73.คลี่คดีฆ่า เสี่ยปุ้ย เชียงใหม่

ตำนานมือปราบพระกาฬ ชลอเกิดเทศ โดยกิตติพงศ์ นโรปการณ์

 
ข่าววิสามัญฆาตกรรมแก๊งโจรปล้นรถทัวร์ 3 ศพ กลางกรุง ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของกองปราบปราม โดยเฉพาะพันตำรวจเอกชลอ โด่งดังขึ้นไปอีก
                       
ยิ่งบรรดาตำรวจและลูกน้องด้วยแล้ว การเด็ดหัว3 โจรเมืองสิงห์ที่กล้ากำแหงยิงตำรวจกองปราบตายเจ็บ ยิ่งทำให้นายตำรวจหนุ่มมือปราบอย่างชลอ ได้ใจลูกน้องและบรรดาเพื่อนร่วมอาชีพยิ่งขึ้น

เพราะเหมือนกับเอาไอ้โจรร้าย 3 คน มาเซ่นวิญญาณจ่าสิบตำรวจมนัส พึ่งดี คนตาย และสิบตำรวจเอกขรรค์ชัย อุ่นจิต คนเจ็บ ที่ยังนอนเจ็บรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจ
                       
ถึงจะมีคนแอบนินทาชลอว่า เอาโจรมายิงทิ้งหน้ากรมตำรวจ แต่ชลอไม่สนใจ
                       
เพราะจากปฏิบัติการถึงลูกถึงคน “ยิงตำรวจเอาไว้ไม่ได้” ทำให้บรรดาสายข่าวหลั่งไหลเข้ามาอยู่ใต้อุ้งเล็บสิงห์เหนือ โดยเฉพาะกลุ่มมือปืนตามซุ้มต่างๆ ที่แอบแฝงอยู่ในวงดนตรีลูกทุ่ง หรือตามบ่อนการพนันในพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งที่ติดตามผู้กว้างขวาง และผู้มีอิทธิพลในวงการกีฬา ทั้งสนามม้าสนามมวย
                       
ความคิดของชลอ ในวงการมือปืน ถ้าเข้าใจวัฎจักรแล้ว มันแคบ เพราะมือปืนตีนปืนพวกนี้มันอยู่กับคนไม่กี่กลุ่ม
                       
ส่วนตัวนายตำรวจนักบู๊ จากประสบการณ์ในการพิชิตคดีมานักต่อนัก เขาเชื่อเลยว่า จุดกำเนิดมือปืนนั้นเริ่มต้นมาจากนักการเมือง  
                       
เพราะการหาเสียงมันต้องมีการขัดกันในเรื่องของผลประโยชน์  คนไหนไม่ยอมช่วยเป็นหัวคะแนน ใครไม่อยู่ในอาณัติ หรือไปหาเสียงเป็นหัวคะแนนให้คู่แข่ง ถือว่าอยู่ร่วมโลกเดียวกันไม่ได้ ก็ให้ลิ่วล้อที่ไว้เนื้อเชื่อใจ ไปดักยิงดักฆ่าหัวคะแนนฝ่ายตรงข้าม
                       
เมื่อมีบริวาร ก็ต้องมีค่าใช้จ่าย นักการเมืองชั่วๆจำเป็นต้องแผ่ขยายอาณาจักรด้วยการลักลอบทำธุรกิจในวงจรอุบาทว์ เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูสมุน ไม่ว่าจะเป็นการค้าของเถื่อน เปิดบ่อนการพนัน และขยายผลต่อยอดด้วยการส่งมือปืนรับจ้างไปคุ้มกันคนนั้นบ้าง คนนี้บ้าง โดยเฉพาะผู้มีอิทธิพลในวงการสีเทา และธุรกิจมืด
                       
เหตุเพื่อเสริมบารมี และไว้ใช้ป้องกันตัวจากคู่อริฝั่งตรงกันข้าม ในช่วงที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยเจ้าพ่อ
                       
แม้กระทั่งวงการลูกทุ่ง วงการภาพยนตร์ นักการเมืองพวกนี้ จะสยายปีกแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามา เหตุเพราะเวลาไปหาเสียง ต้องเอาวงดนตรี รวมทั้งธุรกิจฉายหนังเร่ไปเล่นด้วย
                      
