เส้นทางสีกากี ผู้การหมู กองปราบ

15769


ผู้การหมู-พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผู้การกองปราบฯคนที่ 37

ปกติ  ผู้การกองปราบฯมักจะเป็นนายตำรวจที่มีภาพลักษณ์เป็นมือปราบ นักสืบ

แต่ผู้การหมู จัดเป็นนายตำรวจสายสอบสวน และจัดว่าเป็นลูกหม้อกองปราบฯอีกคนที่ไต่เต้าขึ้นมาคุมบังเหียนตำรวจอาร์มสวยอย่างกองปราบฯได้

มารู้จักกับผู้การกองปราบปราม คนที่37 กันครับ

คนบางพรมลูกชายชาวสวน
“ผมเป็นคนบางพรม เมื่อก่อนก็เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ติดนครปฐม พ่อแม่จบป.4 เช่าที่ทำสวนผัก มีพี่น้อง4 คน ผมเป็นลูกคนที่ 2 มีพี่สาวคนโต แล้วมีน้องชาย กับน้องสาว เรียนประถมที่โรงเรียนคลองบางพรม ตอน ป.1

พอ ป.2-6 ย้ายมาโรงเรียนคลองบางเชือกหนัง เพราะเจ้าของที่เขาขายที่เลยต้องย้ายมาบางเชือกหนัง เขตภาษีเจริญ เข้า ม.1-3 ที่โรงเรียนวัดชัยฉิมพลี จรัญฯ 13 เข้า ม.4-6 ที่ทวีธาภิเษก บางกอกใหญ่ ปี 2529”

พล.ต.ต.สุวัฒน์เริ่มย้อนประวัติ 
เพื่อนทวีธาฯชวนสอบนายร้อย   
สอบเข้าโรงเรียนนายร้อย เพราะพ่อแม่ยากจน  แม่บอกว่า ถ้าจะเรียนมหาวิทยาลัยไม่รู้ว่าจะมีงานทำมั้ย ค่าใช้จ่ายสูง ให้สอบเข้าทหาร ตำรวจ คือจบแล้วให้มีงานทำ

กะจะสอบเป็นพลตำรวจ เพื่อนที่เรียนทวีธาฯด้วยกันตอนนี้เป็นรองผู้การสระแก้ว ชื่อ พ.ต.อ.สมพล วงศ์ศรีสุนทร พี่ชายเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 43  เขามาชวนผมไปสอบโรงเรียนนายร้อยตำรวจด้วยกัน พ.ค.2530

นั่งรถเมล์ไปฟังผลสอบได้ทั้งคู่               
วันไปฟังผลสอบเรานั่งรถเมล์กันไปสองคน ก็สอบได้ด้วยกัน ในห้องผมไปสอบหลายคน  มีธนาวุฒิ จงจิระ เป็นรองผู้การชลบุรี อีกห้องหนึ่งมีอนุรักษ์ ที่เป็นรองผู้การอยู่ราชบุรี อยู่ทวีธาฯ รุ่นเดียวกันน่าจะมีแค่นี้ 3 คน ที่สอบได้

โชคดีที่สอบได้ไม่งั้นเป็นชาวสวน
เข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 44 เตรียมทหารรุ่น 28 คือสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารก่อน สมัยก่อนเขารับ ม.6 แล้วไปเรียนเตรียมทหาร มีรุ่นผมกับรุ่น 29

