวให้ดี

หนีไปสอบ ตท.เพราะอยากเป็นตำรวจ
ผมจบมัธยมที่โรงเรียนสุโขทัยวิทยาคม พอปี 2538 ตอนผมจะสอบเข้าโรงเรียนนายร้อย แม่ไปขอร้องคุณครูว่าอย่าไปสอบเลย หัวดีให้ไปเรียนวิศวะเหมือนคุณพ่อ แต่ผมก็หนีไปสอบเพราะผมอยากเป็นตำรวจ ส่วนหนึ่งก็อาจเพราะคุณลุง กับ คุณตาที่เราเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ไปสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ตอนนั้นไม่ได้นึกอะไรเลย

พอพ่อผมรู้ว่าผมอยากเป็นตำรวจ พ่อก็บอกว่าไปเรียนอย่างอื่นก่อนก็ได้แล้วค่อยมาเป็นตำรวจ เขาก็ประวิงเวลาไม่อยากให้ไปสอบ ผมเลยหนีไปสอบ พอสอบได้ทีนี้ตอนที่จะต้องเทสต์ร่างกาย ตอนที่จะมอบตัว ต้องมีผู้ปกครอง ก็ต้องไปบอก แม่ก็ยอมรับเพราะเห็นว่าเราเลือกแล้ว ผมจำได้เลย คุณแม่ผมไปเยี่ยมที่โรงเรียนร้องไห้เลย เขาบอกให้ผมลาออกเถอะ เพราะเห็นสภาพหัว เพราะฝึกหนักสมัยเรียน ตอนนั้นฝึกเยอะ แล้วก็เป็นลูกชายคนเดียว แกก็ยุให้ลาออก

หัวหน้ากองพันที่ 2 ตท.38
จริงๆ ผมไม่เคยคิดอยากจะเป็นอย่างอื่น ยังจำคำพูดได้ พ่อผมบอกว่า ถ้าสอบโรงเรียนนายร้อยตำรวจไม่ได้จะไปเป็นอะไร ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะไม่เคยคิดอย่างอื่น จะสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจให้ได้ ก็คิดอยู่แค่นั้นจริงๆ อยากเป็นตำรวจ เพราะเห็นภาพคุณลุง กับคุณตา

พอสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 38 ได้รับคัดเลือกเป็นหัวหน้ากองพันที่ 2 เป็นคอมแมน คุมนักเรียนเตรียมทหาร รุ่น 39 พอขึ้นปี 2 เป็นรุ่นพี่ ที่โรงเรียนเตรียมทหาร มี 4 กองพัน มีหัวหน้ากองพัน 4 คน ผมก็โชคดีที่เพื่อนไว้วางใจคัดเลือก ผู้บังคับบัญชาก็เลือกให้เป็นหัวหน้ากองพันที่ 2

สอนรุ่นน้อง ไม่กล้าทำตัวไม่ดี
ผมว่าอาจจะจุดนี้ที่พอผมเป็นหัวหน้ากองพัน ผมสอนน้องเตรียมทหารรุ่น 39 ผมก็ไม่กล้าทำตัวไม่ดี เพราะมันมีความที่เราเป็นหัวหน้ากองพันนักเรียนค้ำคออยู่ พอผมเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 54 จะโดนแยก ทำโทษเป็นประจำ แล้วก็ต้องไปคุมแถวเพื่อนๆ เพราะว่าเขาถือว่าเป็นคอมแมนเก่า เป็นนักเรียนบังคับบัญชาจากโรงเรียนเตรียมทหาร ก็จะมีการว่า คุณเป็นนักเรียนบังคับบัญชาใช่มั้ย คุณสอนน้องมาใช่มั้ย คุณจะขนาดไหน

