พ.ต.ท.กฤษฎา สนธิ รองผกก.อก.บก.บช.ก. หรือที่คนในวงการหรือผู้กว้างขวางฝั่งตะวันออกเรียกกันติดปาก “สารวัตรดา”
ย้อนชีวิตเมื่อครั้งโลดแล่นในยุทธจักรสีกากี เขามีส่วนร่วมกับนักสืบบิ๊กเนมและปิดคดีอุกฉกรรจ์สำคัญๆนับไม่ถ้วน
เกิดกรุงเทพ เป็นลูกชายคนโตและเป็นลูกชายคนเดียวจาก 4 คนของจ่าเอกประสิทธิ์ สนธิ ทหารเรือประจำเรือหลวงช้าง เรือหลวงแม่กลอง ชีวิตหักเหตอนจบ มศ.5 จากราชวินิต บางแก้ว
“จริงๆเรื่องตำรวจ ไม่อยู่ในหัวเลย อยากไปเรียนรัฐศาสตร์ เชียงใหม่ แต่ผมต่อยมวยมา หลังเสีย มีปัญหาเรื่องหลัง ชกแพ้ติดกัน 7 ครั้ง 7 ไฟต์ เสียมวยแล้ว ตังค์ก็ไม่มี เพื่อนเป็นพลตำรวจรุ่น 48 เกษียณผกก.ปส.ชวลิต สืบสายไทย มาชวน….”
“ก็ไปอย่างนั้นแหละ ใจไม่ได้หวังอะไร หวังจะไปเรียนมหาวิทยาลัย เรียนรัฐศาสตร์ ก็ได้ ก็ค่อยกลับไปเรียนรามฯ ใหม่ คิดอย่างนั้น แล้วอีกอย่างก่อนนี้สอบติดช่างฝีมือทหารด้วย แต่ตอนสัมภาษณ์ครูฝึกไม่ให้เป็น เลยหันเหมาสอบตำรวจตามคำชวนเพื่อนรุ่นพี่……
“เฮ้ย มาสอบตำรวจสิ แล้วไปเรียนรามฯ เอา จะได้ไม่ต้องขอเงินที่บ้าน….”
คำพูดนี้ทำให้ผมตัดสินใจสอบตำรวจ เข้าสายนครบาล รุ่น 49 จบปี 2520 เริ่มงานที่วังปารุสก์ได้ปีหนึ่ง ก่อนย้ายมาอยู่โรงพักดินแดงช่วงปลายปี 2521 เป็นจุดเริ่มต้นของ “วีรกรรม” ที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด
สารวัตรดาเล่าที่มาของจุดเริ่มต้นชีวิตนักบู๊สีกากี
อินหนัง“เซอร์ปิโก้”ฉายเดี่ยวจับโจร
ตอนอยู่ป้อมยามแฟลตดินแดง วีรกรรมที่ดังที่สุดคือตอนไปดูหนังเรื่อง “เซอร์ปิโก้” แล้วอินจัด คืนนั้นวันเสาร์ปี 2522 ฉายเดี่ยวไปดักซุ่มที่โรงปุ๋ย จุดอันตรายที่แท็กซี่โดนจี้บ่อย เจอพวกมัน 5 คนกำลังลากแท็กซี่ไป ผมโดดพรวดออกไปชักปืนขู่ให้พวกมันวางอาวุธ

คนร้าย5 ถึงสลบถูกยึดปืน
ผลก็โดน 2 สลบ สลบแรกนี่ ฉะกับมัน เราเอาปืน.38ตีหัวมันด้ามปืนแตกแล้วหล่น พอจะขยับไปเก็บปืน ไอ้ตัวที่โดนเราตีหัว เป็นนักมวยเก่าค่ายชูวัฒนะ ชื่อไอ้อ๊อด อินทรีย์ ผมจำมันได้หมดเลย มันกอดขาแล้วจะขยับไปเอาปืน มันเห็นอยู่ แต่ไปไม่ได้ คนชื่ออ้อยหยิบปืนขึ้นมา บอกกูยิงแม่งเอง
นาทีนั้นไอ้ปุ๊เลิฟ บอกอย่ายิง ยิงตำรวจเรื่องใหญ่ ผมเป็นหนี้บุญคุณมัน แล้วมันแย่งปืนจากไอ้อ้อยที่เหลือแต่โครง เตะเราร่วง สลบไปแป็บหนึ่ง แต่ดึงตัวไว้ได้คนหนึ่ง มันก็วิ่งไปกลางสนามกีฬา เข้าไปในสลัม ผมก็จับไอ้นี่ไว้ มันตะโกนเรียกเพื่อนไอ้อ๊อด มาช่วยกูก่อน กูโดนจับ มันก็มาอีกทีนี้หลับยาวเลย สลบที่ 2
