79.ทุกวินาทีมีแต่งาน

ตำนานมือปราบพระกาฬ ชลอเกิดเทศ โดยกิตติพงศ์ นโรปการณ์

                      
 เวลาผ่านไป คนนวดก็นวดไป คนถูกนวดก็ซักถามข้อมูลคนนวดไปตามประสานักสืบ ถามโน่นถามนี่ซักประวัติไปเรื่อยจนหมอนวดสาวที่หวั่นๆลูกค้าของเธอในตอนแรก เพราะรู้มาก่อนว่าจะต้องมานวดให้นายตำรวจใหญ่มือปราบคลายความกลัวความกังวลไปได้เยอะ
                       
บรรยากาศเป็นกันเองมากขึ้น ถึงแม้นาฬิกาจะเดินล่วงเวลาเข้าวันใหม่ไปมากโข
                       
คุยไปคุยมา ข้อมูลส่วนตัวของหมอนวดสาวที่ชลอคิดว่าเป็นสาวเหนือ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่พอเริ่มสนิท เริ่มคุ้น ก็เริ่มพูด บอกกำพืดตัวเองว่า แท้จริงแล้วเป็นชาวอาข่า
                      
 นายตำรวจกองปราบรู้เรื่องชาวเขาชาวอาข่าพอสมควร เพราะได้รับการอบรมในเรื่องของชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยจากรั้วโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รวมไปถึงหลักสูตรพิเศษจากสถาบันความมั่นคงต่างๆ
                       
อาข่า เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าหนึ่งที่อพยพมาจากตอนใต้ของประเทศจีน  สืบเชื้อสายจากไหนไม่รู้แน่ชัด   แต่เท่าที่ชลอเรียนมา  อาข่า อพยพลงมาอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทยเมื่อประมาณ 100 กว่าปีมาแล้ว  

ตอนนี้มีชาวอาข่าอาศัยกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะเชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน  คนไทยชอบเรียกว่า“อีก้อ” แต่เหมือนชาวอาข่า จะไม่ชอบใจกับคำนี้มากนัก
                       
ไม่ใช่ไม่พอใจเรื่อง อีก้อ เพียงอย่างเดียว ชาวอาข่าไม่ชอบใจมากยิ่งขึ้น เมื่อ “จรัล มโนเพชร “ศิลปินชาวล้านนาเลือดเนื้อเชื้อไขคนเชียงใหม่แท้ๆ แต่งเพลง “มิดะ”ขึ้นเมื่อปีสองปีที่ผ่านมา                              
         
เนื้อหาเพลง “มิดะ” กล่าวถึงสาวชาวอาข่า ผู้มีหน้าที่เป็นครูสอนเพศศึกษาให้กับชายหนุ่มชาวอาข่าที่กำลังเข้าสู่วัยหนุ่มวัยออกเรือน
                         
“บนฟ้ามีเมฆลอย บนดอยมีเมฆบัง มีสาวงามชื่อดัง อยู่หลังแดนดงป่า มีกะลาล่าเซอ มีหนุ่มหนุ่มเผลอฮ้องหา มีสาวงามขึ้นมา แล้วมี..มิดะ นางนั้นยืนถ้ากอย หนุ่มน้อยตี้ยังบ่เกยผ่าน ยังไร้ราคีพาน บ่ฮู้การกามโลกีย์ ยั่วยวนวาจาเว้าวอน บอกสอนหื้อละอ่อนนั้นมี ความฮู้กามวิธี แล้วพลีเรือนกาย
                       
งามเหลือกำรำพัน เป็นหมันและเป็นหม้าย ความสวยงามคือภัย ถูกเลือกไว้เป็นมิดะ หนุ่มใดบ่เกยชิดชม บ่สมสู่ฮู้วิชา หมดหนทางขึ้นมา บนลานสาวกอด หมดปัญญาดิ้นรน มืดมนเหมือนคนตาบอดคนแล้วคนเล่ากอด ทอดกายในดงดินแดน จนวัยโรยราล่วงไป คนใหม่มาเป็นมิดะแทน คือเรื่องราวในแดนแผ่นดินอีก้อ ……”
                         
ชาวอาข่า พยายามเรียกร้องบอกกับสังคมคนเมืองว่า เนื้อหาในเพลงนี้ไม่ใช่เรื่องจริง ซ้ำยังทำให้ชนเผ่าอาข่าเสียหายโดยเฉพาะภาพของผู้หญิง  ไม่มีทั้งมิดะและลานสาวกอด
                         

จะมีก็แต่ “หมี่ดะ” หญิงบริสุทธิ์ผู้เตรียมพร้อมต่อหน้าที่เมียและแม่ แต่การเรียกร้องนี้ก็อยู่แค่ในกลุ่มอาข่าที่รู้ภาษาไทยเพียงกลุ่มเล็กๆและอยู่ในป่าในดอย
                       
ก็ว่ากันไป ชลอไม่ใส่ใจนัก  เพราะขณะเดียวกันก็เห็นว่าเพลงนี้เป็นอีกเพลงหนึ่งที่คนนิยมขับร้องกันทั่ว ด้วยความที่เป็นเพลงผสมผสานระหว่างดนตรีพื้นเมืองล้านนากับดนตรีตะวันตก ถ่ายทอดออกมาในแนวอะคูสติก ด้วยเสียงฮาร์โมนิกา ตามด้วยกีตาร์เสียงใสๆ กับเสียงนุ่มทุ้มลึกมีเสน่ห์ของจรัล
                       
