Tuesday, January 6, 2026
More
    Homeเรื่องสั้น-วรรณกรรมเรื่องเล่าในรถร้อน EP. 62

    เรื่องเล่าในรถร้อน EP. 62

    อีกครั้งกับการเดินทางด้วยรถเมล์สีครีมแดงที่ไม่อาจแยกขาดจากข้าพเจ้าตั้งแต่รุ่นกระทงยันวัยโทงเทง

    มันเป็นพาหนะอันมีนัยสำคัญสำหรับคนเบี้ยน้อยหอยน้อยอีกมากผู้มากนามบนแผ่นดินนี้

    แม้การเดินทางในช่วงฤดูกาลที่เรียกขานว่าหน้าหนาวควรจะได้สัมผัสไอเย็นบ้างสักน้อยนิดแต่ก็ไม่เป็นไปดังหวัง ตกยามสายแดดแรงร้อนขับไล่ไอเย็นยามเช้าไปหมดสิ้น ดุจดั่งโลกใบนี้จะไม่เหลือความชุ่มเย็นอีกแล้ว

    นับแต่การพักยกสงครามกับประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง

    ผ่านขึ้นศักราชใหม่เพียง3 วัน อีกฟากโลกในดินแดนอเมริกากลางให้มีเหตุปะทุระอุเดือดอีกคู่หนึ่ง

    เมื่อมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาส่งนักรบบุกโจมตีประเทศเวเนซูเอล่าด้วยอาวุธหนักขนานใหญ่

    จับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร พร้อมภรรยาควบคุมตัวขึ้นเครื่องเฮลิคอปเตอร์หลบหนีออกจากประเทศอย่างรวดเร็วด้วยเวลาไม่กี่ชั่วโมงของปฏิบัติการครั้งนี้

    นานาประเทศถึงกับตกตะลึงราวกับโลกถูกเขย่าสะท้านสะเทือนด้วยแรงแผ่นดินไหว หรือไม่ก็เหมือนไฟช็อตแข็งทื่อไม่รู้ว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 กำลังคืบคลานมาสะกิดสันหลังวาบ

    เวเนซูเอลาเป็นประเทศที่มีขุมน้ำมันมากที่สุดของโลก แต่การเมืองทำให้ฐานะประเทศที่มั่งคั่งพลิกผันดำดิ่งเป็นประเทศล้มละลายไปอย่างเหลือเชื่อ

    จากปฏิบัติการจู่โจมลักพาตัวผู้นำประเทศครั้งนี้ประเดิมศักราช ผู้เชี่ยวชาญการเมืองระหว่างประเทศส่วนใหญ่มองไปในทิศทางเดียวกันว่าสหรัฐอเมริกาจ้องเขมือบบ่อน้ำมันใหญ่ของโลก

    มากกว่าข้ออ้างของผู้นำจอมยโสโอหังโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่าชนวนเหตุเกิดขึ้นเพราะเวเนซูเอล่าเป็นประเทศที่ส่งยาเสพติดเข้าสหรัฐฯมากที่สุด

    รวมทั้งผู้นำเวเนซูเอล่าปกครองประเทศแบบเผด็จการ บริหารล้มเหลวจนเศรษฐกิจพังพินาศ ชาวเวเนซูเอล่าทิ้งถิ่นฐานอพยพหลบหนีเข้าสหรัฐฯนับแสนนับล้านคน สร้างความเสียหายโดยตรงต่อสหรัฐอเมริกาฯอย่างหนักเหลือประมาณ

    นั่นเป็นแค่ละครฉากหนึ่งไร้น้ำหนักเพียงพอกับการกระทำของสหรัฐฯอย่างไม่แยแสต่อประชาคมโลกว่าจะก่นประณามอย่างไร
    เป็นข่าวใหญ่อันดับหนึ่งในหน้าสื่อทั่วทุกมุมโลก

    ข้าพเจ้าไถจอมือถือดูไปเรื่อยๆระหว่างนั่งรถเมล์

    มีแต่เรื่องราวของไฟสงครามที่เกิดขึ้นหลัดๆ เหมือนกันกับผู้คนค่อนโลกที่ติดตามด้วยใจจดจ่อระทึกหวาดหวั่นถึงมหาสงครามโลกครั้งที่สาม ใกล้เข้ามาทุกขณะจิต รอถึงจุดระเบิดวันใดวันหนึ่งเท่านั้นเอง

    ข้าพเจ้านึกย้อนกลับสามสี่เดือนก่อนจากศึกชายแดนกับเพื่อนบ้านที่ผู้นำประเทศพยายามเอาอกเอาใจผู้นำสหรัฐอเมริกาขนาดอยากเสนอชื่อเป็นบุคคลที่คู่ควรกับรางวัลโนเบลสันติภาพประจำปี2025

    พอประกาศผลออกมารางวัลตกเป็นของมาเรีย คอรีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซูเอล่า ไปเสียอย่างนั้น

    มันช่างล้อไปกับฉากทัศน์ชวนขัน คนเช่นผู้นำสหรัฐฯนี่น่ะหรือ คนที่สั่งการบุกถล่มเมืองหลวงเวเนซูเอล่าลักพาตัวประธานาธิบดีกับภรรยา เหมาะสมที่จะรับรางวัลอันทรงเกียรติยศยิ่งใหญ่อย่างรางวัลโนเบลสันติภาพ