สำหรับวงดนตรีลูกทุ่ง ไม่ว่าจะเป็น เป้า-สายัณห์ สัญญา  ศรคีรี ศรีประจวบ สังข์ทอง สีใส ไพรวัลย์ ลูกเพชร รุ่งเพชร แหลมสิงห์ ส่วนใหญ่จะมีกลุ่มมือปืนโดยเฉพาะกลุ่มมือปืนเมืองเพชรบุรี ที่อยู่ใต้ปีกนักการเมืองคนดัง ก้าวเข้ามามีบทบาทในวงดนตรี โดยตัวนักการเมืองจะเป็นผู้นำมาฝากไว้ อ้างว่าเอาไว้ใช้ดูแลคุ้มกันนักร้องและลูกวง เวลาเดินสายต่างจังหวัด
                       
ปัจจัยอีกอย่างที่ชลอตั้งสมมติฐาน คือตัวนักร้องเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ หรือสุพรรณบุรี ที่มีพื้นที่จังหวัดติดต่อใกล้เคียงกัน ทำให้วัยรุ่นเมืองเพชรบุรี และจังหวัดใกล้เคียงหลายคน เข้ามามีอาชีพอยู่ในแวดวงดนตรีหวังเจริญรอยตามนักร้องรุ่นพี่
             
ถ้าไม่ได้อยู่ในวงดนตรี  ก็จะผันตัวไปเป็นคนส่งแผ่นเสียงของนักร้องให้ตามสถานีวิทยุต่างๆทั่วประเทศ เพราะนอกจากรายได้จะดีแล้ว ยังทำให้สังคมของคนเมืองเพชรบุรี และ3-4 จังหวัดที่ว่า แผ่ขยายหาช่องทางทำมาหากินออกไปทั่วทุกทิศทุกทาง
                     
เป็นธรรมชาติ เมื่อมีการแข่งขันกันก็ย่อมเกิดความขัดแย้ง มักมีเหตุกระทบกระทั่งกันระหว่างวงดนตรีอยู่เนืองๆ   นักร้องลูกทุ่งเหล่านี้  จำเป็นต้องเข้ามาพึ่งบารมีของตำรวจเพื่อมาเป็นเกราะคุ้มกันป้องกันตัวจากวงดนตรีฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่ง 1 ในนายตำรวจใจถึงพึ่งได้ นั่นก็คือ ชลอ เกิดเทศ
                       
สำหรับนักการเมืองที่เดินอยู่ในบ่อนการพนัน หรือมีธุรกิจมืดติดชนักอยู่ ถึงแม้จะมีบทบาทเป็นผู้แทนปวงชน แต่ก็ไม่กล้าหืออือกับชลอ

เพราะนอกจากพันตำรวจเอกชลอ จะเป็นนายตำรวจ ระดับรองผู้บังคับการกองปราบปรามแล้ว ความเด็ดขาดอันเป็นลักษณะเฉพาะตัว ยิ่งทำให้นักการเมืองหลายคนที่มีชนักติดหลังที่ว่า ต้องยอมเอ่ยปากหากชลอมีคำถาม
                       
โดยเฉพาะมือปืนจากเมืองเพชร ที่นักการเมืองคนดังจังหวัดเพชรบุรีที่ขนเอามาคุมบ่อนการพนันทั่วกรุงเทพ
                       
นี่คืออีกเหตุผลที่ยิ่งทำให้การข่าวของชลอ ขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้น
                       
เมื่อเป็นอย่างนี้ ข่าวใครจะไปยิงใครที่ไหน ใครจะไปฆ่ากับใคร จึงไม่แปลกที่นายตำรวจนักบู๊ มักรู้เรื่องทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุเพียงไม่นาน จนเจ้าตัวพูดโชว์ลูกน้องบ่อยๆ
                       
“เดี๋ยวแมลงวันมันก็บินมาบอกข่าวกู…”
                      
 ขณะเดียวกัน หากว่างจากงานราชการ หรือเลิกจากการซ้อมฟุตบอลกับทีมชาติที่นายตำรวจพวกเยอะได้รับการร้องขอให้มาดูแล หรือหากวันไหนไม่ได้กลับเข้าบ้านปัฐวิกรณ์ อยู่กับใหญ่-สุรางค์ พลทรัพย์ สาวเมืองอยุธยา ที่ทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน คอยดูแล ปู-ชนม์ยืน และปลา-กุมาริกา 2 ลูกชายลูกสาว ที่เกิดกับตุ๊กตา-นันทวัน แพทย์สมาน
                       
นายตำรวจหนุ่มเลือดนักรักบี้ จะใช้เวลาที่ว่านี้  เข้ามาแวะเวียนอยู่ที่โรงแรมใหญ่แห่งหนึ่งริมถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ครูแพต -พัชรินทร์ พึ่งบุญยะ” อดีตครูสาวแห่งบ้านห้วยยะอุ 1 ในสาวของชลออีกคน ที่ทั้งคู่พบรักกันสมัยเขาย้ายจากรองผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี ไปเป็นหัวหน้าตำรวจจังหวัดตาก

