เดินไปตามถนนเล็กๆริมกำแพงวัด มีร่มไม้บังแดดช่วงสายของปลายปี
คนขี่มอเตอร์ไซต์รับจ้างนั่งก้มดูโทรศัพท์พลางหาวหวอดในอารมณ์บรรยากาศเนือยๆของวันอาทิตย์ ผู้คนบางตาผิดไปจากที่ควรจะเห็นในย่านชุมชน
เหลือบเห็นคนสองสามคนประกอบกิจกรรมบางอย่างไม่ค่อยจะพบเห็นง่ายๆในเมืองหลวง
หญิงสูงวัยสองคนแต่งกายด้วยเสื้อกางเกงสีดำ สวมสร้อยกำไลแหวนประดับตัวพราวคล้ายคลึงกันทั้งคู่
คนที่ดูอายุมากกว่ากำลังตัดผมให้ชายชราร่างท้วม ส่วนหญิงอีกคนตัดผมให้เด็กชายอายุห้าหกขวบข้างๆกัน มีแผ่นป้ายห้อยแขวนติดลำต้นของต้นไม้ที่อาศัยร่มเงาเป็นร้านตัดผมริมทางถนน เรียกง่ายๆก็คือ ลมโชยบาร์เบอร์หรือเกศาอย่างนั้นเอง
แผ่นป้ายมีข้อความตัดผมฟรี เรียนตัดผม ไม่มีบอกราคาค่าตัดผมใดๆทั้งสิ้น
เพียงหยุดยืนมองข้าพเจ้าได้ยินเสียงทักเชิญชวนมาตัดผม
ข้าพเจ้าตัดสินใจในวินาทีนั้นไม่ลังเลแม้เสี้ยวเดียว จังหวะพอดีที่ชายชราร่างท้วมตัดผมเสร็จ จับเสื้อปัดเส้นผมที่ร่วงติด เงยหน้าสบตาพร้อมยิ้มให้ก่อนเดินจากไปเงียบๆ ไม่ทันสังเกตว่าไปทางไหน มัวจดจ่อเข้าไปใช้บริการลมโชยเกศาอย่างเดียว
ช่างตัดผมหญิงใช้ผ้าคลุมปัดเก้าอี้ผายมือเชื้อเชิญให้นั่ง แล้วค่อยๆคลุมผ้ากันเศษผมให้ข้าพเจ้าด้วยความช่ำชองในงานของเธอแล้วถามว่าจะตัดทรงอะไรสั้นยาวแค่ไหน
พอรู้จุดประสงค์ของข้าพเจ้า เธอเริ่มลงมือทำงานตามหน้าที่ ใช้ปัตตาเลี่ยนไฟฟ้าไร้สายที่ชาร์จแบตเตอรี่มาจากบ้านเป็นเครื่องมือตัดผม
ข้าพเจ้าเหลือบมองข้างซ้ายมือที่เก้าอี้อีกตัวมีเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่งอายุราวหกเจ็ดขวบนั่งถัดจากคนแรกที่ตัดเสร็จแล้ว มีแม่วัยยี่สิบปลายคอยกำกับให้นั่งสงบนิ่งไม่หลุกหลิกด้วยความหวาดผวาเสียงปัตตาเลี่ยนไฟฟ้าดังหึ่งใกล้ใบหูระหว่างช่างไถตัดผมเกรียนติดหนังศีรษะ
“นี่แน่ะ นั่งเฉยๆสิ เขาไม่ตัดหูอีกหรอก”
นางตวาดใส่ลูกชายพร้อมตีไปทีหนึ่งเป็นการกำหราบลูกชายที่ขี้กลัวปัตตาเลี่ยนเป็นนิสัย เด็กชายหน้าเจื่อนทำท่าคล้ายจะร้องไห้
สักพักหนึ่งช่างก็ตัดผมเสร็จด้วยดี ก่อนเอี้ยวตัวหันไปล้วงบางอย่างในกระเป๋าที่แขวนไว้ใกล้ๆ เป็นขนมลูกอมส่งให้เด็กผู้ชายเป็นรางวัลปลอบใจให้ทั้งสองคน
สังเกตสภาพครอบครัวสาวกับลูกชายสองคนบ่งบอกชัดเจนว่ายากไร้ หนูน้อยคนโตสวมเสื้อกางเกงเก่าคร่ำรัดแนบเนื้อตัว ซ้ำยังเป็นกางเกงของเด็กผู้หญิงอีกด้วย ช่างบริการโดยไม่คิดค่าตัดผมแม้บาทีเดียว
“นี่เธอเป็นคนแถวนี้รึเปล่า วันอาทิตย์หน้าแวะมานะ ฉันมีเสื้อผ้าเด็กขนาดนี้หลายตัว เดี๋ยวจะเอามาให้ลูกเธอใส่นะ อย่าลืมแวะมานะอาทิตย์หน้า”
ช่างตัดผมบอกกับหญิงสาวผู้เป็นแม่ของเด็กชายทั้งสองวัยไล่เลี่ยกัน คงเกิดหันางได้แต่พูดขอบอกขอบใจช่างตัดผมหญิง ก่อนพาลูกเดินไปหาสามีของนางที่นั่งรออยู่ห่างๆ
ข้าพเจ้าหันมาคุยกับช่างสตรีที่อาวุโสกว่า
“เปิดร้านมานานแล้วหรือ”
นางตอบว่า
“หลายปีแล้วค่ะ แต่เปิดวันอาทิตย์แค่นั้นนะ ทำแบบจิตอาสานั่นแหละค่ะ”
พลางประจงตัดผมไปเบาๆ
“แล้วปกติทำอะไรครับ”
