กองปราบ ลุยค้น 4 จุด นครปฐม-อยุธยา ล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์เมดอินไทยแลนด์ แสร้งโทรศัพท์ปลอมเสียงเป็นญาติกุเรื่องหลอกเหยื่อโอนเงิน
วันที่ 3 เม.ย.68 พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ป. สั่งการ พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ท.กิตติภพ ทองเพชร , พ.ต.ท.พัฒษพงศ์ เสณีแสนเสนา สว.กก.3 บก.ป. นำกำลังตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 4 จุด แบ่งเป็นพื้นที่ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา 3 จุด และ พื้นที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม 1 จุด เพื่อกวาดล้างจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ปฏิบัติการดังกล่าว จับกุมสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไทย ได้ 4 ราย ประกอบด้วย นายณรงค์เดช หรือเอก อายุ 41 ปี
นายสุธี อายุ 39 ปี นางเฉลิมพร อายุ 37 ปี และ นายสงัด อายุ 64 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดสระแก้ว ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”
สืบเนื่องจาก เมื่อช่วงปลายปี 2567 มีผู้เสียหายหลายรายเข้าร้องขอความช่วยเหลือหลังถูกมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงให้โอนเงิน โดยแผนประทุษกรรมของมิจฉาชีพดังกล่าวจะทำทีปลอมเสียงโทรศัพท์เป็นแฟนของหลานสาวอ้างว่า หลานสาวเกิดอุบัติเหตุต้องการใช้เงินเป็นค่ารักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน
หรือแม้กระทั่งปลอมเสียงเป็นลูกชาย โทรศัพท์มาขอเงิน อ้างว่าเกิดอุบัติเหตุขับรถชนคนที่กรุงเทพฯ ต้องจ่ายเงินค่าทำขวัญ ด้วยความที่ผู้เสียหายกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับบุตรหลานจริง จึงหลงเชื่อโอนเงินให้ไป กว่าจะมารู้ตัวอีกทีว่าถูกหลอกเงินก็สายไปเสียแล้ว
หลังรับเรื่องเจ้าหน้าที่เร่งแกะรอยสืบหาเบาะแส จนทราบว่ามีการทำกันเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ตั้งแต่คนทำหน้าที่โทรศัพท์หลอกเหยื่อ กลุ่มคนรับเปิดบัญชีม้าเพื่อใช้รับโอนเงินจากเหยื่อ คนสั่งการวางแผน
ทั้งนี้สมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนรู้จักหรือเพื่อนสนิทกัน ชักชวนมาร่วมกันก่อเหตุ โดยมี นายณรงค์เดช หรือเอก เป็นหัวหน้าขบวนการ
จากการตรวจสอบประวัตินายณรงค์เดช พบมีคดีฉ้อโกงมาแล้วกว่า 5 คดี ส่วนสมาชิกคนอื่นๆส่วนใหญ่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ที่ผ่านมามีผู้ตกเป็นเหยื่อถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไทยกลุ่มนี้หลอกเงินรวมกว่า 30 ราย เจ้าหน้าที่เร่งรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จนนำมาสู่การตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 รายนี้ได้ดังกล่าว
สอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย รับสารภาพร่วมกันกระทำผิดจริง เริ่มจากการรวมหัวกันวางแผนกับเพื่อนเพื่อหลอกญาติ เมื่อเห็นว่าได้ผลจึงเริ่มก่อเหตุกับบุคคลอื่นๆ ส่วนเงินที่ได้มาจะนำมาแบ่งกัน เพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกันผู้ต้องหากลุ่มนี้ยังยอมรับว่า นอกจากพวกคนทั้ง 4 คนแล้ว ยังมีสมาชิกคนสำคัญอีก 1 คน ที่ร่วมกระทำผิดด้วย คือ นายยอด ขณะนี้หลบหนีอยู่ หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป