หลังเกษียณนายพลมือปราบ วรรณรัตน์ คชรักษ์

6095
ถ้าพูดถึงคดีดังอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญในอดีต ย้อนไปเมื่อ20 กว่าปีที่แล้ว

ต้องมีคดีฆ่า 2 แม่ลูกศรีธนะขัณฑ์ ที่มีชนวนมาจากคดีเพชรซาอุ คดีฆ่า 5 ศพ ไอ้ศักดิ์ปากรอ คดีเลือดเมืองจันท์ วางระเบิดฆ่าแม่ส.ส.คมคาย และคดีฆ่าผอ.แสงชัย สุนทรวัฒน์ อดีตผอ.อสมท.รวมอยู่ด้วย

1ในเฮดของการสืบสวนคลี่คลายคดีทั้งหมดนี้ นั่นคือ พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ อดีต ผบช.น.และอดีตผบก.ป.1ในตำนานนักสืบเมืองไทย ระดับปรมาจารย์

ย้อนประวัติและอดีตเส้นทางรับราชการ พล.ต.ท.วรรณรัตน์ 

เกิด20ธ.ค.2482 ที่อ.หลังสวน ชุมพร เรียนเก่งระดับที่ 1 ของจังหวัด เข้ามาสอบโรงเรียนนายร้อยตำรวจเพียงเพราะเพื่อนชวนมาสอบเป็นเพื่อน  

“ตอนนั้นสอบเกือบ 1,000 คน เขาเอา 37 คน ผมได้ที่ 27 ตอนนั้นรับน้อยเพราะเขาเอามาจากเตรียมนายร้อย 38 เป็นนักเรียนลาว อีก 15 เป็น 90  แล้ว ม.7 ม.8 สมัยก่อน คือ มศ.4-5 มาผสมกัน  ”

พล.ต.ท.วรรณรัตน์ในวัยย่าง 82 ย้อนความหลัง

ปี 2506 จบนรต.16 ออกมาไปรับราชการที่ สน.บุปผาราม แล้วไปสุพรรณฯ ปี 2509 โจรเยอะ ถูกเอาตัวไปช่วยที่สามชุก

ตอนนั้นมีโจรปล้นวัว ปล้นควาย นายอำเภอสมพร กลิ่นพงษา ที่เครื่องบินตกไม่ตาย  ตอนนั้นเป็นนายอำเภอที่นั่น เอาตัวผมไปช่วยราชการ 6 เดือน ไปกินนอนที่สามชุก

อยู่ 3 ปี จนจเรพิชัย กุลละวณิชย์ สั่งปฏิวัติใหม่ให้เอานักเรียนที่จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่เป็นนักเรียนเรียนดี ทำหน้าที่ปกครอง ย้ายไปเป็นผู้หมวดโรงเรียน
           
“โดน 2 รุ่น รุ่น16-17 เข้าโรงเรียนทั่วประเทศ ผมเข้าโรงเรียนอยู่ปี 4 ทำหน้าที่ผู้บังคับหมวด ร้อย 2

ผมปกครอง รุ่น 18 ประชา พรหมนอก ถึงสนิทกับผม พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ชื่อเดิม เสวก สุขเกษม ประชา นี่ ผิวทอง พรหมนอก…”  
         
อยู่โรงเรียน 3-4 ปี จากผู้หมวดเป็นผู้กองพิเศษ เอากำลังไปอยู่เขาบูโด 6 เดือน ตอนนั้นมี ขจก. เอากองร้อยไปนอนวัด รับผิดชอบเส้นทางระหว่างพื้นราบ ยะลา-ปัตตานี

ตอนนั้นมีตำรวจที่ถูกยิงรับเคราะห์แทนผม แกขึ้นไปก่อน ก็เรียก ฮ.มาช่วย เอาคนเจ็บไปพอเรียบร้อยปั๊บ ฮ.ขึ้นตรงๆไม่ได้  พอโผขึ้นได้ก็ไปปะทะหน้าผา ตายทั้งคนช่วยคนเจ็บ