คือรุ่น 28 กับ 29 ที่เรียนประมาณเดือนหนึ่ง แล้วแยกเหล่าเลย ตอนนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนหลักสูตร สอบเตรียมทหารเลือกเหล่าตำรวจ แต่ละคนจะเลือกเหล่าเลย แล้วเข้าไปอยู่โรงเรียนเตรียมทหาร 1 เดือน ถือว่าโชคดีที่สอบได้ ไม่งั้นป่านนี้คงทำสวน
บรรจุคร้ังแรกลงห้างฉัตรลำปาง
บรรจุครั้งแรกที่ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง เป็นพนักงานสอบสวน สอบได้ที่ 54 เป็นพนักงานสอบสวน เข้าเวรสอบสวนอยู่ 4 ปี ผมชอบ จบใหม่ๆ นี่ผมขอเข้าเวรเลย ชอบให้มีคดีมาก ไหว้พระทุกวันขอให้มันมีคดี มีงาน แต่ไม่ค่อยสมใจ เพราะห้างฉัตรคดีไม่ค่อยเยอะ

บางคนบอกว่าเตะห้องขังแล้วจะมี ผมเตะจนขาเจ็บมันก็ไม่มี เวลารุ่นพี่บอกฝากเวรหน่อย วันหลังใช้ ผมรับเลยบอกพี่ไม่ต้องใช้ ผมรับให้

โยกไปเมืองต่อรวมอยู่ลำปาง16ปี
อยู่ห้างฉัตร 4 ปี จากปี2534-2538 พอ ต.ค.2538 ย้ายไปเป็นพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำปาง จนปี 2550 รวม 12 ปี คืออยู่ลำปาง 16 ปี จนปี 2550 ผู้การมาใหม่มีนโยบายไม่ให้ใครอยู่นาน ใครอยู่เกิน 4 ปี ให้หมุนไปที่อื่น ก็คิดว่าจะกลับไปห้างฉัตรอีก  
               
รุ่นพี่ชวนเป็นเพื่อนดูโผย้ายบช.ก.
แต่ก็คิดว่าบ้านเราก็อยู่ทางนี้  ทางโน้นก็ไม่มีอะไร ไหนๆจะหมุนอยู่แล้วเลยคิดว่าถ้าย้ายมาทางนี้ได้ก็ดี  พอดีมาเจอพี่สมเกียรติ ตันติกนกพร เคยอยู่ลำปางด้วยกัน แล้วแกมาอยู่ สศก.สอบสวนกลางเป็นพนักงานสอบสวน ตอนนี้เป็นตำรวจน้ำ แกชวนไปหาสารวัตรกำลังพล บช.ก. ไปดูหน่อยเพราะพี่โดนย้ายรึเปล่า   

แกล้งขอย้าย คำตอบถ้าสอบสวนได้เลย               
ผมก็ไปกับแก ไปเจอสารวัตรกำลังพล สมัยท่านอดิศร นนทรีย์ เลยแกล้งถามถ้าพี่อยากจะย้ายมาสอบสวนใน บช.ก.ได้มั้ย น้องก็ว่าถ้าสอบสวนได้เลยพี่  เอาที่ไหนดี สศก.หรือว่ากองปราบก็ได้คดีมันเยอะ

ผมก็เอากองปราบ น้องเขาบอกเดี๋ยวให้ ผบช.ทำหนังสือถึงภาค 5 ว่าจะปล่อยตัวมั้ย ถ้าปล่อยตัว พี่เก็บของได้เลย

จังหวะพงส.กองปราบฯขาด
น้องก็ทำหนังสือให้ผมถือไปส่งภาค 5 เหมือนตอนนั้นพนักงานสอบสวนกองปราบขาดอยู่พอดี เลยเป็นจังหวะของเรา คำสั่งออกมา ตอนนั้นตำแหน่ง สบ 3 รับผิดชอบ ภาค 1-2 ตอนนั้นน่าจะเป็นกอง 2 มาอยู่ชุดพี่แมน รัตนโมรา ปี 2550 ตอนนั้น พ.ย.2550 คำสั่งมันออกมา ไม่ได้ออก ต.ค.  
               