ปี 4 เป็นหมวกแดงคุมน้องปี 1
มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่เพื่อนๆ ได้เห็น ว่าเราเป็นคนยังไง พอตอนปี 4 ก็เลยได้เป็นหัวหน้านักเรียน ใส่หมวกแดง เป็นรองหัวหน้านักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 54 มีหมวกแดง 2 ใบ คือหัวหน้านักเรียนคุมปี 4 คุมเพื่อน ชั้น 4 ส่วนรองหัวหน้านักเรียนนายร้อยตำรวจ คุมชั้น 1 คุมปี 1 ผมเป็นคนคุมปี 1 อยู่ปี 4 จะคุมปี 1 จริงๆ มันคู่กัน เขาถือว่าหมวกแดงมี 2 ใบ แต่คนหนึ่งให้ไปสอนนักเรียนปี 1 เขาจะเหมือนสมบัติของรุ่น ผมก็จะเป็นนักเรียนปกครอง น้องนายร้อยตำรวจรุ่น 57 ปัจจุบัน ก็เป็นหมวกแดง ก็เป็นความภูมิใจในตอนเด็กๆ

หมวกแดงแก๊ปทรงตึง คือกรอบชีวิต ตอนแม่ผมไปส่งตอนมอบตัว เห็นคนใส่หมวกแดง เดินอยู่ในโรงเรียน แม่บอกผมว่า คนนี้บุคลิกดี ถ้าตอนอยู่ปี 4 ได้ใส่หมวกแดงแบบนี้บ้างก็คงจะดี ผมยังจำแม่นเลย แล้วตอนที่ผมอยู่ปี 4 ผมก็ได้ใส่หมวกแดงโรงเรียนนายร้อยตำรวจ แม่ได้เห็นแม่ก็ภูมิใจ แล้วทุกวันนี้ แม่ผมก็เก็บหมวกนี้ไว้อย่างดีเลยในตู้ จริงๆ คนทั่วไปมันจะเห็นเป็นหมวกสีแดงใบหนึ่ง

หมวกแก๊ปทรงตึง มันคือหมวกสีแดงใบหนึ่ง แต่สำหรับผมมันคือกรอบชีวิต ผมเรียนตามตรง มันทำให้ผมไม่สามารถเกเรได้ แล้วบังเอิญผมเป็นคอมแมนตั้งแต่นักเรียนเตรียมทหาร ไม่ได้อันดับ 1 เป็นหัวหน้านักเรียน แต่เพื่อนให้ไปเป็นรองหัวหน้านักเรียน เพราะอยากให้ไปสอนน้อง มันก็ทำให้ผมรู้สึกว่า เราไปสอนเขา พอจบออกมานี่ เราทำตัวแย่ น้องก็คงด่า แล้วถ้าทำตัวไม่ดี ออกนอกลู่นอกทาง เคยเขียนในเฟซบุ๊กว่า ในส่วนตัวนึกว่าตลอดชีวิตผมตั้งแต่จบออกมาเป็นตำรวจ ก็เลยไม่อยากทำตัวไม่ดี

สอนน้องตั้งแต่ นรต.55-60
ผมสอนน้องมาหลายรุ่น ตอนเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ก็สอนน้องรุ่น 39 ถ้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ ก็รุ่น 55 พออยู่ปี 4 ก็สอนน้องรุ่น 57 ผมพอจบ ติดยศ ร.ต.ต. คนที่เป็นหัวหน้านักเรียน กับรองหัวหน้านักเรียน จะเอาไปเป็นผู้หมวดโรงเรียนเตรียมทหารปีหนึ่ง จบไปผมไม่ได้ลงโรงพักเลยนะ จบไป ผมไปอยู่เป็นผู้หมวดสอนนักเรียน ก็ไปเจอน้องรุ่น 59–60 ที่โรงเรียนเตรียมทหาร ก็ไปสอนอีก 2 รุ่น เท่ากับผมรู้จักน้องมาตั้งแต่รุ่น 55-60 เขารู้จักเราหมด เพราะเราเป็นคนสอนพวกนี้มา ส่วนหนึ่งผมจะชอบพูดว่า มันไม่ทำให้เราต้องมีกรอบตัวเอง บางทีเราเคยจะทำ บางทีเราเบื่อๆ หรืออะไรอย่างนี้ ผมก็รู้สึกว่าไอ้สิ่งนี้ มันเป็นกรอบชีวิตผม ทำให้ผมไม่ออกนอกลู่นอกทาง