อยู่ครบ 6 เดือน กลับนครบาลมาเป็นสารวัตรสืบสวนเหนือ ปี 2514-2515สารวัตรใหญ่สน.พระโขนง 3 ปีครึ่ง จนถึงปี 2522 เป็นรอง ผกก.สืบสวนธน  รองผกก.สส.น.ใต้

ปี 2527 ขึ้นเป็น ผกก.บริการประชาชน กลับมา ผกก.สส.น.ใต้ ผกก.นครบาล 9  ขึ้นรอง ผบก.น.ใต้ 2 ปี  รอง ผบก.น.เหนืออีก1ปี 

ติดยศนายพล ปี2535 เป็น ผบก.น.ธน ผบก.น.ใต้  ผบก.ป.  ขึ้นผู้ช่วย ผบช.ก. รอง ผบช.ก. ติดยศพล.ต.ท. เป็นผบช.ภ.8 ไปอยู่ภาค 8  และกลับมาเป็นผบช.น.2 ปี  ถึงเกษียณอายุราชการในปี 2543

คดีเพชรทั้งประทับใจและอึดอัดใจ
ถามถึงคดีที่ประทับใจครั้งยังอยู่ในเครื่องแบบ  พูดง่ายๆคือคดีเกี่ยวกับเรื่องเพชรฯ ในขณะที่เป็นความประทับใจ ก็เป็นความรู้สึกที่อึดอัด ไม่สบายใจ

ประทับใจที่สามารถคลี่คลายความอึดอัดของหลายๆ คนในสังคมไทยได้ คดีนี้ผมได้เครื่องราชฯจุลจอมเกล้า นี่คือความภูมิใจที่สุด

ได้พร้อมกับท่านชวน หลีกภัย พี่โสภณ วาราชนนท์ ประชา พรหมนอก ฐานที่ทำให้สังคมโลก เห็นว่า บ้านเมืองเรายังมีกฎหมาย  ให้เห็นว่ากฎหมาย ยังมีความศักดิ์สิทธิ์ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้  

ไม่สบายใจจับรุ่นพี่ที่สนิท
ท่ามกลางความภูมิใจ รู้สึกไม่สบายใจ เพราะต้องจับพี่ลอ(ชลอ เกิดเทศ) พี่ลอเป็นรุ่นพี่ผมที่สนิทกัน แต่ถ้าไม่จับก็ไม่ได้  เพราะพยานหลักฐานมันชัดเจน ไม่ใช่แค่ปากคำพยานแต่เป็นพยานหลักฐานทางเทคโนโลยี 

แต่ผมเชื่อว่า พี่ลอไม่น่าจะสั่งฆ่า 2 แม่ลูก เหตุผลที่คิดว่าไม่ทำเพราะแกให้กินข้าว เสร็จแล้วเอามาปล่อยที่แก่งคอย

ถ้าไม่จับอาจจะถูกจับละเว้นแทน
เรื่องจับพี่ลอ  ทุกคนก็ด่าว่าหาว่า ทำไมจับพวกเดียวกัน คือถ้าผมไม่จับ ป่านนี้ผมอาจจะถูกจับข้อหาละเว้นฯ

แต่เดี๋ยวนี้ ผมก็ไปทอดกฐินกับพี่ลอ ทุกปี ที่วัดบางกระแจะ ที่ไทรโยค  ผมว่าท่านก็เข้าใจ  

บลูไดมอนด์ มีหรือไม่ไม่เคยเห็น
มาถึงคำถามยอดฮิต บลูไดมอนด์ มีจริงมั้ย ผมว่ามันเป็นเหมือนว่าคล้ายๆ ผมให้อะไรไปสักอย่าง มีความหมายทางจิตใจ  มันอาจจะมีหรือไม่ เราก็ไม่เห็นนี่

มันมาจากผู้เสียหายที่เขาบอกว่ามี บลูไดมอนด์ มันก็ต้องยืนยันมา คือผมก็ยังไม่เห็น ผมไม่แน่ใจว่าในรายการมันมีอะไรบ้าง

