เที่ยวป่าหน้าฝน ยลถิ่นอีสานใต้

271

 

เห็นสายฝนโปรยปราย นักท่องไพรหัวใจพองโต ผืนป่ายามนี้เหมือนชีวิตที่พลิกฟื้นตื่นจากหลับใหล ต้นไม้น้อยใหญ่แตกยอดออกใบอ่อนสดชื่นมีสีสีนชีวิตชีวา ส่ำสัตว์ออกหากินอาหารอิ่มหมีพีมันอุดมสมบูรณ์ สายน้ำเต็มลำธารไหลแรงเย็นฉ่ำ แต่เที่ยวป่าหน้าฝนอาจต้องลำบากลำบนในการเดินทางบ้าง คงไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไร ทริปนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี ชวนให้มาสัมผัสผืนป่าแดนอีสานใต้ โดยมีพี่ก่องและน้องต้น สองเจ้าหน้าที่คนเก่งและมากน้ำใจจาก ททท.อุบลฯ เป็นไกด์นำทาง


ออกตะลุยกันที่แรก น้ำตกห้วยจันทร์ หรือน้ำตกกันทรอม อยู่ในพื้นที่ ต.ห้วยจันทร์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ห่างตัวเมืองศรีสะเกษ ราว 85 กม. ต้นกำเนิดสายน้ำมาจากภูเสลา บนเทือกเขาบรรทัด ไหลผ่านผืนป่าและแก่งหินลงสู่แม่น้ำมูล ที่นี่มีต้นจันทร์ขึ้นรกครึ้มและมีสะพานเหล็กสีซีดจาง ทอดข้ามลำห้วยเป็นแลนด์มาร์กให้ถ่ายรูป วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ชาวบ้านในพื้นที่จะพาครอบครัวมานั่งปิกนิกสนุกสนาน อาหารการกินก็อุดหนุนพ่อค้าแม่ขายแถวนั้น เม็ดเงินจะได้สะพัดในท้องถิ่น แต่อิ่มแล้วช่วยเก็บขยะที่หล่นกลาดเกลื่อนไปทิ้งในถังด้วยนะพี่น้อง


ห่างจุดแรกไปไม่กี่กิโลฯ จะมีน้ำตกขนาดกลางๆชื่อว่า น้ำตกสำโรงเกียรติ อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก ต.บักดอง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ เดิมชื่อ“น้ำตกปีศาจ” ตั้งตามชื่อหน่วยทหารพรานที่มีสมญานาม“หน่วยปีศาจ” และใช้น้ำตกแห่งนี้เป็นฐานปฏิบัติการ ต่อมาปี 2549 เปลี่ยนชื่อเป็น“น้ำตกสำโรงเกียรติ” ตามชื่อหมู่บ้าน ต้นน้ำเกิดจากภูเขากันทุง บนเทือกเขาบรรทัด สายน้ำจะไหลผ่านโตรกธารมาถึงหน้าผาที่มีความสูงร่วม 10 เมตร ก่อนตกลงมากระทบโขดหินเบื้องล่างเกิดเป็นละอองน้ำฟุ้งกระจาย หากมาในช่วงบ่าย แสงแดดส่องลอดผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้มากระทบละอองน้ำ ดูคล้ายสายหมอกขาวใสฟรุ้งฟริ้งเหมือนภาพฝัน เราเลยเก็บรูปกันจนลืมเวลา

รู้สึกตัวอีกทีเมื่อแสงสุดท้ายใกล้ลาฟ้า เรารีบตีรถขึ้น อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ที่อยู่ห่างไปอีกกว่า 40 กม. ขณะเปิดประตูจะขนข้าวของและเสบียงเข้าบ้านพักอุทยานฯ พอสาวเท้าก้าวเข้าไปถึงชะงัก เมื่อมีเสียงร้องทักดังรัวๆ “ตั๊กๆๆๆๆ…ตั๊กแก” เล่นเอาสะดุ้งโหยงมองหาเจ้าถิ่นกันเลิ่กลั่ก สักพักเขาก็โผล่หน้าออกมาให้ยลโฉม น่าตาน่ารักน่าชังคล้ายจิ้งจกตัวใหญ่ ลำตัวสีน้ำตาลอ่อนแต้มจุดขาว สีสันไม่ฉูดฉาดเหมือนตุ๊กแกบ้านทั่วไป เจ้าหน้าที่บอกนี่คือ ตุ๊กแกทราย เป็นสัตว์เฉพาะถิ่น มันจ้องเราตาแป๋วคล้ายจะบอกว่า อืม…คืนนี้เอ็งระวังตัวไว้ให้ดีนะ แฮ่ๆ