“รองบูรพา”พาบุกเอาปืนคืน
ตอนนั้นรองบูรพา ฤกษ์สังเกต เป็นหัวหน้าสายสืบ อย่างกับในหนัง ตอนไปเอามันมาทีละคนๆ จับมาได้ ปืนผมมันไปซุกไว้ในสลัม ตอนเข้าไปเอาปืน ไอ้พวกผู้นำชุมชน เรียกประชุม เหมือนอินเดียแดงเลย นั่งกันเป็นสิบ
รองบูรพา บอกว่า เฮ้ย นี่ลูกน้องหมวดมากระทืบ ทางโน้นบอก ลูกหลานผมบอกว่าลูกน้องหมวดเมา แต่ผมกินเหล้าไม่เป็น แต่ก็ต้องยอมมันเพื่อให้มันคืนปืน เสร็จแล้วก็จบกันไป ทีนี้ ก็ตามล่าพวกมันแล้ว ช็อต 2 สุดท้ายก็ได้มาทีละตัวๆ หมด เสร็จแล้วก็ได้หมดทุกคน
จับตำรวจเก๊ฆ่าข่มขืนเด็ก
แล้วไอ้ความที่ผมชนะใจมันคราวนี้นะ ไอ้ปุ๊ เลิฟ หลังจากมันออกจากคุกคดีผม มันก็ทำให้ผมจับคดีฆ่าข่มขืนเด็กที่โรงปุ๋ยได้ มันมาบอกงานผม ปี 2524 คนร้ายมันฟอร์มเป็นตำรวจ เอาเด็กเก็บถุงพลาสติกไปข่มขืนในกองปุ๋ย บีบคอตาย 2 คน ไอ้ไก่ กับไอ้ต๋อย ผมก็จับได้ในสลัม ตอนนั้นท่านยุทธ รักเรือง เป็นสารวัตรใหญ่แบกผมขึ้นขี่คอ เดินรอบโรงพัก

ต่อด้วยคดีตายแล้วฟื้น
จากคดีข่มขืน มาสร้างวีรกรรม “ตายแล้วฟื้น” อีก ตอนนั้นยังเป็นพลตำรวจอยู่สายสืบดินแดง มี ผู้การประยนต์ ลาเสือ เป็นหัวหน้าชุด สมัยนั้นการสื่อสารลำบาก บ้านผู้การอยู่แถวแยกลำสาลี ถือว่าไกลปืนเที่ยง โทรศัพท์ก็ไม่มี แถมแกเพิ่งแต่งงานใหม่ๆ ติดต่ออะไรไม่ได้
คืนนั้นมีเหตุด่วน สายรายงานพวกเด็กประตูน้ำ ไปรวมตัวกันที่กุฎิวัดตะพานเตรียมวางแผนปล้นบ้านคนในซอยที่จะทะลุออกราชปรารภ ผมกับเพื่อนคู่หู 2 คน ไปที่เกิดเหตุทันที ไปถึงเจอประตูเหล็กยืด ล็อกข้างล่าง 2 คน อยู่ข้างบนอีก 2 คน ผมตัดสินใจบุกขึ้นไป “โซโล่” พวกมันบนนั้นทันที
ยิงแก๊งโจรปล้น 2ศพ
สิ้นเสียงปืน ฝ่ายตรงข้ามฟุบไป 2 ศพ ผมรีบลงมาตามร้อยเวรคือ ร.ต.อ.ประดิษฐ์ มะกรูดทอง บอกแกว่า “ผู้กอง ผมยิงคนตายไป 2 ศพนะ อยู่บนหลังคาโน่น” แกสวนกลับมาทันที “มึงอย่ามาล้อเล่นนะไอ้ดา กูเข้าเวรดึกๆ ง่วงอยู่” แกไม่เชื่อ
จนกระทั่ง ผู้กองรัตน์ สถาปนวัฒน์ ต่อมาเป็น ผกก.ด่านซ้าย สายตรวจอีกชุดจะเข้าไปดู เพราะได้ยินเสียงปืน แต่เพื่อนผมยืนคุมเชิงไม่ให้ใครเข้า พอผู้กองประดิษฐ์ได้ยินเสียง ว. รายงาน แกถึงตาตั้ง “เฮ้ย! เรื่องจริงนี่หว่า”
ตึ๊งห่อศพ1ใน2 ฟื้นเฉย
ตอนนั้นโรงพักดินแดงยังเป็นตึกแถวอยู่ใกล้คอสะพาน พอชันสูตรเสร็จ ป่อเต็กตึ๊งก็มาเก็บศพ เรื่องพีคคือไอ้คนที่คิดว่าตายดัน “ฟื้น” ขึ้นมา มีหัวหน้าสายสืบอีกคน บอกว่า “เอาแม่งเลย” ภาษาคนทำงานนะ แต่มันทำอะไรไม่ได้แล้ว นักข่าวล้อมหน้าล้อมหลังไปหมด สุดท้ายต้องส่งโรงพยาบาล