โคจายันว่ามี อยากจะได้คืน
เพียงแต่ว่าเป็นเรื่องที่เขายืนยันมา  โคจาเขากระทุ้งมาว่ามี อยากจะได้อันนั้น ก็มีการถามว่าน่าจะเป็นอันนี้ แล้วอันนี้ก็ขายไปให้นายสันติ ศรีธนะขณฑ์ 

แล้วสันติก็บอกว่า ไอ้อ้วน พ่อค้าเพชรที่แพร่มันเอามาให้ดูแล้ว แต่ไม่ซื้อเพราะแพง คืนมันไป ระหว่าง 8 หรือ 15 ล้าน มันก็คงเป็นรูปนั้น

ติงอย่าโยนบาปคนนั้นคนนี้
แต่รูปที่มีคนนั้นใส่คนนี้ใส่ เป็นรูปก่อนเหตุการณ์ มีคนเขาเอารูปมาเทียบ เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนจะมีเรื่อง ผมพิสูจน์แล้ว เขาใส่ก่อนจะมีเรื่องนี้

พูดแค่นี้ก็จบแล้ว ไม่ต้องพิสูจน์หรอกว่าใช่หรือไม่ใช่ เอาว่าเขาใส่ก่อนเกิดเหตุแค่นั้นจบแล้ว

แต่เราก็ยังไม่รู้ มันอาจจะไม่ได้มีก็ได้ เราพิสูจน์ว่าใช่หรือไม่ใช่ ไม่ได้ เราพิสูจน์จากรูปได้ไง พิสูจน์จากเวลานี่ดีที่สุด  
               
คดีเพชรยากแล้ว ฆ่า5ศพยากกว่า
ส่วนคดีฆ่า 5 ศพที่สงขลา ผมว่ายากกว่าคดีเพชร เพราะที่เกิดเหตุโหดร้ายมาก ผัวนี่ถูกแขวน  เมียตายบนเตียง ลูกกระเดือกแตก พ่อแล้วลูกอีก 3 คน เรียง ผูกคอแขวนไว้

แรกๆทุกคนเพ่งเล็งไปที่ไอ้แหว่ง ทุกคนว่าไอ้คนนี้  เราก็เช็คไปเช็คมา  ไม่ใช่ แต่ทำไมถึงจะเคลียร์ให้มันชัดเจน แต่มันก็แสบจริงๆ  
              
เช็กย้อนคู่อริ2ตระกูลถึงสมัยร.5
ผมให้ไอ้โต้ง(พล.ต.ท.ประมวลศักดิ์ ศรีสมบุญ)เช็คย้อนไปเลยถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เพราะมีเหตุ 2 ตระกูลนี้ไม่ถูกกัน มันเป็นไปได้ เพราะการฆ่าแบบนี้มันฆ่าด้วยความแค้น

ไอ้โต้งนี่ขึ้นชาร์ตเลย โยงนามสกุลนี้ๆ อยู่ตรงไหนบ้าง  ต้องหาให้ได้ ถ้าจับไอ้แหว่งแล้วผิดตัวเราตายเลย ต้องเช็คว่าถ้าไม่ใช่มันแน่แล้ว จะทำยังไง

ก็ปรากฏว่าไอ้นี่ มันฆ่าน้าของอีกฝ่ายจริงๆ แต่เราดำเนินคดีที่นั่นไม่ได้ เพื่อลดอิทธิพล ส่งมาดำเนินคดีที่กองปราบ หลังจากนั้นก็มีคนเริ่มจะคุย

ไม่มีใครยืนยันต้องใช้เทียบเคียง
แต่ที่ได้ข้อมูลจริงๆ ไปได้ข้อมูลที่ธารโต ไอ้ศักดิ์ไปคุย นี่ผลงานมัน แล้วมันเอาพระแจกเด็กในสวนยาง  ผมก็เอามาเช็ค

เป็นพระที่ได้จากที่เกิดเหตุ เพราะไม่มีใครพูดเรื่องของกลางได้ ตายหมดทั้งบ้าน หาคนยืนยันไม่ได้ ก็ต้องเทียบเคียง เป็นพระวัดใกล้ที่เกิดเหตุ แล้วค่อยๆ สอบพยาน  

