เส้นทางและแนวคิด “บิ๊กหวาน ครูใหญ่นรต.”

 

รองหวาน-พล.ต.ต.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผบช.ภ. 2  ลูกชายคนที่ 2 จาก 4 คน ของพล.ต.ท.ธรรมนิตย์ ปิตะนีละบุตร อดีต ผบช.ภ.4 

จบสวนกุหลาบรุ่น 103 นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 26 นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 42

พ้นรั้วสามพราน  เป็นรองสารวัตรสืบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา บ้านเกิด บินไปเรียนต่อต่างประเทศจนจบปริญญาโทและเอกจากประเทศสหรัฐอเมริกา  

กลับมาเป็นร.ต.อ.อยู่สำนักงานแผนงานงบประมาณ แล้วกลับถิ่นเก่าสามพราน เป็นอาจารย์สอนโรงเรียนนายร้อยตำรวจนานกว่า 15 ปี

มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตราจารย์จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เลื่อนไหลถึงรองผู้การ
ติดนายพล เป็น ผู้การ ตม.6 เมื่อปี 2556  ดู 14 จังหวัดภาคใต้ ลุยทำคดีดังโรฮีนจา  สไลด์มาเป็นผู้การ ตม.2  โยกลงภูธรเป็นผู้การจังหวัดนครนายก

ขึ้นเป็นรองผบช.ภ. 2 ได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว ประจำปี 2561 สาขาพัฒนาสังคม

ผ่านหลักสูตรฝึกอบรมที่สำคัญ อาทิ หลักสูตร International Senior Police Officers Command Course ตำรวจระดับผู้บริหาร จาก 31 ประเทศทั่วโลก

หลักสูตร International Humanitarian Law,หลักสูตร ตำรวจอาเซียนฯลฯ

สมัยรับรางวัลเกียรติยศจักรดาวใหม่ๆ  มีจังหวะนั่งคุยกันถึงประวัติชีวิตส่วนตัวและเส้นทางรับราชการ รองหวานเล่าให้ฟังว่า

กำเนิดเกิดที่แปดริ้ว
ผมเป็นคนแปดริ้ว  พ่อเป็นตำรวจ แม่เป็นแม่บ้าน  พ่อเป็นคนนครชัยศรี จบโรงเรียนนายร้อยรุ่นที่ 14  ลงบรรจุครั้งแรก ไปอยู่ที่พนมสารคาม สนามชัยเขต แม่ผมเป็นคนเกาะขนุน ที่พนมสารคาม

ตอนเกิดแม่ไปตามพ่อ ตอนนั้น ยศ ร.ต.ท.เอารถจิ๊ปขับจะพาเข้า กทม.แล้วน้ำท่วมมาลำบาก
เลยไปคลอดกับหมอตำแย เป็นเพื่อนกันกับแม่ทำคลอดให้ที่เกาะขนุน ค่าคลอด 50 บาทก็เลยเป็นคนพนมฯตั้งแต่เกิด
ส่วนพ่อก็ย้ายไปเรื่อย ส่วนใหญ่จะอยู่ภาค 2 จากพนมฯ สนามชัยเขต  ไปอยู่ที่กบินทร์บุรี  ปราจีน ไปอยู่อรัญประเทศ ชลบุรี  นครปฐม ท้ายสุดไปเกษียณที่ ผบช.ภาค 4 ขอนแก่น
               
ประถมเรียนเซนต์หลุยส์
มีพี่น้อง 4 คน  อายุติดๆ กันเลย คนที่ 4 เป็นหมอตำรวจ  ห่างหน่อย 7 ปี แต่ผมกับพี่และน้อง 3 คน จะหัวปีท้ายปี ส่งไปอยู่กับมาสเตอร์ไตรภพ ที่ฉะเชิงเทรา
ไปเรียนเซนต์หลุยส์ 2-3 เดือนถึงได้เจอพ่อแม่ที เสาร์-อาทิตย์กลับบ้าน

ไปเรียนตั้งแต่ ป.1  เพราะเป็นโรงเรียนประจำ พ่อผม เขาไม่มีเวลารับส่ง เดินทางลำบาก เลยให้ลูกอยู่หอพักด้วยกัน 3 คน เพราะฉะนั้นคนในโซนนี้จะรู้จักกันหมด

จบป.6 ต่อสวนกุหลาบ
จนถึงประถมปีที่ 6ไปสอบเข้าสวนกุหลาบ ไปอยู่บ้านลุง พี่ชายพ่อที่ปากน้ำ ตื่นตี 4 ครึ่งไปโรงเรียน ไปคัดนักฟุตบอลโรงเรียนสวนกุหลาบ รุ่นจิ๋ว ตอน ม.1 บอลกรมพละ 