กลายเป็นคดีแรกๆ ที่ต้องสู้กันถึงศาลเพื่อไต่สวนมูลฟ้อง ผมเป็นพลตำรวจคนเดียวที่ต้องขึ้นให้การเป็นพยานหลัก ในขณะที่ชื่อนายตำรวจบางคนถูกหมึกแดงขีดฆ่าออกจากบันทึกจับกุม เพราะกลัวติดร่างแห
ศาลท่านเรียกผมว่า “ไอ้หนู” ท่านสอนผมว่า “วิสามัญฆาตกรรมนี่ เส้นแบ่งระหว่างตำรวจกับฆาตกรมันนิดเดียว จำใส่ใจไว้… เรื่องดีๆ พวกมึงจะเอาด้วยกัน พอจะติดคุกก็หนีกันเป็นแถว” วันนั้นผมไข้ขึ้นเลยครับ สอบพยานตั้งแต่ 9 โมงเช้ายันบ่าย ไม่ได้กินข้าวกินปลา
หัวหน้าผู้พิพากษาสอนทีหลังอย่าทำ
สุดท้ายรอดมาได้ หัวหน้าผู้พิพากษาเรียกไปอบรมกำชับว่า “ทีหลังอย่าทำแบบนี้” โดยเฉพาะเรื่องบันทึกจับกุมที่ผมต้องเป็นคนเขียนเองตลอด เพราะตอนนั้นเด็กที่สุดในทีม พี่ๆ ไปค้นบ้านเสร็จก็ตะโกนสั่ง “ไอ้ดา เขียนซิ!” ผมเลยได้วิชาเขียนบันทึกจับกุมจนแกร่งมาตั้งแต่เป็นพลตำรวจ

โชคดีที่ผมได้วิชาทำสำนวนและงานหนังสือมาจาก รองฯ บูรพา ประกอบกับหัวหน้าผู้พิพากษาท่านจบธรรมศาสตร์รุ่นเดียวกับผู้การกองคดี (สมัยอธิบดีพจน์ บุณยจินดา) ท่านเข้าใจการทำงานของตำรวจดีครับ ในศาลวันนั้น จำเลยปากสุดท้ายยกมือสารภาพ
“คนตายชวนผมไปปล้น ผมไม่รู้เรื่อง พอได้ยินเสียงปืนก็หมดสติไป ตื่นมาปืนก็อยู่ในมือแล้ว”
หัวหน้าผู้พิพากษาท่านสวนกลับทันที
“พวกมึงน่ะสมควรตาย ตำรวจเขาไม่ได้หลับไม่ได้นอนก็เพราะพวกมึง มึงไม่น่ารอดมาได้เลย“
จนทนายต้องรีบสะกิดให้มันนั่งลง คดีนั้นจบที่ข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ผมรอดคดีวิสามัญฯ มาได้แบบหวุดหวิด
จับละม่อม3มือปืนชื่อดัง
จากนั้นวีรกรรมก็มีมาเรื่อยๆ ไปร่วมทำคดีลักกระบี่ ร.5 ที่ลานพระรูป ปี 2525 กับ จ่ายนต์ และ ร.ต.อ.สุชน เมฆสุภา (ยศขณะนั้น) เพราะสายผมคาบข่าวมาบอก ต่อด้วยคดีฆ่าที่โรงปุ๋ย จนมาถึงคดี “จับ 3 มือปืนดัง” ที่ดินแดง
มีทั้ง เดชา ปรากฏผล , สุพจน์ กุลสวัสดิ์ และตัวแสบอย่าง วิสิษฐ์ศักดิ์ ไหลสงวนนาม พวกนี้มันแก๊งมือปืน แก๊งลักรถระดับพระกาฬ ยิง ส.ส.กมล เสมอเหมือน เสียชีวิต และเพิ่งยิงตำรวจสุพรรณฯ ตายไป 2 ศพ
ผมกับเพื่อนชื่อ นิตย์ ไปเจอมันกำลังจะลักรถพอดี เห็นผิดสังเกตเลยมองใต้ท้องรถ เห็นมันเปิดวิทยุสื่อสาร ว. ดักฟังตำรวจอยู่ด้วย จังหวะนั้นมันจ้องจะสู้ ผมเลยใช้ชั้นเชิงเดินเข้าไปยกมือไหว้มันก่อนเลย
“พี่… ขอโทษนะ ผมไม่รู้ว่าพี่เป็นใครยังไง ขอโทษทีครับ”
พอพวกมันเผลอใจอ่อน ผมส่งซิกรวบใส่กุญแจมือทีเดียว 2 คน อีกคนยืนเด๋อๆ มองๆ อยู่ก็หนีไม่ทัน รวบได้นิ่มๆ 3 คนรวด