เอาไอ้ศักดิ์ชี้พยานที่เห็นวันเกิดเหตุ
มีตาลุงคนหนึ่งเห็นไอ้ศักดิ์ไปที่บ้านก่อนเกิดเหตุ ลุงคนนั้นจำได้ แต่แกไม่ยอมขึ้นให้การ กลัว เป็นคดีเดียวที่ผมเอาผู้ต้องหาชี้พยาน เอาไอ้ศักดิ์ไปชี้  มันบอกว่ามันทักลุงคนนี้ เพราะมันมีอีโก้ มีความอยากเด่นอยากดัง

ผมก็แกล้งเอาตาลุงมาใกล้ๆ โรงพักให้นั่งในรถ มันก็ชี้บอกว่านั่นแหละคนนั้น ลงบันทึกไว้ เอาผู้ต้องหาชี้พยานเพื่อความมั่นใจ  

ศักดิ์ปากรอ-พันศักดิ์โหดสุด            
ชีวิตราชการที่จับคนร้าย ก็มี ไอ้ศักดิ์ปากรอ และไอ้พันศักดิ์ ฆ่า 2 แม่ลูกที่ผมว่าโหดที่สุด อย่างพันศักดิ์มันออกมาแล้วยังฆ่าอีกหลายคดี เสี่ยโรงเกลือ แล้วก็ผัวเมียที่สระบุรี  ชื่อศักดิ์ทั้งคู่      

คดีผอ.แสงชัย งานสอบสวนรัดกุม
คดีแสงชัย นี่อีกรูปแบบ คนที่จับได้คือสืบเหนือ คือเขาตั้งทีมภาค 1 กับกองปราบพอสืบเหนือจับมันก็ได้ต่อปั๊บ แต่เป็นคดีที่วางแผนการสอบสวนที่รัดกุม พี่ธีรชัย เหรียญเจริญ กับปานศิริ ประภาวัต รับผิดชอบเรื่องสอบสวน 

คดีสำคัญ คดีใหญ่ๆ มันต้องประคับประคองให้พยาน หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะต้องเป็นพยานในศาลเนี่ย ไปให้การในศาลให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ทุกปาก ถึงจะเสร็จภารกิจ

พงส.ต้องพาพยานขึ้นศาลให้ได้
คดีสำคัญๆ ไม่ใช่แค่ส่งฟ้องคดีได้เท่านั้น ความใส่ใจของพนักงานสอบสวนที่จะประคับประคองให้พยานไปให้การในศาลให้ได้ เป็นเรื่องที่มีส่วนสำคัญมาก เช่น คดีคุณแสงชัย

แบ่งให้ชัดเจนว่าใครจะรับผิดชอบพยานปากไหน แล้วคอยดูแลคอยเอาใจใส่ ว่าเขาจะต้องไปขึ้นศาลเมื่อไหร่ เขาจะมีปัญหาอะไรมั้ย

ผู้ต้องหาหลุดเพราะพยานหาย
ส่วนใหญ่ตำรวจบางคนไม่เข้าใจ ยิ่งคนนอกยิ่งจะไม่เข้าใจ เพราะคดีบางคดีที่ศาลสั่งยกฟ้อง ผู้ต้องหาหลุด ศาลไม่สามารถลงโทษได้

อยู่ๆ พยานหายไม่สามารถไปขึ้นให้การต่อศาลได้ จนต้องตัดพยานปากนั้นทิ้ง มันเป็นสาระสำคัญ ทำให้ศาลไม่สามารถสั่งลงโทษพยานได้ ทั้งๆที่ชัดเจน นี่สำคัญมาก

เกษียณแต่จิตวิญญาณยังเป็นตำรวจ
ชีวิตเข้าเลข8 ผมว่ามาถึงจุดนี้แล้ว มันเป็นความสบายๆ แต่จิตใจ และวิญญาณ ยังมีความเป็นตำรวจอยู่ ไปไหนมาไหน เห็นตำรวจ ก็นึกถึงว่าเราก็เคยเป็นตำรวจ