หมวกแดงนั่งสอบสวน ผู้ใหญ่ลั่นเสียของ
พอปี 2545 ไปเป็นพนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน อันนี้ผมเล่านอกเรื่องนิดหนึ่งนะ ผมเป็นพนักงานสอบสวนนั่งทำคดีอยู่ ก็นั่งพิมพ์ดีด ทุกวัน สมัยนั้นยังใช้พิมพ์ดีดนะ ตอนนั้น พ.ต.อ.จำรูญ รื่นรมย์ ยศสมัยนั้น ท่านผู้การจำรูญ ท่านเป็น ผกก.มักกะสัน ท่านเดินมาตรงหน้าโต๊ะผม แล้วท่านก็มาถาม เฮ้ย มึงเป็นหมวกแดงเหรอ ผมก็บอกว่าใช่ครับ แกก็หันไปพูดกับ รอง ผกก.ป.ว่า มันเสียของ เอาไอ้หมวกแดง มานั่งเป็นพนักงานสอบสวน

วันรุ่งขึ้นก็มีคำสั่งภายในของโรงพัก ให้ผมไปเป็น รอง สว.ป.แต่แกเดินมาบอกผม มีข้อแม้นะ มึงต้องไปฝึกตำรวจโรงพักทุกวันศุกร์ ผมก็เลยต้องไปฝึก ก็มีหน้าที่ฝึกตำรวจโรงพัก ฝึกไปประกวด บก.น.1 ได้ที่ 1 สมัยนั้น มันก็เลยทำให้ผมได้ทำตรงนี้ต่อไป

น.1 เลือกเป็นผู้ช่วยนายเวร
ก็มีคนโทร.มาบอกว่า ผู้บังคับบัญชาท่านหนึ่งหาผู้ช่วยนายเวร อยากคัดด้วยตัวท่านเอง จุดนั้นมันก็เลยเปลี่ยนชีวิตผม เพราะคนเข้ามาคัดเลือกเยอะแยะเลย ก็ไม่รู้ยังไง พล.ต.ท.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ก็เลือกผม ตอนนั้นท่านเป็น ผบช.น. ผมก็เลยไปเป็นผู้ช่วยนายเวร แต่ท่านธานี ท่านก็แยกชัดเจนเลย นายเวรนั่งอยู่สำนักงาน ดูงานเอกสาร แต่ผมตามตัวท่านติดเลย เข้านอกออกในบ้านท่าน แล้วท่านก็เอาคนเดียวด้วย ไม่มีตัวเปลี่ยน ท่านไม่ค่อยใช้คนเยอะ ใช้คนเดิมๆ มีผมนี่ที่เข้ามาใหม่คนเดียว ในสำนักงาน ผมเป็นเด็กอยู่คนเดียวเลย

แล้วท่านก็ไม่รู้หรอกว่าผมเป็นหมวกแดง แต่ท่านคัดเลือกจากลักษณะ ผมพึ่งมารู้ทีหลัง 1.คือโสด 2. จบนักเรียนนายร้อย 3.จบโท ก็พอดีว่าผมโชคดีผมจบโทรัฐประศาสนศาสตร์ ก็เลยทำให้ชีวิตมันเลยเปลี่ยน ได้รู้จักผู้ใหญ่ รู้จักพี่ๆ หลายคน เพราะมาอยู่ที่ บช.น. ปี 2546