ไปสืบเหนือเรียนวิชาก่อนกลับถิ่นเก่า
ผลงานนี้เตะตา นายอ๊อด-พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ท่านเลยดึงตัวผมไปอยู่ “สืบสวนเหนือ” ในชุดของท่านช่วงปี 2529-2530 ถือเป็นชุดที่ทำงานหนักที่สุดชุดหนึ่ง ได้ซึมซับวิชาสืบสวนใหม่ๆ มาเยอะมากที่นั่น
อยู่ได้สักปีสองปี ทางดินแดงก็บ่นว่าไม่มีคนทำงาน นายสมบัติ ศุภชีวะ มาชวนผมว่า
“ไอ้ดา มึงกลับมาเหอะ มาอยู่ที่นี่มึงได้ทำงานเต็มที่กว่า”
ประจวบเหมาะกับผู้การประยนต์ขยับตำแหน่งพอดี ผมเลยตัดสินใจกลับมาสร้างงานที่โรงพักดินแดงบ้านเก่า จนได้ร่วมงานกับ รองโก้-พล.ต.ท.สฤษดิ์ชัย เอนกเวียง ที่กลับมาเป็น สว.สส.สน. ดินแดง ในเวลาต่อมา
สอบติดนายร้อยไปอยู่191
อีกสัก 4 ปี สอบนายตำรวจได้ ก็มาอยู่ 191 ช่วงปี 2536-2537 เป็นผู้หมวดศูนย์รวมข่าว ตอนนั้น นายภาณุพงศ์ เป็น รอง ผกก. เป็นหัวหน้าศูนย์ อยู่กับรองตั้ม-วชิระ สร้อยศรี ก็บอกว่า เฮ้ย ไอ้ดา อยู่นี่เหรอ กูกำลังจะไปอยู่ชลบุรีกัน นายอ๊อด ก็หันหัวเรือไปอยู่ชลบุรี ไปเป็น ผกก.สืบภาค 2 ตั้งเป้าไว้ตรงนั้นแล้ว เซ็ตตัวไว้หมดแล้ว
พอถึงเวลาไปจริงๆ นายอ๊อดตกเครื่องบิน นอกนั้นไปหมด มีผม มีรองตั้ม พี่โต พีระ บุญเลี้ยง ไปพร้อมกัน ไปหมด ยกเว้นนายอ๊อด โดนไปอยู่ สุนัข ก็เลยดัน ผกก.สุโข พึ่งพา เป็น ผกก.สืบภาค 2 แทน ก็ไปอยู่ ก็ไปสร้างงาน คือจังหวะมันเข้าล็อกพอดี
ร่วมทีมสืบ “อัศวิน-พีระ” ที่ภ.2
พอภาค 2 เข้ารูปเข้ารอย ท่านเขต ไปเป็น ผบช.ภ.2 นายอัศวิน ขวัญเมือง ไปเป็นหัวหน้าสำนักงาน ทีนี้นายอัศวิน กับพี่โต-พีระ เขารุ่นเดียวกัน ก็แท็กทีมทำงานใหญ่เลยทีนี้ ก็เลยเข้าทีมเลย ผมก็ทำงานให้กับนายอัศวินตั้งแต่นั้น แกไว้เนื้อเชื่อใจเราตั้งแต่ตอนนั้น เพราะช่วงนั้นมันมีคดีใหญ่ๆ อยู่หลายคดี เริ่มจากคดีฆ่าหมอที่หนองใหญ่ 2 ศพไปล่มหัวจมท้ายกัน เลยได้เห็นฝีไม้ลายมือกัน
สายข่าวตะวันออกเต็มเมมโมรี่สมอง
รู้เส้นสายกำนันเป๊าะ ด้วยความที่เราเด็ก เหมือนเป็นเด็กชลบุรี เพราะผมตระเวนต่อยมวยแถวนั้นมานาน เพื่อนมีเยอะแยะ เราเป็นคนเข้ากับคนง่าย อีกอย่างเราชอบเล่นไฮโล ไปไหนก็เล่นกัน สมัครสมานสามัคคีอยู่ในวงไฮโล เสือเนียน ที่โดนอุ้มกับไอ้ยุทธ บางแสน ผู้ใหญ่อ้น รู้จักกันหมด พวกไอ้โน้ต พวกไอ้พันศักดิ์ ตอนนั้นพวกนั้น เขาก็เป็นชุดที่เห็นแค่ผิวเผิน แต่เขาไม่กล้าเข้ามายุ่งกับพวกเรา