สิ่งที่มีความรู้สึกอยู่คือเป็นห่วงอาชีพตำรวจ เพราะตำรวจบางท่าน อาจจะไม่ได้ซึมซับในเกี่ยวกับจิตวิญญาณความเป็นตำรวจมากพอ บางทีมันจะหลงทางในหน้าที่ ในบทบาทหน้าที่ของตัวเอง

ห่วงตำรวจรุ่นหลังหลงทางในหน้าที่ 
คำว่าหลงทางหมายความว่า หน้าที่ตำรวจจะต้องดูแลทุกข์สุข ความสงบเรียบร้อยของสังคมและประชาชน อันนี้คือหัวใจ ทำยังไงให้ประชาชนนอนบ้านนอนหลับไร้กังวล ไม่มีขโมย โจร มารบกวนทั้งชีวิตและทรัพย์สินของตัว ออกจากบ้านปลอดภัย ปราศจากการรบกวนจากมิจฉาชีพ เท่านั้นแหละตำรวจเรา  

ปชช.ต้องได้รับการตอบสนองที่ดี         
เวลาเขาเดือดร้อนไปหาตำรวจ ไม่ว่าที่ตู้ยามก็ดี โรงพักก็ดี หรือเขาตกทุกข์ได้ยาก ต้องการความช่วยเหลือในระหว่างตามถนนก็ดี เขาเรียกหาตำรวจ แล้วได้รับการตอบสนองที่ดี

เขาต้องการแค่นี้ นี่คือความคาดหวังของสังคมที่คาดหวังกับตำรวจ ทำแค่นี้ทำให้ดีที่สุดเท่านั้น

ตำรวจไม่ต้องเก่งกาจอะไรนัก แต่ให้มีความสำนึกในหน้าที่อันนี้สำคัญที่สุด แต่สิ่งสำคัญที่สุด งานหลักที่เป็นหัวใจ คืองานถวายความปลอดภัยสถาบัน เป็นหัวใจของตำรวจ

อย่าปฎิเสธชาวบ้านที่มาพึ่งพา
ขอให้สำนึกในหน้าที่ว่าเข้ามาเป็นตำรวจเพื่ออะไร ต้องเข้าใจในความรู้สึกที่ชาวบ้านเขาหวังจะพึ่งพา ความสำนึกในหน้าที่ นี่สำคัญว่าหน้าที่หลักของตำรวจคืออะไร อย่าปฏิเสธคำขอของชาวบ้าน ดึกดื่นเที่ยงคืนยังไงอย่าปฏิเสธ

เขาหวังพึ่งเขาถึงได้มาหาเรา อย่าปฏิเสธ อย่างน้อยก็บริการพาเขาไป หรือทำยังไงจะให้เขาไปถึงในจุดที่จะได้รับการดูแล อย่าละเลย  

จิตสำนึกตำรวจสำคัญมากๆ               
ความสำนึกในความเป็นตำรวจต้องมี เขาไม่รู้หรอกว่าคุณเป็นตำรวจอะไร เขาเห็นว่าเป็นตำรวจเขาก็คิดว่าจะพึ่งคุณ แต่คุณปฎิเสธ แต่เขาเอารถมาหรือนำเรือมาแล้ว แล้วคุณผลักหัวเรือทิ้ง ถ้าเป็นคุณๆจะคิดยังไง ถ้าเป็นญาติพี่น้องคุณ จะคิดยังไง

เขาขึ้นมาบนโรงพัก เขาควรจะต้องได้รับการดูแล อย่าไปผลักไสไล่ส่ง ทำอะไรก็ได้ ประสานก็ได้ จะทางวิทยุ ทางโทรศัพท์ หรือทางไหนทำไปให้เขาสบายใจ

เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น คุณกลับไม่ช่วยเขา มันไม่ใช่วิสัยของตำรวจ นี่ จิตสำนึกสำคัญมากๆ  

อย่าให้เหนื่อยจนโอเวอร์โหลด
ทุกวันนี้บ้านเมืองเปลี่ยนไป มีความวุ่นวายเกิดขึ้นเยอะ  เป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชาที่จะต้องพิจารณาจัดสรรกำลังให้ดี อย่าให้เสียด้านใดด้านหนึ่ง ต้องบริหารจัดการเรื่องกำลังให้ดี อย่าให้หน่วยใดว่างเสียจนอีกหน่วยหนึ่งหนักจนเกินไป  อย่าให้โอเวอร์โหลด