อยู่ 5 ปีสอบ สบ4 เทียบเท่าผกก.
ผมมาอยู่ปี 2550 ก็ประมาณ 5 ปี เริ่มเปิดสอบ สบ4  สายสอบสวนเทียบเท่า ผกก. ตอนไปสอบเนี่ย บช.ก.ไปสอบกันหลายคน คนที่ครบหลักเกณฑ์ก็ไปสอบกันหมดเพราะมันเลื่อนระดับ

พอประกาศผลออกมาใน บช.ก.มีผมสอบได้คนเดียว ทั้งประเทศนี่หลายร้อยคน ทั้งประเทศ รุ่นผมที่สอบได้มีทั้งหมด 12 คนเท่านั้น

ขึ้นผกก.กลุ่มงานสอบสวนบก.ป.
ได้ขึ้นที่กองปราบ มีตำแหน่งว่าง เป็น ผกก.สอบสวนกองปราบ เพราะมีกลุ่มงานสอบสวน  มาดูงานให้รองผู้การที่คุมงานสอบสวน

เริ่มมีคดีใหญ่ เป็นคดีชุมนุมปิดสนามบิน ตอนนั้นท่านสมยศ เป็นหัวหน้าคณะ ก็จะตั้งกองปราบฯเข้าไปร่วม ตั้งแต่ผมยังไม่เป็น สบ 4 เลย ที่เป็นคณะเขา ก็จะมาตั้งแต่ปี 2553-2554 

ชอบทุกเรื่องที่ได้พิสูจน์ความจริง
ส่วนคดีที่ชอบ ที่ประทับใจ คงจะบอกว่าเรื่องไหนประทับใจไม่ได้ เพราะชอบทุกเรื่องที่ได้ทำ สามารถพิสูจน์ความจริงได้ ให้ความเป็นธรรมได้ เพราะมีหลายเรื่องที่เข้ามา

บางทีเราดูตามสื่อแล้วคิดว่าเขาจะผิดหรือเขาจะอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอไปสอบจริงๆ ไม่ใช่อย่างนั้น เป็นการสอบสวน ไปแสวงหาพยานหลักฐาน ก็ไปสอบสวน

ยอมรับเป็นคนขี้สงสัย
ถ้าผมสอบ น้องๆ อาจจะบอกผมเป็นคนเรื่องมาก  แต่จริงๆผมเป็นคนขี้สงสัย ถ้าเขาเล่ามาแบบนี้ปุ๊บ ผมตรวจสำนวน บางคนก็จะสอบตามที่เขาพูดมา จบเลย เขาว่ายังไงก็อย่างนั้นจบ แต่พอผมมาอ่าน เฮ้ย ทำไมมันเป็นอย่างนี้  
               
ให้มีรายละเอียดพิสูจน์คำพยาน
อย่างเวลาเขาบอกว่าเมื่อวันที่ เวลาเท่านี้ เห็นเหตุการณ์ขณะที่นายคนนั้นยิงคนนั้น คนนี้ พงส.จะสอบไป แต่ผมจะถามว่า แล้วเขาไปทำอะไรตรงนั้น มันเป็นที่ที่เขาต้องไปเหรอ ถ้าไปตรงนั้น ทำไมเขาถึงหันไปเห็น ในเมื่อตอนยืน เขาหันหน้าไปทางไหน

ผมจะให้สอบ แล้วทำไมเขาถึงหันไป สมมติว่าเหตุมันเกิดข้างหลัง มันมีเสียงดัง หรือว่าอะไร ผมจะให้มีรายละเอียดพวกนี้ เพื่อให้มันเป็นการพิสูจน์คำให้การของพยาน ว่ามันจริงมั้ย  
ไม่ใช่เรื่องมากแต่ให้สมเหตุสมผล
ไม่ใช่เขาบอกว่าเขาเห็น แต่ที่ตรงนั้นเขาไม่เคยไปเลย ทำไมถึงไป แล้วทำไมไปแล้วหันไปเห็น มีเหตุอะไร วันนั้นไปทำอะไรถ้าผ่านมาหลายวัน ทำไมถึงยังจำได้  มีอะไรสะกิดใจ