ข้าพเจ้าชักจะอยากรู้มากเกินหรือแค่หาเรื่องสนทนาฆ่าเวลาไปเท่านั้น ไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบว่า
“รับเหมาก่อสร้าง”
จึงไม่คิดจะอยากรู้เรื่องของนางอีกเลย ปล่อยนาง ทำหน้าที่ตัดผมไปเรื่อยๆน่าจะเป็นการดีที่สุด
ระหว่างตัดผม ข้าพเจ้าเพ่งมองไปตรงถนนข้างหน้า ผู้คนทยอยผ่านไปผ่านมา บ้างเดินบ้างขี่มอเตอร์ไซค์ขับรถยนต์ ผ่านไปมาอย่างช้าๆ ถัดไปอีกฟากถนนเป็นบันไดทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้า ช่วงนี้ยังไม่ค่อยมีผู้มาใช้บริการมากนัก
เมื่อช่างตัดผมหญิงสูงวัยตัดผมเสรฺ็จเรียบร้อย ข้าพเจ้าลุกขึ้นปัดเศษเส้นผมที่ร่วงติดเสื้อแล้วถามราคาค่าตัดผม นางตอบว่า
“แล้วแต่จะให้สิบยี่สิบก็ได้”
ข้าพเจ้าล้วงกระเป๋าหยิบแบงก์ร้อยส่งให้ นางรับเงินด้วยอารามดีใจมาก ทำให้รู้สึกแปลกใจ ค่าตัดผมชายราคาประมาณนี้เป็นปกติธรรมดา อย่างมากร้อยยี่สิบเท่านั้น ที่เห็นราคาค่าตัดผมถูกสุดก็แปดสิบในสมัยปัจจุบัน
ข้าพเจ้าเดินข้ามถนนไปขึ้นสะพานลอยเดินไปยังป้ายรถเมล์ที่อยู่ห่างไปเกือบร้อยเมตร
ขณะเดินลงสะพานมุ่งตรงยังศาลาที่พักผู้โดยสารรถเมล์นั้น เห็นแผ่นป้ายไวนิลขนาดสูงราวสองเมตร กว้างหนึ่งเมตรผูกติดกับเสาอะไรสักอย่างหนึ่ง
ป้ายนั้นมีสีสดใหม่เอี่ยมเพิ่งถูกติดตั้ง มีรูปภาพผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรคนหนึ่งประจันหน้าพอดี
บ่งบอกถึงฤดูกาลผันผวนทำให้กอดประชาธิปไตยกำลังจะเบ่งบานเต็มที่ท่ามกลางหมอกควันไฟสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ทันจางหาย ทั้งอาจจะปะทุเป็นเปลวไฟลุกโชนเมื่อใดก็ได้ หรือคุกรุ่นลอยข้ามศักราชที่กำลังมาถึง
มันเป็นบรรยากาศที่ไม่อาจสัมผัสหรือเกิดขึ้นบนดินแดนใดในโลกนี้ แต่มันได้เกิดขึ้นแล้วบนดินแดนไทย บรรยากาศรื่นเริงเถลิงศกคละเคล้าควันศึกไฟสงครามผสานกลิ่นกรุ่นของดอกประชาธิปไตยที่ใกล้เบ่งบานเต็มที่ไปพร้แมกัน
ข้าพเจ้าเพียงแค่ขออาศัยร่มเงาหลังคาศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทางบังแสงแดดแรงร้อนบ้างยังแทบไม่ได้ต้องหลบในเงาของเสาศาลาบ้างเล็กน้อย สายตาคอยชำเลืองดูรถเมล์เข้าป้าย
อนิจจาเจ้ากรรมอำนาจอธิปไตยดันมาบดบังสายตา ป้ายหาเสียงเลือกตั้งส. ส. ติดตั้งบังหน้าป้ายรถเมล์ทำลายทัศนวิสัยสิทธิมนุษยชนไปอย่างไม่แยแสไยไพ
ข้าพเจ้าถูกนักประชาธิปไตยละเมิดสิทธิไปอย่างไร้สิ้นความละอาย ต้องชะเง้อชะแง้จ้องดูรถเมล์ที่แย่งชิงหนีผู้โดยสารที่เฝ้ารอด้วยความกระวนกระวายร้อนแดดแผดเผา
พอดีมีหญิงสาวคนหนึ่งมายืนรอรถเมล์ด้วยเอ่ยกับข้าพเจ้าว่า
“ลุงจะไปไหนคะ”
ข้าพเจ้าบอกจุดหมายไป
เธอบอกจะช่วยดูรถให้ เพราะคนขับก็คงจะมองไม่เห็นคนรอรถเมล์เพราะป้ายหาเสียงบังนั่นเองเลยแล่นตะบึงผ่านไปไม่ชะลอเข้าป้ายตามปกติ
ข้าพเจ้าได้แต่เอ่ยขอบคุณในน้ำจิตน้ำใจของหญิงสาวเพื่อนร่วมป้ายรถเมล์ที่เดินทางบนสายประชาธิปไตยคละเคล้าควันไฟสงครามที่ไม่สามารถล่วงรู้ว่าทั้งสองประการจะมอดมลายไปพร้อมกันหรือไม่
คำตอบคงไม่ลอยหายไปในสายลมอย่างที่นักเพลงบรรเลงเล่าหรอกหนา
3/1/69

