อยู่ตรงนั้น 2 ปี เป็น รอง สว.งาน 2 กก.สืบภาค ว่าจะย้ายตามกลับไปกองปราบ เพราะรุ่นใหญ่ย้ายมากองปราบหมด เหลือผมคนเดียว พอดีเกิดคดีปล้นแบงก์มาบตาพุด ยิง 3 ศพ นายอ๊อด เป็นรองผู้การกองปราบ คดีนี้ ได้เค้าว่ามันเป็นคนใต้ จนอีกพักหนึ่งก็วิสามัญ ไอ้กู้ คลองเตย ลูกน้องตี๋ใหญ่
อีก1มดงานล่าจับ คาร์ล สต๊อปเบิร์ต
นายแป๊ะ-จักรทิพย์ ชัยจินดา ตอนนั้นเป็น รอง ผกก.2 ป. ย้ายผมกลับมาเป็น รอง สว.ผ. 2กก. 4 ป.สมัยก่อน กอง 4 คุมภาคตะวันออก-ภาคอีสาน เลยไปได้คดีนี้ คาร์ล สต๊อปเบิร์ต
เราตามตั้งแต่สมัยอยู่สืบภาค 2 คนไปเอามันจริงๆ คนเช็คข่าวจริงๆ คือพี่ยาว-พล.ต.ต.วีระศักดิ์ มีนะวนิชย์
ไอ้คานสต๊อปเบิร์ต มันเป็นโจรปล้นแบงก์มาบตาพุด เป็นหัวหน้าทีม ปล้น ฆ่า เป็นคนไทยชื่อจริงชื่อ จำนง จันทร์นวล มันเป็นคนนครฯ ไปอยู่พัทยา ที่มีชื่อฝรั่งเพราะฝรั่งเยอรมันรับเป็นลูกเลี้ยง ก็เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล เป็นเยอรมัน พ่อเลี้ยงมันก็มีตังค์์ แต่มันเกเร เกตุง ปล้นจี้เขาฉิบหาย
ขนาดมันปล้นที่ทุ่งสง นครศรีธรรมราช มันแค้นตำรวจสายสืบ นายดาบที่ทุ่งสง มันย้อนกลับไปบ้านพักตำรวจหลังโรงพัก ไปถอนบานเกล็ด ซี่ๆ เอามือล้วงคลายล็อกประตู ลูกบิด แล้วเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในบ้าน
พอนายดาบตำรวจคนนี้มา เอะใจ เห็นบานเกล็ดหายไปบานหนึ่งแล้วประตูมันล็อกอยู่ พอเปิดเข้าไปเลยยิงใส่กัน ตำรวจทุ่งสง โดนยิงสาหัส ไอ้จำนง จันทร์นวล มันอยู่ในที่มืด ยิงไม่โดนตัวแต่มันก็หนีไป
หมายจับมันเต็มไปหมด หนีไปเชียงใหม่ ก็ก่อคดีที่เชียงใหม่ ไปอยู่ระยอง มี ส.จ. เป็นหัวหน้าทีมวางแผน สั่งคานสต๊อปเบิร์ต ไปอุ้ม ไปฆ่าทิ้งคนหนึ่ง ก็มาอยู่กองปราบ จริงๆ คดีนี้เป็นงานสืบสวนของผู้การยาว วีระศักดิ์ แล้วก็มาขยาย คดีอุ้มพนักงานบริษัท ไปฆ่าทิ้งที่บางละมุง คาร์ล สต๊อปเบิร์ต นี่แหละ
อดีตมดงานกองปราบฯเล่าเป็นฉากๆ

ปาฏิหาริย์คดี “อาลี อักบา”
ถัดจากคานสต๊อปเบิร์ต มาถึงคดีที่ผมบอกเลยว่า “มันที่สุดในชีวิต” เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่มีปาฏิหาริย์เข้ามาเกี่ยวข้อง คือคดี “อาลี อักบา” หัวหน้าแก๊งปล้นฆ่าชาวอิหร่าน โหดระดับหั่นศพใส่ถุงพลาสติกทิ้ง
ผมได้เบาะแสจากสายผู้หญิงที่ชื่อ “ฝน” เขามาเล่าให้ฟังว่าเพื่อนสนิทที่ชื่อ “วรรณ” ได้ผัวเป็นคนอิหร่านในแก๊งนี้
ผมรู้เลยว่างานนี้ต้อง “ประกบสาย” ให้ติด เลยเรียกทีมงานมา มีทั้ง รองปู-บุญลือ ผดุงถิ่น และ ผกก.เหรก-ดิเรก กองแกมแก้ว ผมบอก “เหรก มึงต้องจัดการ มึงมันเทพบุตรสลัม ต้องเอาสายให้อยู่” จนสุดท้ายสายยอมทำงานถวายหัว รายงานทุกระยะจนรู้แผนว่าพวกมันจะไปปล้นที่เกาะสมุย ช่วงปี 2541
