Sunday, March 15, 2026
More
    Homeท่องปทุมวันร่วมคิด-ร่วมทำ-ร่วมแก้ปัญหา สไตล์ทำงาน“ผู้การไก่โคราช”-พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา

    ร่วมคิด-ร่วมทำ-ร่วมแก้ปัญหา สไตล์ทำงาน“ผู้การไก่โคราช”-พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา

    จังหวะวัน ว.เวลา น.ตรงกัน ผู้การไก่-พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา นรต.42  ให้เกียรติ policenewsvarieties.com เข้าไปนั่งคุย

    เกริ่นนำกันก่อนด้วยเส้นทางรับราชการหลังผู้การไก่ พ้นรั้วสามพรานเมื่อปี 2532 บรรจุในตำแหน่ง รอง สวส.สภ.อ.เมืองตราด จ.ตราด รอง สว. สอบสวน สภ.อ.เมือง จว.ตราด รอง สว.ผ.วินัย กก.กพ. บก. อก.บช.ภ.1 รอง สว.งาน 2 กก.1 บก.อก.ภ.1 นว ผบก.ปส.1 รอง สว.งาน 2 กก.กพ.บก.อก.บช.ปส. 

    ขึ้นสารวัตรปี 39 เป็น สว.งาน 4 กก.1 บก.ปส.  สว.งาน 2 กก.1 บก.อก.ภ.6  สว.จร.สน.ร่มเกล้ารอง ผกก.(ป.) สภ.อ.เมืองนคร สวรรค์ รอง ผกก.(ป.) สภ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ รอง ผกก.กลุ่มงานสวัสดิภาพฯ ศูนย์สืบสวนสอบสวน ภ.6 รอง ผกก.ปป.สภ.บางกระ ทุ่ม จว.พิษณุโลก

    ติดยศพ.ต.อ.ปี 54 ตำแหน่ง ผกก.ฝอ.5 บก.อก.ภ.6 ผกก.ฝอ.3 บก.อก.ภ.6 ผกก.ฝอ.บก.สส.ภ.6 ผกก.ฝอ.5 บก.อก.ภ.6 ปี 59 ขึ้น รอง ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์ รอง ผบก.ภ.จว.พิจิตร รรท.ผกก. สภ.เมืองนครสวรรค์ รอง ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์ รรท.ผกก.สภ. เมืองนครนสวรรค์ รอง ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ รอง ผบก.ภ.จว.อุบลราชธาน

    วันที่4ก.พ.68 ติดยศนายพล เป็นผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์ ก่อนสไลด์มาเป็นผบก.ภ.จว.นครราชสีมา เมื่อ 1ต.ค.68

    เส้นทางชีวิตและจุดเริ่มต้นบนสายกากี

    ผมเป็นลูกชายคนเดียวในบรรดาพี่น้อง 4 คน เติบโตมาในครอบครัวข้าราชการ พ่อทำงานอยู่ที่องค์การยูซ่อม (USOM) ของอเมริกา ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น รพช. ชีวิตช่วงเด็กเริ่มที่จังหวัดเลย ก่อนจะย้ายตามพ่อไปอยู่ที่ร้อยเอ็ดจนจบ ม.6 ที่โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย

    จริงๆ ตอนนั้นผมสอบติดโควต้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นไว้แล้วด้วยนะ แต่มีเพื่อนที่เป็นลูกตำรวจมาชวนไปสอบเตรียมทหารเป็นเพื่อน ปรากฏว่าเพื่อนสอบไม่ได้ แต่ผมสอบติด (หัวเราะ) พอกลับไปถามพ่อกับแม่ ท่านก็ให้ตัดสินใจเอง

    ผมมองว่าอาชีพตำรวจมีความมั่นคง เรียน 4 ปีจบ มีสวัสดิการดูแลแบ่งเบาภาระครอบครัวได้ เลยตัดสินใจเลือกทางนี้ ผมจบเตรียมทหารรุ่น 26 และนรต. รุ่น 42 ครับ

    ผู้การไก่ย้อนอดีตที่มาที่ไปการสวมเครื่องแบบสีกากีและเส้นทางชีวิตก่อนมาถึงจุดนี้

    ประสบการณ์จากสนามจริง: จากคดีป่าไม้สู่ยาเสพติด

    บรรจุครั้งแรกผมเลือกไปเป็น รอง สว.สืบสวนสอบสวน ที่ สภ.เมืองตราด เลือกเพราะชอบทะเล ทั้งที่คะแนนสอบผมได้อันดับที่ 23 ของรุ่น จะเลือกอยู่นครบาลหรือที่ไหนก็ได้

