Saturday, August 30, 2025
More
    Homeข่าวเด่นรอบวันทีม “Warroom IAC” ตามเงินคืนให้เหยื่อแก๊งคอลเซนเตอร์ได้อีก5ราย

    ทีม “Warroom IAC” ตามเงินคืนให้เหยื่อแก๊งคอลเซนเตอร์ได้อีก5ราย

    “Warroom IAC” ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อายัดเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น นำคืนให้แก่ผู้เสียหาย “MONEY CASH BACK” ได้อีก 5 ราย กว่า 2 ล้านบาท

    สายวันที่ 29 สิงหาคม 2568ณ ห้อง “Warroom IAC” สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC)

    มอบหมาย  พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.)/ที่ปรึกษา ศกค.

    แถลงผลการปฏิบัติของ “Warroom IAC” ในการกวาดล้างเครือข่าย ระงับบัญชี ติดตามเงินคืนผู้เสียหาย ตามปฏิบัติการ “MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”มี พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลง

    ในการปฏิบัติการของ “Warroom IAC” จะบูรณาการทำงานกับหลายภาคส่วนในการเดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การดำเนินการเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ภายใน 3 เดือน

    พบว่าตั้งแต่เปิด “Warroom IAC” วันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มีการปราบปรามเห็นผลชัดเจนขึ้น และสามารถอายัดเงินของผู้เสียหายทั้งบัญชีธนาคารและคริปโตเคอเรนซี ได้รวดเร็วขึ้นและมากขึ้นตามลำดับ

    ตั้งแต่วันที่ 4 – 28 สิงหาคม 2568 มีจำนวนเคสที่นำเข้าวอร์รูม 426 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 225,093,192 บาท จากการดำเนินการของวอร์รูม  อายัดได้ 201 เคส มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดได้ 75,246,769 บาท นอกจากนี้ ยังพบเคสที่ถอนเงินสด 170 เคส มูลค่าเงินสดที่ถูกถอนรวม 92,145,130 บาท

    จากการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยต่างๆ เพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับธนาคารและสถาบันการเงินทุกแห่ง

    ทำให้ “Warroom IAC” สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนในโครงการ “MONEY CASH BACK” ไปแล้วหลายครั้ง รวมจำนวนเงินกว่า 234 ล้านบาท

    ล่าสุดสามารถติดตามเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงให้โอนเงินเพิ่มเติมได้อีก 5 ราย จำนวน 2,058,920 บาท เพื่อนำคืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 5 ราย

    กรณีที่ 1 : ผู้เสียหายเป็นหญิงรายหนึ่ง ได้ใช้งานเฟซบุ๊ก พบบัญชีแฟนเพจของคนร้าย ชื่อ “ทิวา ชินธาดาพงศ์” ที่ลงข้อมูลแอบอ้างเป็น อาจารย์ทิวา ชินธาดาพงศ์ หรือ เซียนมี่ นักลงทุนชื่อดัง

    เพจดังกล่าวได้ลงโฆษณาเชิญชวนให้เล่นหุ้น ผู้เสียหายจึงได้ติดต่อเพจดังกล่าวไป ต่อมาได้แอดไลน์ และได้สนทนากับผู้ใช้ชื่อไลน์ว่า “มาย” ที่อ้างว่าเป็นเลขาของ อ.ทิวา ชินธาดาพงศ์ จากนั้นผู้เสียหายได้ถูกดึงเข้ากลุ่ม “SET Up 17” โดยในกลุ่มจะบอกราคาหุ้น

    จากนั้นให้ผู้เสียหายย้ายกลุ่มไปยังอีกกลุ่ม ชื่อ “Class A SET UP” เป็นกลุ่มเกี่ยวกับการเล่นหุ้น ต่อมา คนร้ายได้แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อเล่นหุ้น ผ่านโปรแกรมชื่อ “Macquaie Prime” ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปหลายครั้ง โดยได้กำไรจริงในช่วงแรก ต่อมาคนร้ายจึงชักจูงให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่ม เพื่อกำไรที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมความเสียหายทั้งหมด 4,719,820.58 บาท

    กรณีดังกล่าว บก.สอท.1  สืบสวนจนทราบว่า นายภาคภูมิฯ อายุ 24 ปี หนึ่งในเจ้าของบัญชีธนาคารที่ใช้กระทำความผิด ได้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  ได้ไปส่งหมายเรียกดังกล่าว  ต่อมาเจ้าตัวได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา

    ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายภาคภูมิฯ ไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 500,000 บาท อายัดได้ทันเต็มจำนวน 500,000 บาท  ผู้ต้องหาไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

    กรณีที่ 2 : ผู้เสียหายเป็นข้าราชการรายหนึ่ง ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายของสถานีตำรวจในจังหวัดขอนแก่น แจ้งให้ผู้เสียหายรอรับโทรศัพท์จาก DSI จากนั้นได้มีคนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ DSI โทรมาหา แจ้งว่าผู้เสียหายยักยอกเงินของทางราชการ และได้หลอกให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE

    หลังจากพูดคุยคนร้ายได้แจ้งให้ผู้เสียหายเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับผลประโยชน์ 10 เปอร์เซ็นต์ จากการทำธุรกรรมในบัญชีดังกล่าว จากนั้นคนร้ายข่มขู่ให้ผู้เสียหายแจ้งทรัพย์สินที่ผู้เสียหายมีอยู่ให้คนร้ายทราบ เพื่อจะได้ไม่มีผลกระทบต่อการรับราชการของผู้เสียหาย และคนร้ายจะให้การช่วยเหลือกรณีดังกล่าว

    ต่อมาคนร้ายแจ้งให้ผู้เสียหายให้โอนเงินทั้งหมดให้ตรวจสอบ ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงโอนเงินไป  497,900 บาท จากนั้นคนร้ายแจ้งให้โอนเงินค่าทนายอีก   100,000 บาท ต่อมาคนร้ายแจ้งให้โอนเงินค่าทนายอีก   170,000 บาท แต่ผู้เสียหายหมดเงินแล้ว จึงไม่ได้โอนไปให้ รวมความเสียหายที่ถูกหลอกลวงไปทั้งสิ้น   767,900 บาท

    กรณีดังกล่าว บก.สอท.5  รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายอนุชิต ฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้  ผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง 1 ครั้ง เป็นเงิน 497,900 บาท  

    ภายหลังรับทราบข้อกล่าวหา นายอนุชิต ฯ ผู้ต้องหา ให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสามารถอายัดได้ทันทั้งหมด 497,900 บาท

    กรณีที่ 3 : ผู้เสียหายเป็นอดีตข้าราชการรายหนึ่งได้ถูกหลอกลวง โดยมิจฉาชีพติดต่อมาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์
    แจ้งว่ามีเอกสารที่ยังไม่ได้เซ็นรับ ซึ่งเอกสารดังกล่าวจ่าหน้าซองว่าถูกส่งมาจากกรมบัญชีกลาง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้เพิ่มเพื่อนทางไลน์ตามคำแนะนำ

    คนร้ายใช้ชื่อบัญชีไลน์ว่า“กลุ่มผู้เกษียณอายุ” และ “กนกรัตน์ หิรัญบูรณะ” ต่อมาคนร้ายได้ให้ทำตามขั้นตอนที่แนะนำ กระทั่งได้ถูกหลอกให้โอนเงินออกจากบัญชีธนาคาร รวมความเสียหายกว่า 768,020 บาท

    กรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นางสาววรรณนิษาฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง 1 ครั้ง เป็นเงิน 411,010 บาท ซึ่งอายัดได้ทัน  411,010 บาท

    กรณีที่ 4 : ผู้เสียหายรายหนึ่งได้สั่งซื้อของออนไลน์ เมื่อโอนเงินไปแล้วปรากฎว่าไม่ได้รับสินค้าตามที่สั่ง ต่อมาได้มีคนร้ายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมได้ติดต่อมาหาอ้างว่าจะช่วยเอาเงินคืนให้ จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนในไลน์ คนร้ายได้แล้วดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ “DDos ชุดที่ 88”

    จากนั้นได้เริ่มให้ผู้เสียหายโอนเงินครั้งแรกเป็นค่าเข้ากลุ่ม ต่อมาคนร้ายได้ใช้กลอุบายหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้งเพื่อเป็นค่าดำเนินการในการติดตามเงินค่าสินค้าคืน สุดท้ายผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด 15 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 3,691,061.54 บาท

    จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นางสาวสุนีย์ฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง 1 ครั้ง เป็นเงิน 400,000 บาท ซึ่งอายัดได้ทัน  370,010 บาท

    กรณีที่ 5 : ผู้เสียหายรายหนึ่งได้ใช้งานแอปพลิเคชัน facebook ต่อมาได้ถูกชักชวนจากในโซเชียลให้นำเงินไปลงทุนในแพลตฟอร์ม vips-psl .com ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินลงทุน ต่อมาไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด 9 ครั้ง ความเสียหายรวม จำนวน 4,315,000 บาท

    จากกรณีดังกล่าว พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวน
    ในสังกัด รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการ จนสามารถออกหมายจับได้แล้วหลายราย

    ล่าสุดได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ติดตามจับกุม นายสิทธิศักดิ์ฯ อายุ 42 ปี หนึ่งในขบวนการได้ในพื้นที่ จ.ชุมพร เจ้าตัวสารภาพว่าได้ถูกว่าจ้างให้เปิดบัญชี โดยตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ จึงขอไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายสิทธิศักดิ์ฯ ไว้ได้ 280,000 บาท

    โดยวันนี้ “Warroom IAC” หรือ ศกค. นำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผบ.ศกค. ได้นำเงินจำนวน 2,058,920 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 5 ราย ตามปฏิบัติการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

    RELATED ARTICLES
    - Advertisment -

    Most Popular

    Recent Comments