เย็นมาก็ซ้อมบอล ถึงบ้านก็ดึก ซ้อมเสร็จประมาณทุ่มหนึ่ง กลับถึงปากน้ำก็ประมาณ 3 ทุ่มกระทั่งจบ ม.6

ใจรักดนตรีพ่อให้สอบตท.
ผมไม่เคยอยากมาเป็นตำรวจ อยากเล่นดนตรี  ไปตั้งวงดนตรีกับเพื่อนตอนอยู่สวนกุหลาบแต่พ่อก็ให้เข้าตำรวจ ก็สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 26 ได้เลย  

วันที่ทำข้อสอบ ผมทำไม่ได้นะ จำได้เลย สอบเสร็จคือ 1.ทำไม่ทัน ข้อสอบมันเยอะมาก 2.เดินไปก็มีคนสอบข้างๆ 2 คน คุยกันเรื่องข้อสอบ

คิดว่าไม่ติดหวิดรายงานตัวไม่ทัน
คือฟังที่เขาเฉลยกัน มันไม่ตรงกับที่ผมตอบสักข้อ ก็เลยคิดว่าสงสัยจะไม่ติด  วันที่ประกาศผล ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร จนกระทั่งพ่อผมไปดูให้ก่อน

เขาประกาศผลตอนเที่ยง ถ้าใครไปไม่ทันเที่ยง คือสละสิทธิ์ พ่อผมโทร.มาบอกตอนนั้น 11 โมงแล้ว ผมยังนอนอยู่บ้าน คิดว่าไม่น่าติด แต่พ่อบอกว่าติดเลยรีบไป  
เรียนวันแรกนั่งตากแดดครึ่งวัน
จำได้เลยว่าวันที่ผมเข้าไปเรียนวันแรกที่เตรียมทหาร เขาให้ตัดผมสั้น  แจกถุงทะเลคนละถุง แล้วให้มานั่งรอ ตากแดดอยู่ครึ่งวัน เข้าแถวอยู่อย่างนั้น ไม่ได้เข้าไปข้างใน
ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจ ทำไมต้องมาตากแดด เป็นนักกีฬามาก็จริง แต่ก็ไม่ได้ชอบอะไร ไม่เคยสนใจว่าพ่อเป็นตำรวจ แต่พอมาเรียนแล้วก็เหมือนว่า ต้องไปเรียนเรื่อยๆเขาให้เรียนก็ไป  
               
จบมาปีกว่า ต่อโทอเมริกา
ขึ้นเหล่าเสร็จ จบมาเลือกลง รอง สว.สืบสวน สภ.เมืองฉะเชิงเทรา กลับบ้านได้ปีกว่าๆ  ไปเรียนต่อที่อเมริกา ด้านบริหารรัฐกิจ สาขาวิชา Managment Information System เกี่ยวกับการบริหารจัดการข้อมูล
ตอนนั้นคล้ายๆ ทำเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่Kentucky State University ไปเรียนที่นั่นเกือบ 2 ปี
ไปเอง ตำรวจไม่มีทุน ที่อยากไปเพราะมีเพื่อนชวนไปเรียนต่อปริญญาโท  ค่าเล่าเรียนตอนนั้น ถ้าจำไม่ผิด ค่าสมัครประมาณสัก 8,000
               
สมัครเรียนต่อป.เอก
ผมไม่มีตังค์ ตอนนั้นเงินเดือน 2,700 ไปขอเงินแม่ แม่ไม่ให้ บอกแม่จะให้ถ้าไปเรียนต่อต่างประเทศ เลยต้องดิ้นรน ไปสอบโทเฟิ่ล  
ใจผมอยากอยู่กับเพื่อน ความรู้สึกคืออยากทำงานสืบ อันเดอร์คัฟเวอร์  บู๊ๆ เราก็ไม่ใช่คนเรียบร้อยอะไร ก็อยากไปบู๊ๆ แต่แม่ไม่ให้ เลยต้องไปสอบจนได้ไป 

ไปเรียน เสร็จปีหนึ่งกลับมา ตอนนั้นผมสมัครเรียนปริญญาเอกระหว่างที่เพื่อนไปเที่ยวกันช่วงปิดเทอม

คนเราทำอะไรต้องให้สุดๆ
แต่ผมไปสอบเพื่อเรียนต่อปริญญาเอกคิดว่าไหนๆมาเรียนแล้ว คนเราทำอะไร ทำให้มันสุดๆ จะได้ไม่ต้องมาคิดวันหลังว่าทำอะไรค้างอยู่