    การอยู่ที่ตราดนี่แหละที่ทำให้ผมได้วิชาจากผู้ใหญ่เก่งๆ อย่างท่านพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล  อดีตรองผบ.ตร. ผมได้เรียนรู้วิธีการทำคดีไม้ พยานหลักฐาน และการสวมสิทธิ์  เป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงานสืบสวนต่อมา

    ได้ความรู้เรื่องไม้จากปรมาจารย์”ศรีวราห์”

    ช่วงนั้นผมทำคดีๆหนึ่ง เป็นคดีสมัยยุค รสช. มีการลักลอบเอาไม้จากประเทศเพื่อนบ้าน ฝั่ง จ.ตราด มาสวม ท่านศรีวราห์ ตอนนั้นยังเป็น รอง ผกก.ป่าไม้  แล้วก็ท่านเลขาฯ ปปส.ท่านหลวง เป็น รอง สว. ส่วนผมเป็นร้อยเวรเด็กๆเข้าเวร พี่เขามาแจ้งความเรื่องนี้ ก็สอบไปสอบมา พบไม้อยู่ 512 ท่อน

    ผมยังจำได้ เอามาจากบ่อข้างล่างฝังไว้ คือไม้เขาเก็บไว้ในบ่อน้ำ เป็นไม้ที่ถูกแปรรูปแล้ว  ท่านรองฯ ศรีวราห์ ท่านเก่งมาก ผมก็ได้วิชาความรู้เรื่องไม้ เรื่องการสวมฯจากท่าน

    “เพื่อนเปีย”ชวนไป ปส.

    จากนั้นมาอยู่ที่ตำรวจภูธรภาค 1   เป็น รอง สว.แผนกวินัย อยู่ได้ 6 เดือน ก็มากำลังพล ภาค 1 ที่เดียวกัน อยู่ไปไม่นาน ท่านผู้ช่วยเปีย- สมประสงค์ เย็นท้วม เพื่อนสนิทสมัยเรียนชวนไปอยู่ บช.ปส.ตอนนั้นท่านเป็นนายเวรท่านสมชาย มิลินทรางกูร  ผมก็ไปเป็น รอง สว.ทะเบียนพลของยาเสพติดสมัยแรกๆ 

    เป็นนายเวร ผบก.ปส. 1 ท่านธนะศักดิ์ สุนทรเดชา  แล้วถึงติดยศพ.ต.ต. เป็น สว.งาน 4 กก.1 บก.ปส.1 บช.ปส. ดูแลยาเสพติดทั่วประเทศ ตอนนั้นยังอยู่ที่ตร.

    สมัยนั้น ท่านผู้บังคับบัญชาเก่งๆ ทั้งนั้น ท่านสมชาย มิลินทากูร ท่านวัชรพล ประสารราชกิจ ท่านนพดล ศรสำราญ ทางสหรัฐฯ ทางออสเตรเลีย มาทำงานใกล้ชิดทีมงานมาก      

     

    ตาม”ผู้ช่วยสมชาย”ไปภาค6 

    หลังจากนั้น ท่านสมชาย ได้รับคำสั่งให้มาทำหน้าที่ผู้ช่วย อ.ตร.เป็นหัวหน้าภาค 6 พิษณุโลก ผมก็ตามท่านไปเป็น สว. ทะเบียนพล ท่านสมประสงค์ก็เป็นนายเวรอีก เพื่อนก็ตามมาให้ช่วยกันทำงานให้นาย แต่ท่านอยู่ไม่นานโครงสร้างปรับอีก ท่านดูแลภาค 5-6 แต่ตัวท่านมาอยู่กรุงเทพฯ ส่วนตัวไม่ได้ตามท่านมาเพราะเป็นตำแหน่งหลัก  เป็น สว.ทะเบียนพล ภาค 6 ต่อเนื่องกัน 4 ปีเลย

    เรียนวิชาจราจรเมืองกรุงจาก”บิ๊กจั๋ม” 