ตามทุกที่ เช้ายันเย็นคนเดียว 7 วัน
พอปี 2547 ท่านย้ายเป็น ผบช.ก.ผมก็ตามไปเป็นผู้ช่วยนายเวรท่านอีก ก็ได้มารู้จักพี่ๆ ที่สอบสวนกลาง รวมทั้ง ผกก.ต่อศักดิ์ ด้วย ตอนนั้นพี่ต่อ อยู่ที่คอมมานโด ได้เจอพี่ๆ ที่นั่น เราก็ทำหน้าที่ตรงนั้น ก็ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวท่าน ภารกิจทุกอย่างที่ไป ก็ผมคนเดียว ตามคนเดียว 7 วันเลย ตั้งแต่เช้ายันเย็น กับคนขับรถสองคนเท่านั้นเอง นายก็ใช้แค่นี้ ก็ไปไหนกัน 3 คน ผม คนขับรถ แล้วก็นาย คนขับรถสลับได้ แต่ผมไม่มีสลับ ผมไปถึงบ้านนายตั้งแต่ 6 โมงเช้า บางวันกลับบ้าน 3 ทุ่ม ตอน ผบช.น.นะ แต่พอ ผบช.ก.ก็สบายขึ้นมาหน่อย

ปี 50 ขึ้นสารวัตรประจำ สนง.
จนท่านขึ้น ผู้ช่วยฯ ปี 2548 ตำแหน่งผมก็เลยต้องลงไปเป็น รอง สว.ทางหลวง ที่ชลบุรี แล้วก็พี่เกาสำราญ เป็น ผกก. ผมก็เป็น รอง สว.ทางหลวง ชลบุรี แต่หลังจากเว้นวรรคจากภารกิจก็ต้องไปตามนาย อยู่กับนาย ตอนนายเป็นผู้ช่วย จนปี 2550 มันมีตำแหน่ง สว.สำนักงาน สมัยท่านเสรี เปิดตำแหน่ง สมัยนั้น ก็โชคดีที่นายก็เอาขึ้นเป็น สว.ประจำตัว สำนักงาน ผบ.ตร.ท่านธานี ปีนั้นเลยได้เป็น สว.สำนักงาน 2 ปี

ขอเป็นสารวัตรรถไฟหัวหินคนแรก
พอปี 2552 ก็ลงมาเป็น สว.รถไฟ หัวหิน เป็นหัวหน้า ตอนนั้นนายเรียกผมไปถาม ผมเลือกเองด้วยนะ นายมาถามทำไมถึงไปเลือกลง สว.รถไฟ หัวหิน คือตอนนั้นโครงสร้างมันเปิดใหม่ ปี 2552 รถไฟหัวหิน เพิ่งเปิดใหม่ ผมก็บอกนายว่า ผมอยากไปเป็น สว.คนแรก ของสถานีนี้ ผมอยากไปสร้างไว้ แล้ววันหนึ่งผมมีลูก ผมอยากพาลูกไปดู แล้วบอกว่านี่ พ่อ เป็น สว.คนแรก ที่มาก่อตั้งที่นี่ มันเป็นความคิดที่นายเขาก็บอกว่า เออ มึงก็แปลกดี

ตามรอยคิด สุชาติ เหมือนแก้ว
พวกนักข่าว เขายังแซวผมเลยนะ นักข่าวประจำ ตร. ออม ยังถามว่า ผมโดนเด้งเหรอ ผิดใจอะไรกับนายรึเปล่า ไปเป็น สว.รถไฟ ก็ต้องบอกว่า ตอนนั้นนายเป็น รอง ผบ.แล้วนะ แต่เรากลับไปเป็น สว.รถไฟ หัวหิน มันดูแปลกๆ แต่มันเป็นความรู้สึกผมจริงๆ ผมอยากจะไปสร้างที่นั่น มันเป็นความภูมิใจ แล้วเราก็เป็นชื่อแรกที่นั่น อีกเรื่องหนึ่ง ผมได้ยินคนเล่าถึงท่านสุชาติ เหมือนแก้ว ท่านเป็น สว.ท่องเที่ยวภูเก็ต คนแรก แล้วท่านพาลูกไปดู แล้วท่านก็บอกว่า ท่านเป็น สว.คนแรกที่นั่น ตอนนั้นท่านเป็น รอง ผบช.ก.ผมได้ยินท่านพูด ผมก็จำอันนี้มา แล้วผมก็คิดว่ามันโอกาสไม่มีแล้ว ที่จะได้เป็น สว.คนแรกในวัยขนาดนี้