ไม่ได้ปรึกษาใคร ไม่ได้ปรึกษาที่บ้าน ก็ไปสอบทิ้งไว้ ได้พอดีเกณฑ์เลยยื่นแอพพลายทิ้งไว้ แล้วก็มารู้ว่าเขารับก็เลยไปอยู่ที่นั่น

กลับไปเรียนปริญญาเอก ที่เท็กซัส ทางด้านอาชญวิทยา เรียนอยู่ 5 ปีจนกระทั่งอายุ 30

กลับมาเป็นครูรร.นรต.
เรียน 5 ปี  จบมาปั๊บ กลับมาทำงานอยู่ที่สำนักงานแผนงานงบประมาณ แล้วมาเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อย สอนหนังสือ วิชาอาชญวิทยา เรื่องของกระบวนการยุติธรรมเปรียบเทียบระหว่างประเทศ

ตอนนั้นยศ ร.ต.อ. แล้วไปเป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่จุฬาฯ มหิดล ธรรมศาสตร์ 3 ที่ ตั้งแต่ปี 2541
มีความสุขได้เป็นครู
เริ่มสอนหนังสือเต็มที่ สอนปริญญาเอกที่มหิดล ปริญญาโทจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ของปริญญาโท ก็อาชญวิทยา และที่คณะรัฐศาสตร์ คณะสังคมฯ ตอนนั้นเปิดรุ่นแรก ก็ช่วยที่ธรรมศาสตร์สอนที่ท่าพระจันทร์ ไปเป็นครู สอนนรต.53-67

เป็นอะไรที่ผมมีความสุขที่สุดเลยนะ สอนที่ นรต.ผมได้เข็มอาจารย์ 15 ปี แต่ความจริงอยู่นานกว่านั้น  ที่ผมสอน จากรุ่น 53  จนรุ่น 66-67  สอน 15 ปี อยู่โรงเรียนนาน  

ระหว่างนั้นไปช่วยงาน ตร.ตลอด ช่วยงานชุดปราบปรามการโจรกรรมรถ วางยุทธศาสตร์ของ ตร.เขียนแผน ตร. เป็นชุดทำคดีบางคดี เป็นพนักงานสอบสวน 

เอาพม่าเวียดนามลาวกลับมาเรียน
ตอนนั้นท่านเสรี เป็น ผบ.ตร. ท่านอมรินทร์ เป็น ผบช.โรงเรียนนายร้อย ผมเป็นคนเขียนโครงการ นักเรียนนายร้อยตำรวจต่างประเทศ ที่เอาคนเวียดนาม พม่า ลาว มาเรียน ตอนนั้นมองว่า หายไปนาน 

ผมรู้ตรงนี้ เพราะพ่อเคยเล่าให้ฟัง แต่ก่อนมีแล้วหายไป  จริงๆ แล้วมันดี

ได้แนวคิดสร้างชาติจากอเมริกา
ได้ความคิดตรงนี้เพราะตอนเรียนอยู่อเมริกา มันสร้างชาติได้ด้วยการใช้คนต่างชาติ เรื่องระบบการศึกษา เวลาคนเข้ามาปั๊บ เหมือนเข้าโรงเรียน เข้าโรงเรียนคนต่างชาติมาเรียนก็แพงกว่าคนอเมริกา ประมาณ 10 เท่า

อย่างเช่น คนในประเทศ ในเท็กซัส เขาจ่าย 500 เหรียญ แต่ของเราต้องจ่าย 3,000 เหรียญ เกือบ 10 เท่า แต่บางที่แพงกว่านั้น

ซึมซับวัฒนธรรมเจ้าของปท.
อีกอันหนึ่งคือ ทุกคนเวลาไปเรียนแล้ว เราจะแอพซอฟท์ ทั้งแนวความคิด วัฒนธรรม การใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ รวมทั้งวิธีคิด อะไรต่างๆจะถูกตีกรอบ กลายเป็นแบบคนอเมริกัน

ของเรามีอยู่ช่วงหนึ่งที่ส่งคนไปเรียนอเมริกาเยอะ เวลาคิดอะไร จะไปเชิญอาจารย์จากอเมริกา  ไปซื้อความรู้ งานวิจัยจากอเมริกา  วัฒนธรรม เรื่องการกิน แมคโนดัลด์ เคเอฟซี ก็จะตามมา  