ตอนนั้นการสื่อสารลำบาก ผมลงไปตามหมายจับที่สมุย ขากลับกำลังจะขึ้นเรือเฟอร์รี่มาลงดอนสัก จู่ๆ ต้นไม้ข้างทางก็โค่นลงมาตึง พาดหน้าผมไปนิดเดียว ถ้าโดนคือตายแน่ ผมนึกถึง “ศาลเสด็จเตี่ย” ที่เพิ่งเดินผ่าน ท่านแสดงปาฏิหาริย์เตือนสติ ผมเลยบนขอให้จับแก๊งนี้ให้ได้ เพราะมันตระเวนปล้นฆ่าฝรั่งไปทั่ว
กลับมาถึงกรุงเทพฯ เกิดเหตุปล้นฆ่าฝรั่งออสเตรเลียที่พระตำหนัก พัทยา วันลอยกระทงพอดี ผมเช็กรูปจากกล้องวงจรปิดกับทางภาค 2 ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าเป็นใครเพราะพวกนี้โอเว่อร์สเตย์มานาน
แต่ผมรู้ ผมล่าตามตัวจนไปรวบได้ที่บางนา 2 คน และขยายผลไปจับตัว “อาลี อักบา” ได้ที่โรงแรมอินทรา
มันไม่ธรรมดา มันเป็นอดีตร้อยเอกกองบินปีกหมุน ทหารเสือพระเจ้าซาร์ ตัวใหญ่อย่างกับยักษ์ แข็งแรงมาก ขนาดติดคุกที่ทุ่งมหาเมฆ มันยังให้เมียแอบเอาใบเลื่อยใส่เข้าไปให้ จนมันเลื่อยลูกกรงแหกห้องขังหนีไปได้!
แต่สุดท้ายผมก็ตามไปล็อกตัวมันได้ที่บ้านเมียใหม่แถวกำแพงแสน จังหวะคุมตัวส่งนัดเจอกับ “พี่นาญ (ชำนาญ อุ๋ยสกุล) เกิดเหตุชุลมุนกันบนรถ สุดท้ายผมกับพี่นาญก็ปิดบัญชีสางแค้นให้ศพที่มันฆ่าได้สำเร็จ ผมยังต้องลงไปร้องเพลงทหารเรือถวายแก้บนเสด็จเตี่ยที่ดอนสักเลย

สารวัตรดา ยังรู้ตื้นลึกหนาบางในคดีเลือดเมืองชล “ยิงกำนันยูร”
มือปืนเด็กป่าบอน พัทลุง บุกมายิงกลางงานต่อหน้า วิทยา คุณปลื้ม ลูกกำนันเป๊าะชนิดเลือดกระเซ็นเปื้อนตัว ก่อนที่ กำนันเป๊าะ ถูกบีบต้องยอมรับข้อหาจ้างวาน เป็น 1 ในมหากาพย์ความขัดแย้งที่ต่อเนื่องมาจนถึงตอนที่ “ผู้ใหญ่อ้น” ออกจากคุกมาดักยิง “รองฯ ไชยยันต์” ที่บางแสน เพราะแค้นเรื่องที่น้า (ไอ้ยุทธ บางแสน) โดนอุ้มหาย
จากกองปราบสู่ทางธรรม -ผลกรรมที่ต้องรับ
อยู่แผนก 2 กอง 4 จนได้ขึ้นเป็น สว.กอ.รมน. แต่ชีวิตมันผูกพันที่นี่ ปี 2546 มีนโยบายว่าถ้าไม่อยู่ กอ.รมน. ก็ให้กลับหน่วยเก่า เลยได้กลับมาช่วยราชการที่กองปราบอีกครั้ง จังหวะนั้น “นายช้าง-ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ” ชวนมาอยู่ด้วย ผมก็ทำงานตามสไตล์ผม ไม่ยึดติดแผนก อยู่ยาวมาเรื่อยๆ จนแทบไม่ได้นับปี รู้ตัวอีกทีก็ใกล้เกษียณ
3 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณ เริ่มปล่อยวางเรื่องตำแหน่ง รู้ตัวว่าขึ้น ผกก. ไม่ทัน เลยขอขยับไปลงตำแหน่ง รอง ผกก.อก.บก.บช.ก.