ภายหลังจากชลอย้ายกลับมาอยู่ลพบุรีอีกครั้ง เขาก็ขอให้ครูแพต ย้ายมาเป็นครูสอนหนังสืออยู่ในกรุงเทพฯ พร้อมทั้งซื้อบ้าน 2 ชั้นเล็กๆ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่หลังโรงแรมแห่งนี้ด้วย
                      
สำหรับกิจกรรมในโรงแรมริมถนนวิภาวดีรังสิต จะมี “ป๋ารงค์” เอเย่นต์เหล้าย่านดอนเมือง ผู้กว้างขวางในยุทธจักร สปอนเซอร์ส่วนตัวอีกคนหนึ่งของชลอ ตั้งตัวเป็นโต้โผใหญ่แอบเปิดห้องสูทของโรงแรมเอาไว้กินเหล้า สังสรรค์เฮฮา และตั้งวงไฮโล การพนันยอดฮิต
                       
ส่วนผู้ร่วมก๊วน ในสโมสรนักเลงที่ไม่เปิดเผย จะเป็นคนดังในแวดวง ทั้งทหาร ตำรวจ พ่อค้า นักการเมือง   โดยเฉพาะ”ผู้กองไอซ์”นายทหารหนุ่มหนวดงามคนดังสนามม้า ฉายา “ไอ้หนวดหิน” ที่มีลูกน้องเป็นทหารในสังกัดอย่าง จ่านุ  จ่าพงษ์  จ่าคม มีประวัติก่อคดีลักษณะมือปืนรับจ้าง รวมทั้งรับจ๊อบดูแลสถานบริการ พัวพันกับคดีฆ่าในเขตพื้นที่นครบาล และยังปิดคดีไม่ได้อยู่หลายคดี
                      
 เป็นที่หมายตาของกองสืบเหนือสืบใต้ เพียงแต่ติดแค่ว่ามันเป็นสมุนของนายทหารยศร้อยเอกหนวดดกคนนี้
                       
จริงๆแล้ว ชลอไม่ค่อยจะสนุกกับการเล่นไฮโลอะไรมากนัก แต่ในเมื่อเป็นจุดนัดพบของบรรดาจอมยุทธในยุคที่เจ้าพ่อมีมากมายหลายซุ้ม การแวะเวียนมาที่โรงแรมแห่งนี้บ่อยครั้ง จึงกลายเป็นการมาหาข่าวไปในตัวเสียมากกว่า…
                       
——————————————————————————————-
                       
สายวันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2525
                       
ชลอ นั่งอยู่ในรถเบนซ์ สีดำ รุ่น 230 E w124 หรือที่เรียกกันภาษาตลาดรถว่ารุ่นโลงจำปา มี จ่าตั๋น-จ่าสิบตำรวจทนงศักดิ์ แจ่มแจ้ง เป็นคนขับ จ่ายะ-จ่าสิบตำรวจวิริยะ คุ้มรัตน์ นั่งคู่ ขับออกมาจากบ้านพักในหมู่บ้านปัฐวิกรณ์ เพื่อจะเข้ามาประชุมที่กองปราบปราม สามยอด
                       
ขณะรถออกมาจากหมู่บ้านไม่นานนัก เสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่รุ่นกระติกน้ำ ราคาเรือนแสนที่ติดไว้ในรถส่งสัญญาณดังเป็นระยะแสดงถึงมีผู้ติดต่อเข้ามา
                       
ชลอดึงหูโทรศัพท์ออกมาแนบหูรับสายปลายทาง โดย 2 จ่าตำรวจคนสนิท ได้ยินชลอพูดกับบุคคลที่โทรศัพท์เข้ามา ครับ ครับ อยู่เป็นระยะ คุยกันไม่เกิน 1 นาที รองผู้บังคับการกองปราบปราม วางหูโทรศัพท์เข้ากับแป้นขนาดใหญ่ พร้อมสั่งให้ จ่าตั๋น เปลี่ยนที่หมายจากกองปราบฯไปที่กรมตำรวจแทน
                       
จ่าตั๋นหมุนพวงมาลัย วนรถกลับไปอีกเส้นทาง เพราะเชื่อว่าต้องมีภารกิจเร่งด่วนจากผู้ใหญ่ในกรมตำรวจสั่งเจ้านายเขามาแน่
                      