เห็นหน้าคนร้ายแล้วจำได้ ต้องถามว่าทำไมถึงจำได้ เขามีอะไรพิเศษ เพราะคนทั่วๆ ไป ถ้าเห็นแล้วผ่านๆ ไป ก็น่าจะลืม แต่ทำไมจำได้เพราะอะไร

ผมจะเพิ่มให้สมเหตุสมผล  ก็จะละเอียดตรงนี้ น้องๆ บางคน ก็อาจจะว่า ทำไมเรื่องมาก

ทำงานกับศรีวราห์เพราะงานสอบ
ที่ไปทำงานให้ท่านรองฯ ศรีวราห์  เพราะงานสอบสวนนี่แหละ  ท่านแม่นงานสอบสวน ละเอียดเรื่องข้อกฎหมาย  เวลาประชุมพนักงานสอบสวน แกจะพูดแล้วบอกว่า เห็นว่าจะต้องอย่างนั้น อย่างนี้

 แต่ถ้าเรื่องไหนที่ผมเห็นแล้วมีมุมมองอย่างนี้ๆจะขออนุญาตชี้แจง นาย ผมเห็นว่ามันน่าจะอย่างนี้ หรือว่าไปมองว่าเขาผิดอย่างนี้ ประเด็นเดียวไม่ได้หรอก เขาอาจจะมีข้อแก้ตัวอย่างนี้ก็ได้ ผมจะแย้งไป  
               
ชอบสมมติเป็นทนายผตห.
ผมก็จะขออนุญาต ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับนาย แต่ผมจะสมมติตัวเองถ้าผมเป็นทนายฝ่ายผู้ต้องหา ผมจะแก้ตัวว่ายังไง หรือผมจะสู้เรื่องนี้ว่ายังไง เพราะฉะนั้นที่บอกว่าอย่างนี้ ผมจะสู้ว่าอย่างนี้  ผมมีเหตุผลสู้ได้

รองศรีฯ ท่านฟังแล้วชอบ เพราะถ้าด้วยเหตุผลท่านจะให้ชี้แจงมาเลย พอคุยกันแล้วท่านจะสรุปว่า ถ้างั้น เอาเป็นอย่างนี้ๆ มึงรับได้มั้ย ไอ้หมู ก็บอกว่าอย่างนี้รับได้ ก็จะคุยกัน  
               
ศรีวราห์ถูกใจหิ้วไปทำคดีด้วย
นายศรีฯก็จะชอบ ว่าเรามีความคิด ไม่ใช่แกพูดอะไรแล้วไปทางเดียวกันหมด เพราะบางทีบางเรื่อง แกหลงลืมหรือได้ข้อมูลมาอีกด้านไม่ครบถ้วน เราสอบอยู่ เรารู้ข้อมูลมากกว่าในเรื่องนี้ ควรจะให้ข้อมูลนาย

แต่บางคนก็เอาตามนายว่า ครับๆ นายศรีฯเลยว่าเวลามีคดีอะไรต่างๆ แกก็จะเอาผมเข้าไปด้วย

ส่วนใหญ่แทบทุกคดีที่แกเป็นหัวหน้าคณะจะเอาเข้าไปเพื่อให้ช่วยงาน ตอนนั้นน่าจะเป็น รอง ผบช.ก.อยู่ ก็ไปเริ่มทำงานให้

เข้าประชุมคดีใหญ่ๆร่วมกับบิ๊กๆ
ส่วนคนที่มองว่าผมเป็นคนของรองฯ ศรีวราห์ ผมคงจะมองว่านายศรีฯ เป็นคนที่สนับสนุนผมในเบื้องต้น ที่ผ่านมา ในเรื่องที่พอผมได้เข้าไปทำงานกับนายศรีฯ  