    พอปี 2542-2543 ผมเลยสลับมาเป็น สว.จราจร สน. ร่มเกล้า อยู่ปีกว่า ได้ความรู้เยอะ เพราะนครบาลทำงานเป็นระเบียบแบบแผน เป็นตัวอย่าง เป็นแบบให้กับตำรวจทั่วประเทศได้ การบริหารจัดการสมัยนั้น

    ที่ บช.น. นี่เองที่ผมได้ “ระเบียบแบบแผน” การทำงานที่เป๊ะและเป็นมืออาชีพมาปรับใช้ ผมยังจำได้ สมัยนั้นท่านวงกต มณีรินทร์  เป็นผู้การจราจร ท่านสอนงาน ผมได้มาเยอะมากเรื่องการจราจร 

    กลับภ.6 ขึ้นรองผกก.ป.เมืองนครสวรรค์

    อยู่ปีกว่า ก็กลับมาภาค 6 ไปเป็น รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครสวรรค์  เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ย้ายมาเพราะนายเรียกใช้ ช่วงเป็นรองผกก.ป. ในเมืองมีสถานบันเทิงดังคือดีแอนด์ดี เรียกกันในหมู่นักเที่ยวว่า 2 ดี 

    ผมไปจับปืนเอ็ม 16 มี 2 กระบอก อยู่ท้ายรถเบนซ์คนไปเที่ยวดีเอ็นดี มาจากกำแพงเพชร เอาไว้หลังรถเบนซ์เลย ก็เห็นพิรุธก็ขยายผล ส่วนใหญ่ก็มีซุ้มนักการเมืองทั้งนั้น

    แล้วผมก็นึกได้ ผมได้วิชาจราจรมา  ใครจะมาเที่ยวดีเอ็นดีต้องเช็คก่อนว่าผมตั้งด่านไหม คือหัวค่ำ ผมจะตั้งด่านแอลกอฮอล์ ผม รอง ป.นะ มีรอง ผกก.จราจร แต่พี่เขาก็ให้ผมไปตั้งด่านแอลกอฮอล์

    ศุกร์เสาร์ตั้งด่านเป่าเมารับนักเที่ยว2ดี

    ผมได้วิชาจาก บช.น.มา ถ้าช่วงศุกร์-เสาร์ จับคืนละประมาณ 50-60 ราย แต่ไม่เคยมีเรื่องร้องเรียนเพราะทำตรงไปตรงมาเป๊ะทุกอย่าง เอารถ ปพ.มาส่องสว่าง สว่างโร่เลย

    มีคนเล่าให้ฟัง พวกกำแพงเพชรที่มานี่ต้องถามเลยว่า ผมตั้งด่านไหม

    ผมว่า  ผมไม่เคยเจอที่เที่ยวที่สนุกแล้วดูดีอย่างนั้นเลย สำหรับผมนะ แต่ผมอาจจะไม่ค่อยได้สัมผัส ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบเที่ยว อาจจะไม่ค่อยได้ไปโน่นไปนี่ แค่เฝ้าคน ดักคน รอคน ก็สนุกแล้ว ตรวจบัตรเกี่ยวตัวมา 

    วนเวียนอยู่เหนือตอนล่างถึงรองผู้การ

    จากนั้นก็เป็น รองผกก.ป.สภ.บางกระทุ่ม รอง ผกก.ดส.เด็ก เยาวชนและสตรี  ของสืบสวนภาค6  คือ  ได้ตำแหน่ง ผกก.   ฝอ.5 ฝ่ายอำนวยการ ภาค 6ชุมชนสัมพันธ์ วนเวียนอยู่ในนั้น 4-5 ปี ก็ได้เป็นรองผู้การนครสวรรค์ ยาว 5 ปีเลย มีเบรกไปพิจิตรแต่ไม่นาน คือเป็นรองผู้การนครสวรรค์ อยู่ได้ 2 ปี มีคำสั่งไปพิจิตร

    แต่ผมไปแค่ 10 กว่าวัน  เพราะมีคดีๆหนึ่ง ม็อบหนองบัว  ชาวบ้านต่อต้านโรงไฟฟ้าสมัยนั้นปิดสี่แยกหนองบัว วิ่งเส้นทางสาย 11  ไม่ได้เลย  รองศรีวราห์ ท่านได้รับคำสั่งให้ไปดู สมัยนั้น พี่ดำรงค์ เพชรพงศ์ เป็นผู้การจังหวัดนครสรรค์  