 เพียงไม่นานรถเบนซ์ สีดำ ของชลอ วิ่งเข้ามาถึงกรมตำรวจ
                      
เขาก้าวลงจากรถเดินฉับๆอย่างเร่งรีบไปที่ห้องทำงานของพลตำรวจโทณรงค์ มหานนท์ รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายป้องกันและปราบปราม แคนดิเดตพิทักษ์1
                       
นายตำรวจในสำนักงานทำความเคารพ  พร้อมแจ้งว่า รองอธิบดีกรมตำรวจผู้เป็นเจ้านายรออยู่ในห้อง ขณะที่ชลอเดินอย่างเร่งรีบเข้าไป
                      
 ภายในห้องทำงาน ชลอเห็นพิทักษ์2 พลตำรวจโทณรงค์ นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะประชุมขนาดย่อม  มีนายตำรวจที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตานั่งอยู่ก่อนแล้ว 7-8 คน

ที่เห็นก็มีพันตำรวจเอกโสภณ สะวิคามิน ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม พันตำรวจเอกโสภณ วาราชนนท์ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจพระนครบาลใต้ พันตำรวจเอกสมเกียรติ พ่วงทรัพย์ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจพระนครบาลเหนือ  และอีก4-5 คน ที่ล้วนแต่เป็นนายตำรวจที่คลุกคลีอยู่ในงานสืบสวนจับกุมมือปืนกันทั้งนั้น
                       
“ มาชลอ… มานั่งคุยกัน ต้องขอโทษด้วยที่เรียกมากะทันหัน….”
                       
เจ้าของห้องเอ่ยปากทักก่อนกล่าวต่อ
                       
“คุณรู้เรื่องเสี่ยปุ้ย ถูกยิงที่เชียงใหม่หรือยัง……”
                       
“ทราบแล้วครับ มีพรรคพวกโทรศัพท์มาบอกจากเชียงใหม่ หลังเกิดเหตุเมื่อเช้าวานนี้ครับ…”
                         
รองผู้บังคับการกองปราบตอบกลับ โดยเขาคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า สาเหตุที่ถูกเรียกตัวมาประชุมด่วน มาจากเรื่องนี้แน่
                       
“ที่เรียกมา ก็เพื่อที่จะให้คุณขึ้นไปคลี่คลายคดีนี้ เพราะหน้างานกองปราบ จะทำให้คุณทำงานได้สะดวกกว่าคนอื่น

ส่วนกำลังที่เหลือผมจะให้คอยสดับตรับฟังข่าว และเช๊กกลุ่มมือปืนที่ก่อเหตุ รวมทั้งสนับสนุนการข่าว ติดขัดอะไร หรือได้เรื่องอะไร ติดต่อผมมานะ…”
                      
 รองอธิบดีกรมตำรวจสั่งการอย่างรวบรัด ชัดเจน พร้อมกับยื่นซองเอกสาร ภายในชลอเชื่อว่าเป็นเงินสดจำนวนหนึ่ง ถึงแม้ไม่มาก แต่ก็ถือว่าเป็นน้ำใจที่ผู้บังคับบัญชามอบให้
                       
หลังจากนั้น นายตำรวจมือปราบทั้งหมดภายในห้องแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและพูดคุยกันถึงข้อราชการกันอีกพักใหญ่ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจตามที่แต่ละคนได้รับมอบหมายจากนายพลเบอร์สองกรมตำรวจ
                      
ชลอเดินกลับมาขึ้นรถ สั่งจ่าตั๋น จ่ายะ ขับรถกลับบ้านปัฐวิกรณ์ เพื่อไปเก็บเสื้อผ้าเดินทาง
                       
ระหว่างทางกลับบ้าน รองผู้บังคับการกองปราบปราม นั่งอ่านรายงานเหตุอุกฉกรรจ์ที่ตำรวจสำนักงานรองอธิบดีกรมตำรวจนำมามอบให้

ประวัติ  เสี่ยปุ้ย หรือชื่อจริง นายณรงค์ โพธิ์พูนสวัสดิ์ อายุ 39 ปี เป็นเจ้าของกิจการค้าหลายสิบแห่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ถูกคนร้ายบุกเดี่ยวเข้ามายิงเสียชีวิต ขณะนั่งคุยอยู่กับนักร้องสาว ภายในห้องอาหารหงส์หยก ชั้นล่างโรงแรมเมืองใหม่ ถนนสายห้วยแก้ว อำเภอเมืองเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม เวลา  01.30 น.
                       