ก็ได้เข้าไปในเวลามีประชุมคดีใหญ่ที่มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงจะมีโอกาสเข้าไปด้วย หรือว่าหน่วยงานอื่น ตอนนั้นเขายังไม่ได้ใหญ่ แต่ตอนนี้เขาเริ่มเป็นใหญ่มา เขาก็รู้จักผมจากการที่ผมเข้าไปทำงานกับรองฯศรีวราห์

ใครเป็นนายสั่งมาทำให้หมด ถ้าถามว่าจากที่มีการไฟต์กันระหว่างผู้ใหญ่ เราตกที่นั่งลำบากหรือไม่ ก็ไม่นะ  ก็เป็นพนักงานสอบสวนปกติ ผมก็ทำงานของผม ใครเป็นผู้บังคับบัญชาสั่งการมาเราก็ทำงาน

การที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ก็ไม่ได้กลัวอะไร เพราะคิดว่าไม่ได้เป็นคนของใคร ทำงานในฐานะเป็นพงส. แล้วในคณะนั้นไม่ได้มีผมคนเดียว มีจากหลายๆที่เยอะแยะ เข้าไปก็เป็นลูกน้องหมด

เราเข้าไปก็ทำงานไม่ได้กลั่นแกล้งใครทำตามพยานหลักฐาน ชี้แจงได้หมดไม่ได้กังวลอะไร            

ขึ้นรองผบก.ป.คุมงานสอบ
เป็น สบ 4 ครบกำหนด 5 ปีก็จะไปสอบ  สบ 5 เขาเรียกพนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ ปีแรกครบไปสอบไม่ผ่าน ปีที่สองจะไปสอบ แต่ยุบแท่งไม่มีการสอบ เลยขึ้นรองผู้การกองปราบ

มีคดีผ่านมาก็เยอะ  จะดูเรื่องงานสอบสวนของกองปราบทั้งหมด เพราะผู้การให้ดูแล เพราะผมโตมาด้านนี้อยู่แล้วดูงานสอบสวนมาตลอด  

ไม่ต้องวิ่งเต้นผู้ใหญ่หนุนติดนายพล
จากนั้นเป็นผบก.ปปป.เพราะผู้บังคับบัญชาสนับสนุน คือคนทำงานนี่ไม่ต้องไปวิ่งเต้น พอครบ ผู้บังคับบัญชาสนับสนุนให้ขึ้นรองผู้การ ไม่ใช่แค่ผมคนเดียว แต่ทำให้เห็นว่าสายสอบสวนเจริญเติบโตได้ ไม่ใช่มาจากสายบู๊อย่างเดียว  

งานสอบสวนมีเวทีเล่นเยอะ
ผมดูแล้วงานสอบสวน คนที่จะชอบทำไม่ค่อยมี ระดับสูงๆขึ้นไป ก็ไม่ค่อยมี ก็ให้กำลังใจพนักงานสอบสวนเด็กๆ บางคนชอบหนีงานสอบสวน

อยากจะบอกว่า งานสอบสวนเป็นงานที่มีเวทีให้เล่นเยอะ  คนไม่ค่อยอยากอยู่ แต่คู่แข่งน้อย ตัวแสดงที่แสดงด้วยความเต็มใจ มีน้อย ส่วนใหญ่มาอยู่เพื่อครบเมื่อไหร่ จะหมุนไปที่อื่นแล้ว

แต่ถ้ามีใจรักด้านนี้ มีความตั้งใจ คิดว่างานนี้มันมีความเป็นตัวของตัวเองได้สูง สามารถที่จะควบคุมอะไรต่างๆ ได้ง่าย

ทำงานให้นายเห็นศักยภาพ
งานเราไม่จำเป็นที่จะต้องไปวันเกิดใคร  ทำงานไป  ถ้าเราทำงานดี ตั้งใจ มีความละเอียดให้ผู้บังคับบัญชารู้จักว่าถ้าได้ยินชื่อคนนี้แล้วแบรนด์มันคืออะไร  คนนี้มันทำงานสอบสวนดีมีคดีอะไร เขาก็อยากจะตั้งเรามาทำ ต้องให้เห็นศักยภาพเรา