    เรื่องบังเอิญไม่มีในโลก

    รองศรีวราห์ถามพี่ดำว่าใครเป็นคนรับผิดชอบหัวหน้าทีมสืบสวนสอบสวน พี่ดำบอกว่าผม พี่ศรีวราห์ ก็บอกว่า โอเค.พี่เพราะเคยทำงานด้วยกันสมัยที่ตราด

    แล้วก็มีคำสั่งให้ผมมาจากพิจิตร มาช่วยที่นครสวรรค์  ทำอยู่แค่ 10 กว่าวัน พอรุ่งขึ้นพอมีคำสั่งย้ายกลับมาอยู่นครสวรรค์เหมือนเดิม

    มีช่วงหนึ่ง ไปรักษาการผกก.สภ.เมืองนครสวรรค์ 2 ครั้ง ครั้งแรกตอน ผกก.เมืองเกษียณ ก็ปกติเป็นรองผู้การจังหวัด รักษาการเมือง  ครั้งที่ 2 ก็ไปรักษาการ

    มีคดีใหญ่คดีหนึ่งที่นครสวรรค์ ผมเป็นหัวหน้าสืบสวนสอบสวน ผมก็ทำคดี ท่านรองระพีพงศ์ เป็นผู้การตอนนั้นให้ผมเป็นหัวหน้าสืบสวนสอบสวน สื่อเยอะเลย

    ผมว่าเป็นคดีใหญ่สุดแล้ว มีทั้งต่างชาติ ทั้งอะไร ที่ไปทำข่าว  รักษาการเสร็จแล้ว ผมก็กลับมาเป็นรองผู้การ 

    “เพื่อนเปีย”เป็น “สุระ1”เรียกไปช่วยที่ภ.3 

    พอดีจังหวะนั้นท่านเปีย-สมประสงค์ เย็นท้วม ได้รับแต่งตั้งให้มาเป็น ผบช.ภ.3  ก็ให้ผมมาช่วยเป็นหัวหน้าสำนักงาน จากภาค 6 ผมก็ย้ายมาภาค 3 เป็นหัวหน้าสำนักงาน เป็นรองผบก.อยู่บุรีรัมย์ ทำงาน 2 ที่ ไปๆ มาๆ สำนักงาน กับบุรีรัมย์ ทำงานอยู่ 2 ปี

    คือพี่เปีย เป็น ผบช.2 ปี  อีกปีไปเป็น ผบช.ภ.2 ผมก็อยู่ที่นี่ แต่ย้ายไปเป็นรองผู้การอุบลฯ ปีหนึ่ง แล้วถึงขึ้นนายพลที่บุรีรัมย์ คำสั่งนี้ก็ 8 ปีกว่า 9 ปีเลยนะถึงได้ขึ้นคือได้อาวุโส  คือจริงๆ ควรจะอยู่ภาค 6 แต่ด้วยเพื่อนมาก็เลยมาตรงนี้ เป็นจังหวะชีวิต

    ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ยิ่งเราทำเยอะ เราก็ยิ่งรู้เยอะ… หลายคนมักพูดคำว่า ‘ความรู้ความสามารถ’ ติดกันจนเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน แต่สำหรับผม สองคำนี้ต่างกันลิบลับ

    “ความรู้คือสิ่งที่เราเรียนมา เสิร์ชหาจากมือถือเมื่อไหร่ก็ได้ เดี๋ยวนี้เราเข้าถึงความรู้ได้เท่ากันหมด แต่ความสามารถ คือทักษะการลงมือทำจริง

    ตำรวจร้อยคนเรียนจบหลักสูตรเดียวกันมา มีความรู้เท่ากัน แต่ออกไปทำงานจริง ความสามารถไม่มีทางเหมือนกันเลย”

    ผู้การไก่ขยายความ

    บทเรียนจากบุรีรัมย์:เหนือกว่าความรู้คือประสบการณ์

    “พอผมมาเป็นผู้การที่บุรีรัมย์  ได้เจอโจทย์ที่ไม่เหมือนที่ไหน ทั้งกิจกรรมระดับโลกอย่างการแข่งรถ มาราธอน หรืออีเวนต์ใหญ่ๆ ที่ต้องบริหารจัดการร่วมกับผู้ใหญ่และนักการเมือง แน่นอนว่าหน้าที่หลักของตำรวจคือทำตามกฎหมายและความถูกต้อง 