ในรายงานเหตุระบุต่อ เสี่ยปุ้ย ถูกยิงเข้าขมับซ้ายทะลุปากด้านขวา ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนขนาด 11 มิลลิเมตร 2 ปลอกตกอยู่

ส่วนคนร้ายพยานระบุว่า แต่งชุดซาฟารี มานั่งดื่มเบียร์รออยู่ก่อนหน้า หลังก่อเหตุวิ่งออกไปซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายอีกคนจอดรออยู่ โดยมีรถเก๋งสีแดง ไม่ทราบยี่ห้อลักษณะเป็นรถคุ้มกันขับตามออกไป
                       
สำหรับสาเหตุฆาตกรรม เสี่ยปุ้ย เสี่ยใหญ่ระดับร้อยล้าน พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ เจ้าของท้องที่ตั้งไว้หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการหักหลังการซื้อขายที่ดิน ขัดผลประโยชน์เรื่องการพนัน ธุรกิจการค้า หรือเรื่องชู้สาว
                       
ในแฟ้มรายงานเหตุ มีรูปภาพของเสี่ยหนุ่มคนตายสมัยยังมีชีวิตอยู่ด้วย

ชลอหยิบมาดูหน้าตา เขาเคยได้ยินชื่อเสียงเสี่ยปุ้ยมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมคุ้นเคยอะไรมากนัก รู้แค่ว่าคนตายมีบ่อนการพนันเปิดให้คนอื่นมาเช่าอยู่ในโรงแรมเมืองใหม่ที่เขาเป็นเจ้าของ
                      
 ส่วนรายงานประวัติเบื้องต้นที่ตำรวจเชียงใหม่รายงานมาที่กรมตำรวจ ระบุว่า เสี่ยปุ้ย เป็นชาวอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เดิมมีอาชีพเป็นคนรับจ้างทาสี มาเชียงใหม่ครั้งแรก มาช่วยพี่เขยทาสีอยู่ที่โรงพยาบาลสวนดอก ต่อมาเมื่อมีทุนได้เปิดบริษัทรับเหมาเอง โดยรับเหมาครั้งแรกที่โรงแรมรถไฟเชียงใหม่

จากนั้นได้ตั้งบริษัท ชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงทวี และมีรายได้เพิ่มจากการค้าที่ดิน จึงเปลี่ยนอาชีพมาทำโรงแรม โดยโรงแรมแห่งแรกคือโรงแรมแสนทวี ตั้งอยู่ที่ตำบลสุเทพ  
                       
กิจการ เสี่ยปุ้ย รุ่งเรืองตามลำดับ คนตายมาสร้างโรงแรมเมืองใหม่ เปิดอย่างครบวงจร มีทั้งโรงภาพยนตร์ฟ้าธานี มีบาร์ มี ห้องอาหาร สถานอาบอบนวด สถานนวดแผนโบราณ

รวมทั้งสร้างช้างคลานพลาซ่า แหล่งขายสินค้าพื้นเมืองขึ้นอีกในตัวเมืองเชียงใหม่ และกำลังอยู่ระหว่างขยายกิจการด้วยการไปสร้างโรงแรมใหม่ที่จังหวัดนครราชสีมาอีกแห่งหนึ่งด้วย
                       
ทันทีที่กลับมาถึงบ้านปัฐวิกรณ์ ชลอ สั่ง 2 ลูกน้องคู่ใจเก็บเสื้อผ้าเครื่องใช้ รวมทั้งให้วิทยุติดต่อทีมงานประกอบไปด้วย ผู้กองเบี้ยว-ร้อยตำรวจเอกพิภพ เบี้ยวไข่มุข   ผู้กองคก -ร้อยตำรวจเอกเจตนากร นภีตะภัฎ   หมวดทองดำ-ร้อยตำรวจโททองดำ ลาภิกานนท์ จ่าจิ๋ว -สิบตำรวจเอกประณีต จิ๋วเจียม จ่าอ๋อย-จ่าสิบตำรวจรุ่งแสง ทองแท่งใหญ่ ให้ตามขึ้นไปที่คุ้มพระลอ  จังหวัดตาก โดยนัดหมายพบกันเที่ยงวันพรุ่งนี้
                       
ส่วนชลอเดินเข้าไปในบ้านพร้อมยกหูโทรศัพท์ต่อสายถึง เสี่ยฮุก-สุนทร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ และพ่อเลี้ยงสม –สม จันทร์กระจ่าง 2 พ่อค้าไม้ผู้ยิ่งใหญ่ชายแดนภาคเหนือ รวมทั้งพ่อเลี้ยงแคนนะ ผู้กว้างขวางในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อหาข่าวเบื้องต้นในการตายของ เสี่ยปุ้ย นักธุรกิจร้อยล้านทันที