ได้ความสัมพันธ์ระหว่างปท.
อย่างผมไปดูโรงเรียนนายร้อยตำรวจต่างๆ ในอาเซียน รู้สึกว่ามันมีความเหมือนและแตกต่าง  เสนอตรงนี้กับท่านอัมรินทร์ อัครวงศ์ รุ่นที่ 27 แล้วเราก็เอาเวียดนามมาเรียน 

รุ่นแรกก็จบไปแล้ว เวลาเราประสานงานระหว่างประเทศจัดการได้หมด คล่องมาก ทุกอย่าง แล้วความสัมพันธ์ ได้ความรู้สึกดีๆ กับคนเวียดนาม พม่า

เวียดนามมาเรียน4คน
ทำครั้งแรก ผบ.ตร.พม่า นั่ง ฮ.มาที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มาแจกของให้นักเรียนนายร้อยพม่า ตอนนั้นเริ่มต้นที่เวียดนาม และพม่า

 ผมไปเจรจากับที่เวียดนาม ทำให้รู้ว่าเราสามารถยกระดับเราได้ เราไปคุยกับเขา เขามาเรียน 4 ปี เรียน 3 ปี เวียดนามจำได้เลยเข้ามา 4 คน พูดภาษาไทยไม่ได้เลยตอนนั้น


ถ่อมตัว ขยัน เรียนดี 
 

ที่สำคัญคือ เขาทำความเข้าใจกฎหมายไทยได้ เรียนได้ดีด้วย ตั้งใจมาก ขยันมาก ถ่อมตัว ไม่เคยพูดว่าเก่งเลยนะ เขาเรียกผมว่าอาจารย์ สนิทกับผมมาก บอกอาจารย์ผมไม่เก่งครับ ผมสู้เขาไม่ได้นะครับ

 

ทั้ง 4 คน เลยพูดอย่างนี้ตลอด เหมือนถูกสอนมาเลย เป็นนิสัยคนเวียดนาม ถ่อมตัว แต่ขยันมากจริงๆ แล้วกลายเป็นคนเรียนดี คบกับคนอื่นได้ดี 

เขียนกม.รร.นรต.ที่ใช้ปัจจุบัน
ตำแหน่งเป็นอาจารย์ แต่ผมยังทำงานบริหารด้วย เป็นคนเขียนกฎหมายโรงเรียนนายร้อย ปีที่ใช้ปัจจุบัน เปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนกฎหมายเก่า เป็นคนดีเฟ้นต์ทั้งหมดจนกระทั่งผ่านกฎหมาย ที่ว่าผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อย ต้องมาจากการสรรหา

กฎหมายตัวนี้ ผมว่ามันทำให้โรงเรียนนายร้อยตำรวจพัฒนาจนถึงทุกวันนี้

ผมว่า 1.เรื่องการสรรหา ผบช.โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพราะสมัยก่อน คนที่เป็น ผบช.มา แป็ปเดียว พอขึ้นแล้วไปทำให้การพัฒนาไม่ดี มันก็ดาวน์ เพราะมันไม่มีการพัฒนาต่อเนื่อง

ให้มีรายได้เหมือนมหา’ลัย
อีกอย่างคือเรื่องเงิน เราเขียนให้โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ถึงแม้ไม่ได้เป็นนิติบุคคล ก็สามารถมีรายได้เข้าตัวเองได้ นำไปสู่การหารายได้ จากการเปิดหลักสูตร เหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป โรงแรมที่โรงเรียนนายร้อย ตอนนี้ทำใหม่ ขึ้นมาอีกอัน  
               
ส่งผลพัฒนาก้าวกระโดด
ผมคิดว่าตรงนี้คือหัวใจสำคัญว่า ทำไมโรงเรียนนายร้อยตำรวจถึงพัฒนาอย่างก้าวกระโดดมากจากเดิม ตอนนี้มีทั้งหลักสูตรปริญญาโท และปริญญาตรีด้านอื่นอีก โรงแรม เรื่องของรายได้ แต่ก่อนรายได้มีทางเดียว คือจากค่าสมัครสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

 ตอนนี้มีโรงแรม 60-70 ห้องแล้วนะ มี 2 ตึก ราคาก็ไม่แพง 1,000 นิดๆ หรือ 900


อยากไปแต่ยังพูดไม่ได้

ผมก็อยากไป แต่มันยังพูดไม่ได้ เพราะว่าใช้การสรรหา ถึงเวลาต้องไปสมัครให้เขาเห็นก่อน ก็มีคิด แต่ต้องเป็น ผบช.เป็น พล.ต.ท.