    แต่สิ่งที่ผมได้รับเหนือกว่าความรู้คือ ‘ประสบการณ์’ โดยเฉพาะเหตุการณ์ชายแดน ผมมองว่าเป็นโชคดีของชีวิตที่ได้อยู่ตรงนั้น ผมไม่เคยคิดว่างานหนักหรือเสี่ยงภัยคือภาระ แต่มันคือเกียรติประวัติ

    ครั้งหนึ่งตอนระเบิดลง ลูกน้องที่โรงพักชายแดนขวัญเสียจนอยากขอย้าย ผมบอกเขาไปว่า

    “ตำรวจทั้งประเทศ มีกี่คนที่ได้มีโอกาสมาอยู่ตรงจุดนี้ 77 จังหวัด มีแค่ 4 จังหวัดชายแดนแถบนี้เท่านั้นนะที่มีโอกาสได้ทำเพื่อชาติในสถานการณ์จริงแบบนี้ ผมลงพื้นที่ไปหาเขาด้วยตัวเอง เพราะถ้าผู้บังคับบัญชาไม่กลัว ลูกน้องก็จะมีขวัญกำลังใจ…”

     “ผมให้ความสำคัญกับการดูแลลูกน้องมากครับ อย่างเรื่องบังเกอร์ ผมประสานขอแบบสี่เหลี่ยมที่ปลอดภัยกว่าท่อวงกลมมาให้ เพราะผมถือคติว่า ถ้าตำรวจยังดูแลตัวเองให้ปลอดภัยไม่ได้ แล้วเราจะไปดูแลชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านที่เขาอพยพไปได้ยังไง…”

    น้ำใจในยามวิกฤต

    ช่วงที่เหตุการณ์ตึงเครียด ผมส่งรองผู้การลงไปกินนอนกับน้องๆ ที่ชายแดน ส่วนตัวผมก็วิ่งรอกประสานงาน เช้าไปชายแดน บ่ายมาเยี่ยมผู้อพยพที่สนามช้าง ประสานรถครัวสนามพระราชทานมาทำข้าวกล่องเลี้ยงคนวันละหลายพันกล่อง

    ถ้าตีเป็นมูลค่าก็หลายล้านบาท แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับ ‘น้ำใจ’ ที่เราเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งสื่อมวลชนและประชาชนที่ช่วยกันบริจาค

    เหตุการณ์แบบนี้แหละครับที่ทำให้เราเห็น ‘เนื้อแท้’ ของคน และเป็นประสบการณ์ชีวิตที่หาซื้อไม่ได้จากตำราเล่มไหนจริงๆ”

    ถอดรหัสการทำงาน: จากบุรีรัมย์สู่โคราช กับปรัชญา “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา”

    สไตล์การทำงานของผมคือ ‘ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา’ ผมไม่ชอบสั่งการอย่างเดียวโดยไม่รู้หน้างานจริง ซึ่งมันไปตรงกับหลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ว่า ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ * 

    เข้าใจ: รู้พื้นฐานพื้นที่และปัญหาที่แท้จริง เข้าถึง: เข้าไปสัมผัสใจทั้งลูกน้องและชาวบ้าน พัฒนา: คือการที่ผมเอา “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา” เข้าไปจับ

    เป็นผู้การบุรีรัมย์ ปีเดียวย้ายมาเป็นผู้การนครราชสีมา แม้บริบทพื้นที่ระหว่างบุรีรัมย์และโคราชจะต่างกัน ทั้งจำนวนโรงพักและกำลังพลที่โคราชมีมากกว่าเท่าตัว (กว่า 50 โรงพัก และกำลังพลกว่า 3,000 นาย) แต่หลักการทำงานของผมยังคงยึดถือแนวทางเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการปรับฐานข้อมูลให้เข้ากับข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุด

    โมเดล “ตำรวจอาสา”: พลังจากชุมชนสู่ชุมชน

    ย้อนกลับไปสมัยผมเป็น รอง ผกก.ป.ที่นครสวรรค์ ผมเริ่มทำโครงการ “ตำรวจอาสา” ที่ ต.หนองปลิง  ยึดหลักการทรงงานของในหลวง คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เราไม่ได้แค่เรียกคนมาอบรมแล้วจบไป แต่เราเริ่มจากการสืบสภาพพื้นที่ คุยกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และ อบต. เพื่อดึงชาวบ้านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ

    ร่วมคิด: ให้ชาวบ้านชี้จุดเสี่ยงเองว่าตรงไหนควรตั้งตู้แดง ตรงไหนอาชญากรรมชุก เพราะคนพื้นที่ย่อมรู้ดีกว่าตำรวจ

    ร่วมทำ: จัดเวรสายตรวจหมู่บ้านละ 5 คน นั่งรถตรวจร่วมกับตำรวจ ใช้หลัก Stop, Walk & Talk เข้าไปทักทายพูดคุยกับพี่น้องประชาชน

    ร่วมแก้ปัญหา: เมื่อทำไปสักพักก็นำข้อมูลมาปรับจูนกันว่าจุดไหนได้ผล จุดไหนต้องแก้

    ผลลัพธ์ที่ได้เกินคาด  ยาเสพติดและปัญหาเด็กแว้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะตำรวจอาสาเหล่านี้คือ ลุง ป้า น้า อา ในพื้นที่ เขารู้จักหัวนอนปลายเท้าของเด็กในหมู่บ้านดีกว่าเรา

    “มึงลูกใคร พ่อแม่มึงเป็นใคร”

    คำพูดแบบคนกันเองเหล่านี้มีน้ำหนักกว่าการใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวเสียอีก

    ผมกำลังขยายผลโครงการนี้ไปยังอำเภอต่างๆ เช่น ประทาย และหัวทะเล แม้ต้องรอจังหวะงบประมาณจากการเปลี่ยนผ่าน อบต. แต่เสียงตอบรับนั้นดีมาก นายก อบต. หลายแห่งเดินเข้ามาหาเราเองเพราะอยากให้ชุมชนเข้มแข็ง

    ก้าวต่อไปในโคราช: ป้องกันนำปราบปราม

    หลักการบริหารงานของผมชัดเจน: ผมเน้นการป้องกันก่อนปราบปราม “ไม่ให้เกิดเหตุคือดีที่สุด” คนไม่เดือดร้อน งานก็น้อยลง ความโปร่งใสและเป็นธรรม: การบังคับใช้กฎหมายต้องเท่าเทียมกัน และการจราจรที่เข้าใจวิถีชีวิต:

    ผมเป็นตำรวจจราจรเก่า ผมเข้าใจดี จุดไหนแก้ได้เราแก้ด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ส่วนการตั้งด่านแอลกอฮอล์ ผมเน้นหลังเที่ยงคืนซึ่งเป็นช่วงที่เสี่ยงจริง เพื่อไม่ให้กระทบต่อวิถีชีวิตปกติของชาวบ้านจนเกินไป แต่ต้องเน้นความโปร่งใสเป็นหลัก

    การทำงานตำรวจยุคนี้จะเอาแค่ตัวเลขสถิติอย่างเดียวไม่ได้ ผลงานต้องได้และภาพลักษณ์ต้องดีด้วย ถ้าเป้าหมายถึงแต่ชาวบ้านส่ายหน้า แบบนั้นถือว่าล้มเหลว

    หัวใจสำคัญคือการ “เข้าถึง” ทั้งลูกน้องและประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่อย่างยั่งยืน เหมือนที่ผมเคยเรียนรู้และปฏิบัติมาตลอดเส้นทางรับราชการ

    ก่อนจบการสนทนา ไม่ลืมถามคดีใหญ่ที่ประชาชนทั้งประเทศสนใจนั่นคือกรณีเครนก่อสร้างรถไฟไทย-จีนหล่นทับรถไฟขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 ช่วงสถานีหนองน้ำขุ่น กับสถานีสีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่14 ม.ค.69 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 30 ราย และบาดเจ็บ 69 ราย

    ผู้การไก่บอกว่า

    “ตอนนี้เราสอบพยานไปกว่า 180 ปาก แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มนายจ้าง, กลุ่มควบคุมสัญญาณ และกลุ่มเครื่องจักร…”

    ทุกอย่างว่าไปตามพยานหลักฐานครับ ไม่มีแรงกดดันใดๆ เราแค่รอผลพิสูจน์หลักฐานจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อระบุจุดเริ่มต้นของความประมาทให้ชัดเจน

    ใครรับผิดชอบตรงไหน ต้องถูกดำเนินคดีตามนั้น เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้สูญเสียอย่างที่สุดครับ…

    เฮียเก๋ 15/3/69

    RELATED ARTICLES
    - Advertisment -

    Most Popular

    Recent Comments