เพราะถ้าถึงจุดอิ่มตัวเมื่อไหร่ ตำรวจมันเหนื่อยจะกลายเป็นหุ่นยนต์หรือตุ๊กตาทันที แล้วงานจะเสียหาย

ตำรวจก็คนธรรมดาไม่ใช่หุ่นยนต์
เขาต้องเฝ้าม็อบ 3 วัน 3 คืน ไม่ได้พักผ่อนไม่ได้หลับได้นอน อันตรายมาก เพราะตำรวจก็มีชีวิตจิตใจ อาจจะมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ความเหนื่อย การวางเฉย แทนที่จะได้ทำในสิ่งที่ควรจะทำ หรืออาจจะทำในสิ่งไม่คิดว่าจะทำโดยปกติ  ด้วยความเหนื่อยมาก

ตำรวจไม่ใช่หุ่นยนต์ ก็เป็นคนธรรมดา มีความน้อยเนื้อต่ำใจ มีความอะไรต่ออะไรอยู่ในตัว เหมือนกันทุกคนนี่แหละ  
           
ปรับตัวให้ทันวิวัฒนาการคนร้าย
อย่างการสืบสวนตอนนี้กับสมัยก่อน ต้องบอกว่า งานสืบสวนเป็นงานที่ต้องเรียนรู้ไม่รู้จักจบ ตำรวจสืบสวนจะต้องปรับตัวให้เข้ากับวิวัฒนาการสมัยใหม่ให้ได้

จะมาบอกว่าสมัยก่อนไม่มีอย่างนี้ จะมองอย่างนั้นไม่ได้ ยุคนี้มีวิวัฒนาการ มีเทคโนโลยี มีทีวีวงจรปิดเป็นเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่

ขณะเดียวกัน วิวัฒนาการของผู้ร้ายก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นตำรวจในสมัยนี้ต้องปรับตัวให้ทันให้ได้  

แต่ละยุคแต่ละสมัยไม่เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีน้ำอดน้ำทน มีมโนธรรมในจิตใจ สำคัญที่สุดคือต้องกัดไม่ปล่อย  

ขอรุ่นหลังงานสืบกับสอบต้องคู่กัน
เพราะฉะนั้นงานสืบสวน เป็นงานซึ่งผมยังติงอยู่อย่างเดียว คืออย่าแยกงานสืบสวนกับงานสอบสวนออกจากกัน เพราะมันเป็นพี่น้องกัน ต้องเอื้อเฟื้อกันอยู่แล้ว  ถ้าแยกกันเมื่อไหร่ผลร้ายจะตกกับประชาชน 

ผมเห็นว่ามันควรจะไปควบคู่กัน อยู่ด้วยกัน เป็นเหมือนเป็นพี่เป็นน้อง  ผลประโยชน์จะตกกับประชาชน

ยุคนี้ตำรวจ ตจว.ย้ายเป็น น.1ได้
ในฐานะเคยเป็น ผบช.น. ผมว่างาน บช.น.เป็นงานของส่วนกลาง คนที่อยู่ในนครบาล ถ้าคนที่ใส่ใจแม้จะโยกย้ายมาจากต่างจังหวัดก็สามารถจะปรับตัวได้ 

เดี๋ยวนี้โลกมันก้าวหน้า ทันสมัย เหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ ก็ดี เชียงใหม่ ก็ดี อุบลฯ ก็ดี หาดใหญ่ ก็ดี  ไม่ต่างกันเท่าไหร่

แล้วลักษณะงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดี๋ยวนี้เป็นรูปแบบเดียวกันหมด เพียงแต่ว่า คนๆ นั้น มีความรู้ความสามารถ มีความขยันหมั่นเพียรแค่ไหน  
อยู่ที่ผู้ใหญ่แต่งตั้งคนให้ถูกกับงาน
แล้วคนแต่งตั้ง แต่งตั้งคนถูกกับงานแค่ไหน ถ้าเขามีความรู้ความสามารถก็ทำได้ เป็นเรื่องที่เป็นไปตามยุคในทุกยุคทุกสมัย