    เมื่อคิดไปอีกนิดแล้วคนที่อยากให้ผู้นำสหรัฐฯรับรางวัลโนเบลสันติภาพจะหน้าฉีกเป็นริ้วๆขนาดไหนกันหนอ

    ไถจอมือถือเจออีกข่าวหนึ่งที่เสนอต่อเนื่องยาวนาน ข้าพเจ้าติดตามมาระยะหนึ่ง เป็นข่าวที่ค่อนข้างไร้ความสนใจในแผ่นดินนี้ อาจเนื่องด้วยเกิดบนดินแดนห่างไกลที่สหรัฐอเมริกา

    ประกอบกับข่าวสงครามกับประเทศข้างบ้านกลบสนิทจนไม่เหลือพื้นที่ความสนใจในหมู่คนนัก

    คือข่าวการจาริกแสวงบุญของคณะภิกษุสงฆ์ตามวิถีพุทธ เดินธุดงค์รณรงค์สันติภาพหรือวอล์ก ฟอร์ พีซ คณะสงฆ์ 24 รูปเดินทางตามถนนผ่านชุมชนหมู่บ้านชนบทเมืองใหญ่

    เริ่มตั้งแต่เมืองฟอร์ตเวิร์ธ รัฐเท็กซัส ไปยังกรุงวอชิงตัน ดีซี ระยะทาง 2,300 ไมล์ หรือประมาณ 3,700 กิโลเมตร จากรัฐทางใต้ขึ้นไปทางเหนือ เพื่อสันติภาพและความมีเมตตากรุณาต่อประชาคมโลก

    นำโดยพระปัญญากร หรือBhikkhu Pannakara เริ่มต้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ. ศ. 2568 จากศูนย์ปฏิบัติธรรม Huang Dao Vipassana Bhavana Center พร้อมสุนัขนามว่า อโลกา ร่วมติดตามไปด้วย คาดว่าใช้เวลาเดินทางประมาณ 110 วัน

    ว่ากันถึงบางช่วงของการเดินเพื่อนสันติภาพนี้ ผ่านชุมชนต่างๆ ได้รับความสนใจต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวบ้านที่ออกมาคอยรอ บางส่วนจัดกิจกรรมนำอาหาร เครื่องดื่ม หยูกยาและสิ่งของจำเป็นมาถวาย

    บางแห่งผู้คนไม่อาจปิดกั้นความรู้สึกซาบซึ้งใจที่ได้รับฟังธรรมะและรับพรอันประเสริฐ บางคนถึงกับร่ำไห้ด้วยความปลื้มปิติ ทั้งยังชื่นชมความเสียสละของพระสงฆ์ที่อุทิศตนทนทรมานเดินรอนแรมฝ่าดินแดนหนาวเย็นแห้งแล้งได้รับบาดแผลเจ็บป่วยอาพาธ

    แม้กระทั่งเจ้าอโลกาสุนัขผู้ติดตามคณะสงฆ์ที่กลายเป็นขวัญใจของเด็กๆและผู้รักสัตว์ทั้งหลาย ก็พลอยเหน็ดเหนื่อยเหน็บหนาว จนต้องมีทีมสัตวแพทย์คอยดูแลตรวจสุขภาพอย่างใกล้ชิด
    ถึงต้นปี

    ผ่านไปกว่า70วัน ยังเหลือระยะทางอีกไกลพอสมควรกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง ในท่ามกลางสภาวะที่โลกเต็มไปด้วยสถานการณ์ตึงเครียด มีเหตุขัดแย้งปะทุปะทะกันไปทั่ว

    การเดินเพื่อสันติภาพของคณะภิกษุสงฆ์ยังคงมุ่งมั่นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความเมตตาการุณย์ ได้ส่งสารที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งดื่มด่ำด้วยวิถีทางแห่งสันติสุข การเจริญภาวนา แผ่บุญกุศลเป็นเครื่องนำทางสู่ความสงบสุขแก่มนุษยชาติ

    เรื่องราวที่ดูเรียบง่ายจากการกระทำของคณะบุคคลผู้ทรงศีลเพียง24 คนนี้

    ข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึงพลังอันแรงกล้ามหาศาล เหนือกว่าแสนยานุภาพของสรรพาวุธประดามีในโลก ที่เหล่านานาอารยประเทศไขว่คว้าคิดค้น แข่งขันประชันพลานุภาพว่าเหนือกว่าชาติใดทั้งสิ้น ผลิตสร้างสั่งสมครอบครองให้มากที่สุด

    มันก็เป็นแค่เครื่องมือทำลายล้างมนุษยชาติเท่านั้น

    การเดินเพื่อสันติภาพนี้กระมังคือสายลมเย็น คือหยดน้ำชุ่มฉ่ำ ที่มีพลังยิ่งใหญ่พอที่จะดับไฟสงครามในยามนี้ โอ…หนอเจ้ามนุษย์โลกสวยผู้รังเกียจโลกเส็งเคร็ง

    อย่างเพลงรีเฟล็กชั่น ออฟ มาย ไลฟ์ ท่อนหนึ่งที่ว่า

    The world is a bad place a bad place a terrible place to live…

    ถึงป้ายแล้วหยุดโลกหน่อย ข้าพเจ้าจะลงตรงนี้.

    5/1/2569

    RELATED ARTICLES
    - Advertisment -

    Most Popular

    Recent Comments