สว.ทางหลวงประจวบฯจุดเปลี่ยนชีวิต
ตอนนั้น ปี 2552 อายุ 32 มีคำสั่งโยกย้ายอีกที ก็มาเป็น สว.ทางหลวง ประจวบคีรีขันธ์ จากรถไฟ ก็มาอยู่ทางหลวง อันนี้ก็เป็นอีกจุดเปลี่ยนหนึ่งของชีวิต ที่ทำให้ทุกคนเห็น เพราะว่าผมอยู่ปี 2552 เป็น สว.ทางหลวง ประจวบฯ เป็นปีที่ในหลวง ร.9 ท่านประทับที่นี่ ตอนนั้น จะมีพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯบ่อย ได้เรียนรู้ จากผู้การทางหลวงปัจจุบัน พี่ชัช สุกแก้วณรงค์ เป็น ผกก.2 ทล.ได้เรียนรู้งานทางหลวง โดยเนื้อของทางหลวงจริงๆ เป็นการถวายความปลอดภัย เป็นงานสำคัญมาก ทำให้เรารู้จักการวางแผน การจัดขบวน การจัดอะไรต่างๆ

ภูมิใจได้รับรางวัลสถานีดีเด่น
จนปี 2555 ท่านประทับอยู่ที่นี่ตลอด ท่านผู้การสั่งเลยว่า ให้ เพชรบุรี นครปฐม ชุมพร มาขึ้นยุทธการทั้งหมดที่ประจวบฯ ให้ผมเป็นออกแผน ดึงกำลังได้ทั้งหมด ให้เป็นคนจัดการ เป็นคนควบคุมการปฏิบัติ ผู้การทางหลวงตอนนั้นท่าน พงษ์สิทธิ์ แสงเพชร ทำให้เราได้ทำ คนก็คงเห็น จนปี 2556 ผมก็ได้รับรางวัลจาก ผบ.ตร.อดุลย์ ให้รางวัล สถานีตำรวจดีเด่น ได้ที่1 ในบก.ทล.ทั่วประเทศ

ผมยังจำได้เลย นายในระดับ บช.พูดว่า สถานีที่ประจวบฯ เป็นสถานีเล็ก แต่เขาทำได้ขนาดนี้ ชนะสถานีใหญ่ทุกสถานี ก็คิดดูเอาเองละกัน อันนี้ผมภูมิใจเพราะว่า เขาให้ลูกน้อง 2 คน ที่เป็นชั้นประทวน ทำหน้าที่ที่เราคิดว่าเหมาะสม ไปรับรางวัลกับเราด้วย แล้วที่ติดตัวมาถึงทุกวันนี้ คือเรื่องงานถวายความปลอดภัย ทำใหรู้จักการประสานงาน ทำให้รู้จักว่าเราควรจะวางกำลังไว้ตรงไหนบ้าง ในส่วนที่เกี่ยวข้อง