เปลี่ยนจากสายลุยมาอยู่กับงานเอกสาร ตรวจราชการทั่วประเทศ 6 เดือนครั้ง ชีวิตช่วงนั้นเริ่มนิ่ง ได้ทำงานสัมมนา ได้เดินทาง ที่สำคัญคือได้ “บวช” ปีละครั้ง ต่อเนื่องกัน 3 ปีพอดี

ผมตัดสินใจเรียนนักธรรมตรีต่อ เพราะคิดว่ากลับไปทำงานอีกไม่กี่วันก็เกษียณแล้ว สู้เอาดีทางธรรมดีกว่า ผมเรียนจนจบนักธรรมตรี กำลังจะต่อนักธรรมโท แต่ก็ต้องมาติดเรื่องฟอกไตเสียก่อน…
ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ มีรุ่ง มีร่วง มีกรรมที่ต้องชดใช้ อยู่ที่ว่าเราจะเรียนรู้และอยู่กับมันยังไง
ฟอกไต-ผลกรรมจากการทำงาน
คนมักถามว่าทำไมถึงบวชบ่อย เพราะผมเริ่มเห็นบาปกรรมที่เกิดจากการทำงาน ที่ผมต้อง “ฟอกไต” อยู่ทุกวันนี้ มันคือผลกรรมชัดๆ
ช่วงปีสุดท้ายที่เป็น สว.กองปราบ ผมไปตามสืบคดี “มนตรี แสนคำ” ที่ยิงรองประพนธ์ แกลโกศล รองผบก.น.9 ตามประกบถึงเวียงจันทน์นาน 4-5 เดือน โดนตำรวจที่นั่นหลอกบ้าง กินเหล้าหนักเพื่อเข้าสังคมทั้งที่เคยเลิกไปแล้ว
ตอนนั้นโรคเก๊าท์กำเริบ แต่ทิ้งงานไม่ได้ ใจมันสั่งว่าต้องเอาให้อยู่ เลยประโคมอัดยาแก้ปวดเข้าไป ยามันก็ไปสะสมรวมกับโรคความดันที่มีอยู่เดิม จนกรวยไตอักเสบ
มารู้อีกทีตอนประชุม บช.ก. แล้วไปตรวจที่ รพ.ตำรวจ หมอบอกว่า “ไตเสื่อมแล้วนะ” นั่นคือจุดเริ่มต้นที่รู้ว่าร่างกายมันไม่ไหวแล้ว
แต่มันเหมือนคนเล่นไพ่ ถอยไม่ได้ ต้องจั่วไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายไตพังพินาศ ต้องฟอกไตอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ลำบากทั้งเรื่องเส้นเลือด ทั้งเรื่องคุมอาหาร แต่มันคือสิ่งที่ต้องรับไป

สารวัตรดา เล่าแบบปลงๆ
พอมองย้อนกลับไปในวงการตำรวจ ฐานะที่คลุกคลีมานาน บอกได้เลยว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนไปเยอะ มือทำงานรุ่นใหม่ๆ เก่งเทคโนโลยี ผมยอมรับว่ามันดี แต่นักสืบแบบ “จัดจ้าน” ที่เป็นดาวฤกษ์ส่องแสงด้วยฝีมือตัวเองแบบสมัยก่อนแทบไม่มีเหลือ เห็นมีแต่ดาวเคราะห์ที่ต้องอาศัยแสงจากคนอื่น
งานสืบแบบเก่าที่ต้องลงไปคลุกคลีจนแทบจะเป็นโจรเสียเองมันหายไป ชีวิตที่ต้องผ่านอะไรมาขนาดนั้น มันถึงจุดที่ต้องบวชเพื่อสร้างบุญวาสนาประคองตัวไว้บ้าง
เจ้ากรรมนายเวร และการบวชครั้งสุดท้าย