เด็กเก่งแต่ดื้อ…ไม่ชอบ
อย่างตอนผมอยู่กองปราบ เป็นรองผู้การ รู้เลยว่าพนักงานสอบสวนคนนี้นะ เก่งนะ มีความละเอียดนะ หรือบางคนไม่ถึงกับเก่ง แต่ขยัน สู้งาน มีคดีอะไร เราจะเรียกมันมาทำ เวลามีความดีความชอบก็ต้องสนับสนุนคนพวกนี้

เวลาคุยกับผู้การ ก็จะบอกว่าคนนี้ดี ถึงมันจะไม่เก่ง แต่มันขยัน ไม่ดื้อ บางคนเก่ง แต่ว่าดื้อ มึนอย่างนี้ เราก็ไม่ชอบ

ให้พงส.รุ่นน้องเห็นว่าเจริญได้
บางคนอยู่กับเราทั้งที่ไม่เก่งเลย แต่อยู่ด้วยตลอด  บอกให้พิมพ์อะไรก็พิมพ์ได้ เอาตามที่เราบอกนะ แต่ให้เขาคิดเอง บางทีอาจจะคิดไม่ได้ อย่างนี้เรายังชอบ ถือว่าใช้ได้ ใครที่คิดว่าตัวเอง ไม่ได้มีเส้นสายอยู่งานสอบสวน แล้วสร้างตัวเองขึ้นมาจากผลงานของเราก็มีความเจริญก้าวหน้าได้

ผมนี่เป็นตัวอย่าง  เพราะไม่ได้มีอะไร ก็ได้จากผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่เราตัวหนัก แล้วใครจะมาแบกเราได้ เพราะฉะนั้นต้องอยู่ที่ตัวเราเอง

ปรับกองปราบฯให้สอบทันสืบ
การที่จะต้องเป็นผู้การกองปราบ หน้างานจะเหมือนเดิมมั้ย ในเมื่อเรามาจากสายสอบสวน คือตอนนี้กองปราบ งานที่เด่น คือเรื่องการสืบ  จับ  ปราบ เขาเด่นมาก ส่วนเรื่องการสอบยังตามตรงนี้ไม่ค่อยทัน

คนภายนอกอาจจะเห็นว่ากองปราบสอบดี แต่จริงๆยังไม่ดี จะพยายามปรับเรื่องสอบให้ตามให้ทัน คือสืบไปยังไงได้อะไร สอบก็ควรจะตามมา 

สำนวนต้องให้ผตห.อ่านแล้วเคลิ้ม
ตอนนี้คนถ้าเห็นว่ากองปราบลงมาลุยเรื่องนี้ เขาจะมองไปในเรื่องการสืบสวน การจับ แต่ยังไม่ได้มองว่า เฮ้ย ถ้ากองปราบมาสอบเรื่องนี้ ต้องสัมฤทธิ์ผลอย่างนั้น เราต้องการให้มันแน่นทั้งสืบ สอบ ให้มันสมดุล

คือเวลาสรุปสำนวน ส่งฟ้องชั้นศาลแล้วผู้ต้องหาอ่านเองยังจะต้องคิดว่ากูชั่วขนาดนั้นเลยเหรอ กูสมควรจะต้องติดคุกแล้ว อ่านแล้วผู้ต้องหาเคลิ้มตาม

ถ้าเขาทำผิดจริงนะ อ่านแล้วต้องโอ้โหจริงนี่หว่า เราไม่น่าเลย ไม่น่าจะทำขนาดนี้ ก็อยากให้เป็นอย่างนั้น