ขึ้นรองผกก.1บก.ป.-รองผกก.2 ปอศ.
ผมอยู่ประจวบฯ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2552-2556 อยู่นานสุดที่นี่ จนปี 2556 จากนั้นก็ได้รับการพิจารณาเป็น รอง ผกก.1 บก.ป.ก็เพราะเรื่องนี้ส่วนหนึ่ง เขาให้ไปรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนั่งรถปิดท้าย เพราะเขาเห็นว่าเราทำงานด้านนี้มา ก็ให้มาถวายงานที่นี่ ก็ทำอยู่ปีหนึ่ง จนปี 2558 ก็ย้ายไปเป็น รอง ผกก.2 บก.ปอศ.รับผิดชอบเรื่องงานภาษีทั่วประเทศ งานนี้ทำให้เราได้ไปเรียนรู้ทุกงาน ก็ได้ทำงานกับพี่ปิง ปิยะพันธ์ ปิงเมือง ท่านก็มอบหมายให้ทำงานตรงนี้

ฝึกประกวดภายใน ชนะผกก.ต่อ คอมมานโด
ตอนนั้น ผมอยู่กับพี่ณรงค์เดช กมลบุตร ตอนนั้นเป็น ผกก.2 บก.ปอศ. ก็เป็นเรื่องขำ ทุกวันนี้ พี่ต่อ ก็ยังแซวเรื่องนี้อยู่เลย คือการฝึกชนะคอมมานโด พี่ปิงก็บอกว่า อยากฝึกสู้ เอาผมไปคุมฝึก สั่งว่าไปทำเลยนะ สู้ให้เต็มที่ พี่สนับสนุนทุกอย่าง พี่ปิง ตัดชุดให้ พอผมไปคุมฝึก ใน บช.ก.ฝึกประกวดภายใน เขาเรียกฝึกทบทวนประจำปี บุคคลท่ามือเปล่าในยุทธวิธีตำรวจ ก็ฝึกลูกน้องทุกวัน จากตำรวจ ปอศ.ไม่เคยฝึก ไม่ค่อยฝึก ก็เลยทำจนได้ที่ 1 แล้วส่วนหนึ่ง พี่ต่อ ค่อนข้างเมตตาผมมานาน ทุกคนจะทราบผมชอบขี่มอเตอร์ไซค์ พี่ต่อ ยังโทร.มาหา บอกว่า เฮ้ย มีลูกมีเมียแล้ว ระวังหน่อย คือแกก็เป็นห่วงผมนะ เรื่องพวกนี้ผมก็เก็บไว้ในใจ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แกก็ยังโทร.มาเตือน คอยห่วง เพราะเห็นว่าเรามีครอบครัวแล้ว ก็ห่วงเรื่องความปลอดภัย ไม่ได้โสด เหมือนเมื่อก่อน

ถูกเด้งอยู่อก. จุดได้คิดอีกเยอะ
จากนั้นไปอยู่ ปส.1 ปี แล้วมีคำสั่ง มาอยู่ที่ฝ่ายอำนวยการ 1 บก.อก.บช.ก.เป็นจุดหนึ่งเลยที่มันทำให้ผมได้คิดอะไรเยอะ อย่างที่ผมได้บอกไปแล้ว ตอนที่ผมมาอยู่ใหม่ๆ รอง ผบช.ก.ที่รับผิดชอบงานอำนวยการ คือท่านรองฯ ธนังค์ บุรานน์ ท่านรู้จักผมส่วนตัว ตั้งแต่ผมเป็นผู้ช่วยนายเวรท่านธานี ท่านเรียกผมมาบอก มันอาจไม่มีใครอยากมาอยู่หรอกนะ แต่มาอยู่แล้วก็ทำงานให้ดี ผมก็จำคำนี้ไว้ ผมก็เลยทำงานอย่างที่ผมบอกมาตั้งแต่ต้น มันเหมือนมีกรอบอะไรบางอย่างในชีวิตเรา อาจจะรู้สึกผิดหวังที่ต้องมาอยู่ อก. แต่ว่า มันกลายเป็นจุดที่ดี เพื่อนหลายคนเคยโทร.มาบอกว่า บางทีมันก็กลายเป็นโอกาส