มันไม่เหมือนสมัยก่อน คนที่อยู่ต่างจังหวัด จะเข้ามากรุงเทพฯมันต้องแจกเข็มทิศ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว เดี๋ยวนี้ง่ายมาก ทุกคนรู้ ไม่ได้แตกต่างอะไรกันนัก

ขอให้เป็นคนที่ใส่ใจ เอาใจใส่ มีความรู้ความสามารถเท่านั้น ก็อยู่ได้ ผู้บังคับบัญชาก็พิจารณาให้เหมาะสมเท่านั้น
           
ปลื้มกองปราบฯมาตรฐานไม่ตก          
ในฐานะที่เคยอยู่กองปราบ  ผมว่า กองปราบ ยังรักษามาตรฐานไว้ได้ดีนะ หรือกับ บช.ก.ก็มีมาตรฐานของเขามาตลอด ผมเชื่อว่าความหยิ่งในศักดิ์ศรีความเป็นตำรวจกองปราบ เขามีอยู่พอนะ

คนที่มาเป็นผู้การกองปราบ ส่วนใหญ่เป็นคนที่เขาสกรีนแล้วว่ามีศักยภาพ มีขีดความสามารถ

สังเกตย้อนหลัง ผู้การกองปราบแต่ละคน ถ้าไม่ดี อยู่ได้ไม่นาน ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ใช้ได้ทั้งนั้น

ชมรุ่นหลังเก่งถึงแม้เป็นเด็กหนุ่ม
รุ่นหลังนี่ต้องชื่นชมนะเขาเก่งนะ ถึงแม้จะเป็นเด็กหนุ่ม แต่ก็มีประสิทธิภาพนะ ผมเฝ้าดูอยู่ตลอด ผมไปงานวันสถาปนากองปราบทุกปี มี 2-3 ปีนี้ที่ไม่ได้ไปเพราะตรงกับวันที่ผมไป รพ. ธรรมดาไม่เคยขาด

ไปดูความก้าวหน้าของเขา เพราะถ้าตัวผู้นำดี เป็นแม่แบบที่ดี เด็กมันจะหยิ่งในเกียรติ ในศักดิ์ศรี จะไม่มีเรื่องที่ไปนอกลู่นอกทาง
           

ชื่อชั้นกองปราบฯชาวบ้านยอมรับ
กองปราบไม่ว่าจะไปที่ไหนน่าเกรงขามนะ ชาวบ้านยอมรับนะ ผมเคยเป็นผู้การกองปราบ ผมเข้าใจ ชาวบ้านบางทีตำรวจท้องที่ไปคุย ไม่มีพูด

แต่พอบอกกองปราบไปพูดหมดเลย ความลับที่มีอยู่เท่าไหร่บอกหมด แต่ไม่กล้าบอกตำรวจท้องที่ เพราะเขาไม่มั่นใจเรื่องการเก็บความลับ ไม่มั่นใจในความจริงจังว่าจะทำ ฉะนั้นชื่อหรืออะไรๆต้องรักษามาตรฐานไว้ให้ดี  
เกษียณฯแล้วอย่าอยู่บ้านมากไป  
ส่วนเรื่องการดูแลตัวเองหลังเกษียณ  ท่านอดุลย์ แสงสิงแก้ว สมัยท่านเป็นผบ.ตร. เชิญผมไปบรรยายให้นายตำรวจ ตั้งแต่ พ.ต.อ.ขึ้นไป จนถึงระดับกรมที่เกษียณ ว่าใช้ชีวิตแบบไหน มีแนวคิดอยู่ 2-3 เรื่อง

ตอนนั้นบอกว่า เกษียณแล้วอย่าอยู่กับบ้านมากเกินไป เดี๋ยวจะเฉา เพราะไม่มีอะไรทำ แล้วจะเดี้ยง จะเดินซอยเท้าไปได้ไม่เกิน 5 ปี ต้องพยายามออกจากบ้าน หางานทำบ้าง