แต่ว่า พล.ต.ต.รอง ผบช.ก็ไปสมัครได้ ก็คิดไว้ แต่เขาให้อยู่แค่ 2 ปี แต่ต่อได้ แล้วแต่ทางสภา อาจจะอยู่ปีหนึ่ง เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ไม่มีข้อจำกัด ถ้าอยู่ระนาบเดิม อย่างน้อยต้อง 2 ปี ห้ามย้ายออกแต่ถ้าสูงขึ้นไม่เป็นไร ไปเป็นผู้ช่วยฯ ก็ต้องไปเลย

แต่ถ้าเป็น พล.ต.ท.สมมติ ผบช.อยู่ดีๆ จะย้ายไปเป็น ผบช.ภ.2 ไม่ได้ ต้องเป็นที่โรงเรียนนายร้อย 2 ปี

พอมันล็อกปั๊บนะ สิ่งที่เราเห็น คือล็อกครั้งแรก สมัยพี่อัมรินทร์ เป็นกรรมการร่างตอนนั้น
ผมดีเฟ้นท์ด้วยตัวเอง ทุกหน้าเลย ตั้งแต่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปที่ ครม.ไปที่กฤษฎีกา แล้วไปที่ตอนนั้นก็เป็น สนช.ที่ออกกฎหมาย
ไฟต์จนเปิดหลักสูตรป.โท

ผมไปดีเฟ้นท์ ที่กฤษฎีกาเดือนครึ่ง เกือบจะไม่ผ่านอยู่หลายมาตรา เพราะตอนนั้นเขาไม่อยากจะให้เปิดหลักสูตรปริญญาโท ผมก็ไฟต์  มีหลายประเด็น

มีคนท้วงแต่ไม่ยอม

เชื่อมั้ยว่า มาตราต่างๆ ทั้งหมด 33 มาตรานี่ที่ผมไฟต์  มีคนมาบอกว่า หวาน อย่าไปไฟต์เลย แค่นี้ก็พอแล้ว ผมก็ไม่ยอมนะ คือมาตราแค่นี้ เปิดหลักสูตรปริญญาโท ไม่ได้ ยังไงก็ไม่ให้เปิด ผมก็ไม่ยอม

แต่ท้ายที่สุดก็ได้ ก็ยอม โดยเขียนติงไว้นิดหนึ่งว่า เฉพาะด้านการบังคับใช้กฎหมาย ก็เลยผ่าน เป็นกฎหมายได้ แล้วเราก็พิสูจน์ให้เห็นน

นิติวิทยาศาสตร์สมัครจนล้น

ตอนนี้มีปริญญาโท นิติวิทยาศาสตร์ เปิดครั้งแรกคนสมัครจนล้น แล้วตอนนี้กลายเป็นหลักสูตรที่ดีที่สุด เพราะว่าความพร้อมเรื่องคน เครื่องไม้เครื่องมือ ตอนนี้ดังสุดแล้ว

เป็นเรื่องที่ตำรวจต้องใช้
ผมว่าน่าเรียนนะ ผมก็อยากเรียน เพราะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ที่เราไม่ต้องจบวิทยาศาสตร์เราก็เรียนได้ มันเป็นเรื่องที่ต่อไปตำรวจจะต้องใช้ เพราะทุกอย่างต้องเป็นนิติวิทยาศาสตร์หมด
อยู่ดีๆ เราจะไปเอาคนมาซัก ให้รับสารภาพ มันเปลี่ยนได้ อย่างคดีฆ่า คดีอะไร ก็จะมาจากก้นบุหรี่ ดีเอ็นเอ
               
มี ป.โทอาชญาวิทยาด้วย
ผมว่าน่าสนุก ผมก็ยังอยากไปเรียน จบสังคมศาสตร์ก็เรียนได้ อันนี้เขาดัง แล้วรู้สึกเขาจะเปิดปริญญาโทด้านอาชญวิทยา ผมก็ไปสอนให้เขา

แล้วจริงๆ ผมร่างหลักสูตรปริญญาตรีทิ้งไว้อันหนึ่ง ปริญญาตรีด้านอาชญวิทยา และการบริหารการยุติธรรม แต่ไม่รู้เอามาใช้รึยัง ผมออกมาจากโรงเรียนได้สักประมาณ 5 ปีแล้ว

ครับ…ประสบการณ์15ปี”อาจารย์หวาน”ที่สอนใน รร.นายร้อยตำรวจสามพราน ย่อมไม่ธรรมดา เป็นการคืนสู่เหย้าที่ยิ่งใหญ่

นานๆจะมีลูกหม้อขึ้นเป็นอาจารย์ใหญ่ รร.นรต.ให้เห็นแบบนี้ครับ

กากีกลาย 11/8/64

รองหวาน-นายพลใหญ่ หัวใจลูกหนัง