ก่อนบวชครั้งสุดท้ายปี 2561 ฝันเห็นเจ้ากรรมนายเวรมายืนด่าทอด้วยความแค้นแบบไม่ยอมเลิกรา ในฝันเห็นแม่มาช่วยทำงานให้เขาเพื่อให้เขาหายโกรธเรา เลยตัดสินใจบวชอีกครั้งอุทิศให้แม่ และถวายเป็นพระราชกุศลให้ ร.9 รวมถึงอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรเหล่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่เคยฝันร้ายแบบนั้นอีกเลย
“ผู้การประยนต์” เคยทัก “ไอ้ดา มึงอย่าหลอนนะ” ผมตอบแกไปคำเดียวว่าผมไม่หลอนหรอกพี่…
จะหลอนก็อยู่เรื่องเดียวคือ “ความจน” นี่แหละ เพราะคนทำงานสืบจริงๆ ไม่มีอะไรเหลือหรอก คดีหนึ่งๆ ควักกระเป๋าตัวเองจ่ายไปไม่ใช่น้อย จบงานแล้วก็ใช่ว่าจะจบกันง่ายๆ
สายลับ… เพื่อนร่วมตายในวันที่โลกลืม
ที่ตัดสินใจบวช ส่วนหนึ่งก็เพื่อตัดทางโลก เลิกใช้เบอร์เก่า ตัดการติดต่อทุกอย่าง
แต่เชื่อไหมขนาดไปบวชอยู่วัดเทพศิรินทร์ พวกผู้ต้องหาเก่าๆ หรือสายลับที่เคยทำงานด้วยกัน ยังอุตส่าห์มาหาถึงวัด บางคนโอนเงินมาให้ดูแล้วบอกให้อาตมาช่วยถอนให้หน่อย
ผมก็นึกในใจ… นี่มันสองทุ่มแล้ว จะให้อาตมาเดินไปตู้ ATM หน้าโรงเรียนเทพศิรินทร์ให้หมาไล่กัด หรือให้คนเขาด่ารึไง (หัวเราะ)

แม้แต่ปีสุดท้ายที่ บช.ก. ขนาดเก็บตัวอยู่ในรู คดีใหญ่ๆ อย่างคดีขโมยกระบี่รัชกาลที่ 5 สายเก่าๆ ยังตามมาหาถึงที่ มานั่งปรับทุกข์ เล่าความรันทดให้ฟัง หลานเอาเงินไปเล่นหวยยี่กีจนหมด
ผมนั่งฟังแล้วก็สะท้อนใจ ในตัวมีเงินพันเศษๆ กับตั๋วรถไฟฟ้า ตัดสินใจยกให้มันไปหมดตัวเลย เพราะมันถามผมว่า
“พี่… แล้วผมจะไปหาใคร ผกก. ก็เกษียณ พี่ยนต์ก็เกษียณ”
มิตรภาพสุดท้ายนักสืบกับสายข่าว
ผมนึกในใจ… จริงของมัน ตั้งแต่ผมยังเป็นพลตำรวจ คดีใหญ่ๆ พวกนี้ “ไอ้เกียรติ” และสายคนอื่นๆ คือดาวรุ่งที่ช่วยผมคาบตัวละครสำคัญมาให้ มาถึงวันนี้ตายไปครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เหลือก็หายสาบสูญ เหลือผมเป็นคนสุดท้ายที่มันพอจะพึ่งพิงได้ เลยคิดว่ามีเท่าไหร่ก็ให้มันไปให้หมด เพราะไม่รู้ชาติหน้าจะได้เจอกันอีกหรือเปล่า
บั้นปลายชีวิต ผมไม่ได้รวย ไม่มีสมบัติพัสถานอะไรเหลือ ตอนนี้อายุ 68 มีแค่เงินเดือนกับเงินเกษียณนิดหน่อย พอแค่ฟอกไตอาทิตย์ละ3ครั้ง
ชีวิตนักสืบอย่างเรามันไม่มีโอกาสได้ไปประจบเศรษฐีที่ไหน วันๆ รู้จักแต่โจร ทำงานกับโจร ดูแลสายลับเหมือนพี่น้อง ไปไหนไปกัน สุดท้ายก็เกษียณไปพร้อมๆ กับโจรนี่แหละครับ...
นั่นคือสัจธรรมที่ “สารวัตรดา”อดีตนักสืบที่โลกลืมค้นพบ
เฮียเก๋ 5/4/69


