ทุกเช้าทำงาน ทุกเย็นวิ่ง 13รอบตร.
ผมมาทำงานทุกวัน ตั้งแต่เช้าถึงเย็น ตอนเย็นนายเห็นผมวิ่งออกกำลังกายใน ตร.10 กิโลเมตร ทุกวัน รวม 13 รอบ ที่ ตร.จะได้ 10 กิโลเมตร ตอนเช้ามาทำงาน อย่างที่ผมบอกว่าผมไม่อยากเสียชื่อ มาอยู่ที่ไหน แล้วคนมาบอกว่าไอ้นี่ไม่ทำงาน ไอ้นี่ขี้เกียจ แต่ผมมาทำงานเช้าทุกวัน เพราะช่วงเช้า ผกก.ต้องไปที่กระทรวงกลาโหมก่อนตอนเช้า มีอีกหน้าที่หนึ่ง ตอนสายก็จะมาทำงานที่ทำงาน ผมก็เลยต้องมาเช้าทุกวัน มาดูงานมาดูเอกสาร ก็พยายามมาศึกษางาน อะไรที่ไม่รู้ก็ถามเขา แล้วก็ได้เรียนรู้งานพวกนี้เพิ่มเติม

อยู่ 2 ปี ได้ 2 ขั้นก่อนขึ้นผกก.
กลายเป็นว่า ผมมาอยู่ที่ ฝ.1 บช.ก.2 ปี ผมได้ขั้น 2 ปีเลย ตั้งแต่ปี 2558-2559 พอคำสั่งแต่งตั้งนี้ก็เลยได้ขึ้น จริงๆ เหมือนอย่างที่ผมบอก ผมเคยพูดว่าเราจะวัดตัวเราเองได้ยังไง ต้องวัดตอนที่เราอยู่ในที่ที่เราไม่ถนัด หรือเราอาจจะไม่ชอบ แต่เราก็ไม่อ้างเหตุอันนี้มาเป็นเหตุให้เราไม่ทำงาน

นั่งเก้าอี้คอมมานโด ลั่นจะทำให้ดีที่สุด
คำส่ังนี้มานั่งตำแหน่งผกก.คอมมานโด ผมดีใจ ภูมิใจ แต่ก็มีความกังวลใจ เพราะผมรู้ว่าพี่ต่อ-พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ สร้างหน่วยนี้มาด้วยความรักของเขามาก ผมก็คิดอยู่ในใจว่าพี่เขาเป็นผู้สร้าง ผมก็คงเป็นเพียงผู้รักษาหน่วยงานนี้ ต่อจากพี่เขาที่สร้างมาด้วยความรักและศรัทธา ผมบอกกับพี่เขาว่า ผมจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด สานต่องานนโยบาย ผมคิดอยู่ในใจอยู่เท่านี้จริงๆ นะ ส่วนหนึ่งผมก็ค่อนข้างหนักใจ รู้ว่าหน่วยงานนี้มีความรับผิดชอบสูง มีงานเยอะ เราต้องพยายามพัฒนาทั้งตัวเราเอง และศักยภาพการทำงาน แต่ว่าส่วนหนึ่ง ผมก็มีความสบายใจเพราะ รอง ผกก. สว. และผู้ร่วมงานส่วนใหญ่ ก็จะรู้จักผมมาก่อน น้องๆ ส่วนใหญ่ ก็เป็นคนคุณภาพทั้งหมดอยู่แล้ว พี่ต่อ เขาสร้างไว้ดีแล้ว ก็คงจะขับเคลื่อนงานต่อไปได้ดี จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

เราปิดฉากการคุย เพียงเท่านี้ ก่อนเขาขอตัวเพราะถึงเวลาเข้ารับการอบรมหลักสูตรนเรศวร261 ท่ีมาอบรมร่วมกับตำรวจคอมมานโดกองปราบฯ โดยจะจบการอบรมในวันที่12มิ.ย.นี้

กากีกลาย16/3/61