เตือนอย่าทำอะไรสุดแบบ100%
แต่การออกไปทำงานอย่าไปทำแบบสุด  100% เช่น จะไปเป็นที่ปรึกษาหรืออะไรก็แล้วแต่  เอาสักครึ่งหนึ่งพอ  อย่าสุดทางแบบก่อนเกษียณ  คิดถึงว่าได้ออกไปสัมผัสบุคคลภายนอก ได้พูดได้คุยได้มีสังคมใหม่ แล้วได้มีการเคลื่อนไหว มีมูฟเม้นท์ของร่างกาย

อันแรกนี่ หมายความว่า ต้องรับจ็อบบ้าง อย่านอนอยู่กับบ้านอย่างเดียว แต่อย่ารับทั้ง 100% เอาสักครึ่งหนึ่ง หรืออาจจะ 3 ส่วน 4 หรือถ้าครึ่งหนึ่งนี่จะดีที่สุด

ต้องหมั่นดูแลตัวเองให้มาก
พอขึ้น 70  หยุดได้แล้วพักได้เลย ไม่ต้องไปเป็นลูกน้องใครแล้ว ต้องเป็นตัวของตัวเอง 100% กำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้แล้ว  เรื่องหาเงินหาทอง ไม่ต้อง ใช้เท่าที่มีอยู่พอ เมื่อ 70 แล้วถึงเวลาจะรู้เอง ไม่ต้องคิดเลยเพราะจะถึง 75 รึเปล่า จะตายก่อนรึเปล่า

พอ 70 ไปแล้ว หมอจะนัดไม่หยุด มันจะมาแล้ว หัวใจบ้าง ไตบ้าง ปอดบ้าง ต่อมลูกหมาก บ้าง ความดันบ้าง น้ำตาลบ้าง เบาหวานบ้าง มาเป็นชุด ต้องดูแลตัวเอง แล้วไปพบหมอให้ตรวจให้เช็คร่างกาย

สำคัญสุดสุขภาพจิตต้องปล่อยวาง
ผมก็มีเล่นกอล์ฟ แล้วก็พบหมอ ก็เช็คหมด  เช็คไต เช็คน้ำตาล สำคัญมาก 70 แล้วพักผ่อน สุขภาพจิตคือต้องปล่อยวาง ต้องเลิกความอยากมี อยากได้ อยากดัง อยากเด่น อยากอะไรต่างๆในตำแหน่งหน้าที่ พอแล้ว ไม่ต้องไปสนใจ ใครจะมายุก็อย่าไปเพ้อเจ้อ

80-81ยังไหวใครเชิญไปไหนไปหมด
ชีวิตช่วงนี้ไม่ได้ทำอะไรเลย  คือตั้งแต่ก่อนเกษียณ มีสำนักงานอยู่แล้วไว้นัดเพื่อนฝูงไปพบกันไปกินกาแฟ  ไม่งั้นจะเฉา ตอนนี้จะเริ่มไปโน่นไปนี่เรื่อยๆ เพราะ 80 ย่าง 81 แล้ว แต่พวกจะทำใหม่ให้อีก จะทำตู้คอนเทนเนอร์ให้  ตรงข้ามสมาคมชาวปักษ์ใต้ ก็บอกว่าจะทำอะไรก็ทำ  ก็เอา ลองดู ทำได้ก็ทำ

ตอนนี้ก็อยู่กับภรรยา อยู่กัน 2 ตายาย  ไปเมืองกาญจน์บ้าง ลงใต้บ้าง ป้วนเปี้ยนอยู่กรุงเทพฯ บ้าง 

ใครเชิญไปเป็นเจ้าภาพ งานหมั้น งานแต่ง งานบวช งานศพ ก็ไปหมด ก็ไปบ้าง ไม่ไปบ้าง แล้วแต่จังหวะว่าง แล้วก็ไปหาหมอ ตามสังขาร

ครับ….นี่คือชีวิตหลังเกษียณฯของนายพลมือปราบ-พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ ในวัย82ปีครับ

กิตติพงศ์ นโรปการณ์ บันทึก 20/12/64