ผู้การก้องทำทีมสืบสวนไว้ดี
ผมมองว่า ศักยภาพและบุคลากรของกองปราบ เราทำได้ สืบไม่ห่วงแล้ว พี่ก้องสร้างไว้ดีอยู่แล้ว สอบก็เริ่มดีขึ้น ตอนนี้ผมดูแล้วแต่ละคนที่เขาคัดมาดีกว่ายุคก่อนๆ เพราะคัดสรรเอามือดีๆ

งานสอบสวนก็มีมือดีๆ เพียงแต่ว่า ต้องปรับรวมให้ทุกคนทำงานเหมือนนักเตะฝีเท้าดีๆมาอย่างนี้ ผู้จัดการต้องให้เห็นว่าทำยังไง ให้เขาแสดงศักยภาพ ออกมาได้อย่างเต็มที่  
           
ต่อยอดงานสอบสวนให้ดีขึ้น
จากที่ผู้การมาจากสายสอบสวน นโยบาย อันดับแรกเลยต้องสานต่อเพราะหลายอย่างพี่ก้อง ทำไว้ดีอยู่แล้ว  เปลี่ยนแปลงไปเยอะ

ตั้งแต่ผู้การก้องเข้ามาเรื่องบุคคล สถานที่ เทคโนโลยี อะไรต่างๆพัฒนาไปเยอะมากจะพยายามรักษาไว้ แล้วต่อยอดเรื่องงานสอบสวนให้ชัดเจนขึ้น จะทำให้มันดียิ่งขึ้น

สืบสอบปราบเป็นทีมเดียวกัน
ส่วนจะเรียกว่าเป็นปีทองของพนักงานสอบสวนกองปราบมั้ย คือเราทำงานเป็นทีม ไม่ได้ว่าผมจะไปสนใจแต่เรื่องสอบสวน แล้วไม่สนใจเรื่องอื่นคงไม่ใช่ เราให้ทุกอย่าง ทั้งสืบ ทั้งสอบ ทั้งปราบ ให้กลมกลืนเป็นทีมเดียวกัน ให้ไม่เป็นจุดอ่อนของกันและกัน แต่สมดุลกัน

ภูมิใจไม่คิดว่ามาไกลขนาดนี้
ความรู้สึกตอนนี้คือ ความภาคภูมิใจมันมีแน่นอนอยู่แล้ว ถือว่าเรามาไกลแล้วจากที่เราทำสวน ขุดดิน ตากแดด จากที่วันหยุด โรงเรียนปิดเทอม ไม่อยากให้มีปิดเทอม เราอยากไปโรงเรียน เพราะปิดเทอมปุ๊บ ต้องทำงาน ผมต้องไปรับจ้าง วันละ 30 บาท ต้องไปตัดผัก ต้องไปช่วยที่บ้าน

เพราะฉะนั้นถือว่ามาไกลแล้ว แค่มาเป็นผู้การ ปปป.ผมก็ถือว่าสุดยอด ทั้งที่แต่เดิมตอนที่เริ่มรับราชการใหม่ๆ ไม่คิดว่าจะได้มาไกลขนาดนี้  
           
ทำงานให้ดีสมกับนายไว้ใจ
เมื่อก่อนยังมีภาพว่า การเป็นผู้การนี่ไม่ใช่ง่ายๆ บางทีอาจจะเกษียณแค่ พ.ต.ท.ก็มี หรือเป็น ผกก.ก็เต็มที่ แต่มาตอนนี้ได้มาเป็นผู้การกองปราบ ถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีชื่อเสียงก็ภาคภูมิใจ

คิดว่ายิ่งเขาไว้วางใจเรา ยิ่งต้องทำตัวให้ดี ทำงานให้ดีให้สมกับที่ผู้บังคับบัญชาไว้วางใจให้มาอยู่ตรงนี้  

นี่คือเส้นทางชีวิต ผู้การหมู ผู้การกองปราบฯคนที่37ครับ

กากีกลาย4/10/63