ตีนฟ้ายังไม่ทันเปิด เราต้องตาลีตาเหลือกตื่นมานั่งรถขึ้นไปรอรับตะวันแรกบนจุดชมวิว“ผามออีแดง” ยืนเก๊กท่าจิบกาแฟแก้วละ 10 บาท ทอดสายตาชมวิวพันล้านบนนี้ มันช่างคุ้มค่าหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง รอเพียงอึดใจทะเลหมอกขาวโพลนค่อยๆลอยอ้อยอิ่งมาตามหุบเขาให้กดชัตเตอร์กันมือระวิง เดินจากตรงนี้ไปสู่หน้าผาด้านทิศใต้ระยะทางร้อยกว่าเมตร จะมีภาพนูนต่ำรูปมนุษย์ 3 คน สลักไว้บนผาหินทราย ฝีมือช่างศิลปะขอม ราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 ยืนดูเพลินๆเจอฝูงลิงเจ้าถิ่นพาลูกน้อย กระโดดจากยอดไม้ไต่ลงผาออกหากินยามเช้า เห็นแล้วอิจฉาชีวิตสโลว์ไลฟ์


เดินไปจนสุดผามออีแดงจะพบฐานทหาร ส่องกล้องมองลงด้านล่างเห็นสระตราวและสถูปคู่ โบราณสถานยุคเดียวกับตัวปราสาท และเลยจากจุดนี้คือพื้นที่พิพาทสุดคลาสสิคระหว่างไทย-กัมพูชา มองไปเบื้องหน้าบนเขายังพอเห็นซากปราสาทพระวิหารอยู่ลิบๆ คิดแล้วปวดตับ รัฐบาลเขมรอนุญาตให้คนทั่วโลกขึ้นไปเยือนได้ ยกเว้นคนไทย !!!

ลงจากอุทยานฯ เราไปต่อกันที่ แก่งลำดวน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี หากมาช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ในค่ำคืนที่มีน้ำหลากล้นตลิ่ง จะมีมวลมหาประชากรกุ้งนับแสนตัว ออกมาเดินขบวนทวนน้ำไต่ก้อนหินขึ้นไปวางไข่เหนือแอ่งน้ำใหญ่ด้านบน ใครเซ็งม็อบคนลองมายลม็อบกุ้งแล้วจะชอบใจ จนอยากเชียร์ให้เดินขบวนทุกวัน จากนั้นนั่งรถต่อไปอีกราวชั่วโมงเศษ เราก็มาถึงอุทยานแห่งชาติภูจอง-นายอย อ.นาจะหลวย จ.อุบลฯ

หลังอิ่มท้องยามตะวันบ่ายคล้อย แต่ละคนในคณะต่างเดินตาละห้อยลงไปยังตีน น้ำตกห้วยหลวง ที่มีหน้าผาสูงชันร่วม 50 เมตร น้ำตกขาวใสไหลแรงยิ่งใหญ่อลังการสมคำร่ำลือ ขาลงน่ะไม่เท่าไหร่ แต่จะมีแรงเหลือไว้ไต่กลับขึ้นมาหรือเปล่า…นั่นละปัญหา ???

แผ่นดินอีสานยังมีความอุดมสมบูรณ์รอให้คุณมาเยือนทุกฤดู ยิ่งช่วงหน้าฝนผืนดินชุ่มฉ่ำเขียวขจี เพียงสละเวลามาโอบกอดผืนป่าที่นี่สักครั้งแล้วจะตะลึงตึงตึงว่า มรกตเม็ดโตอันเลอค่า…อยู่ตรงหน้าเรานี่เอง.