แต่เหตุที่นายตำรวจหนุ่มมารู้จักเพลงมิดะ จริงแล้วเป็นเพราะอยู่ในอัลบั้มชุด “จากยอดดอย” แต่งโดย “พันตรีณรงค์เดช นันทโพธิ์เดช” นายทหารหนุ่ม  สังกัดกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  ที่โด่งดังจากสมรภูมิห้วยโก๋น ครั้งเป็นอดีตผู้บังคับฐานเสือน้อย อยู่เหนือฐานแม่จริม จ.น่าน และได้แต่งไว้เมื่อปีพุทธศักราช 2518  
                      
จากนั้น“ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ “อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์” แต่งทำนองมอบเป็นบทเพลงให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามชายแดน ที่ต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ที่คุกคามอยู่รอบประเทศ
                       
จนกระทั่งเพลงนี้เป็นที่รู้จักทั่วไป  จรัล ได้ขอพระราชทานพระราชานุญาต นำมาขับร้องเป็นเพลงนำในอัลบั้มชื่อเดียวกับเพลงนี้ในปีพุทธศักราช 2522
                       
ทำให้ชลอรู้จักเพลงมิดะโดยปริยาย…
                       
รองผู้การกองปราบฯ หันมาคุยกับหมอนวดสาวชาวอาข่าต่อ จนรู้ว่าเหตุที่หมอนวดสาวอาข่าพูดไทยได้ชัด เพราะเกิดในเมืองไทยเรียนภาษาไทย และย้ายมาอยู่เชียงใหม่มาแต่เด็ก ส่วนวิชานวดแผนโบราณนั้นเรียนมาจากหมอนวดคนไทยรุ่นพี่ที่เรียนมาจากวัดโพธิ์ในกรุงเทพฯ ที่มาสอนให้เธอนวดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะคนต่างชาติ
                      
ความที่มีหน้าตาค่อนข้างสะสวย ดูสะอาดช่างพูดเป็นกันเอง และมีฝีมือการนวด เธอเลยถูกเรียกให้ไปนวดบรรดาลูกค้าอาเสี่ยนายตำรวจนายทหาร แขกบ้านแขกเมืองผู้หลักผู้ใหญ่ ตลอดจนไปถึงนักเล่นมือหนัก เพราะรู้ว่าเธอใจเย็นรองรับอารมณ์ลูกค้าได้แทบทุกรูปแบบ
                       
ยิ่งคุย ชลอแอบทึ่งในความจำของสาวชาวอาข่าผู้นี้ เพราะเมื่อถามถึงลูกค้าของเธอ ที่มานวด ถึงแม้เธอจะไม่รู้ชื่อ แต่เมื่อถามถึงลักษณะ และรายละเอียดอีกเล็กน้อย นายตำรวจพวกเยอะแห่งกองปราบปรามก็รู้ว่า ลูกค้าหมอนวดสาวอาข่าโดยเฉพาะตำรวจทหารในเชียงใหม่คนนี้เป็นใครบ้าง

“โอ๊ย”
                       
คุยหาข่าวกำลังเพลิน ชลอถึงกับร้อง

เมื่อหมอนวดสาวชาวอาข่านวดถูกเส้นบริเวณน่อง แม้ไม่ได้ออกแรง แต่ภาษาหมอนวดที่บอกว่าเส้นมันตึง เมื่อถูกมือกดเข้าไปเพียงนิดเดียว ทำให้หน้าเหยเกเพราะเจ็บได้ ขณะที่หมอนวดสาวชักสีหน้าตกใจ พูดปลอบลูกค้านายตำรวจใหญ่ พร้อมถามด้วยว่าไปทำอะไรมา เส้นถึงได้ตึงขนาดนี้
                       
ชลอรู้สาเหตุอยู่เต็มอกว่าที่ปวดเมื่อยนั้นเป็นเพราะเขานั่งรถทั้งวัน ซ้ำมาถึงเชียงใหม่แล้วยังเดินไปเดินมาอยู่ตลอด
                       
แล้วตามปกติ ชลอถือได้ว่าเป็นคน “ติดนวด”คนหนึ่ง หลังเสร็จจากการคุมทีมฟุตบอลทั้งทีมชาติ และสโมสรตำรวจ มักจะให้นักกายภาพประจำทีม ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้ เพราะหน้าที่หลักๆของนักกายภาพบำบัดมีอยู่ 4 ข้อ คือ ป้องกันอาการบาดเจ็บ  ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ  ยืดกล้ามเนื้อ และ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
                        
ต่างจากหมอนวดที่ทำได้อย่างเดียวคือ นวดเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท่านั้น
                        
แต่เมื่อยามใดที่ชลอ ออกมาปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ต่างๆตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา หมอนวดอย่างอาข่าสาวคนนี้  ก็พอทำให้เส้นสายในร่างกายได้ผ่อนคลายบ้าง
                       
พอหายเจ็บ ลูกครูฝึกม้าตระกูลเกิดเทศ ชวนหมอนวดสาวคุยต่อ
                       
“มีที่มานวดพกปืนมาบ้างมั้ย….”
                       
อาข่าสาวหมอนวดตอบตามความจริงไปว่า นอกจากทหารตำรวจแล้ว ก็มีบรรดานักเที่ยวนักเล่นในเชียงใหม่ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ส่วนใหญ่ต่างมีปืนพกซ่อนมากันทั้งนั้น
                        
เมื่อหยอดถามถึง เสี่ยปุ้ย เสี่ยหนุ่มนครปฐมที่เสี่ยงโชคจากจังหวัดบ้านเกิดนครปฐม จนมาร่ำรวยที่เชียงใหม่ และต้องจบชีวิตในดินแดนล้านนาแห่งนี้ ว่า เธอรู้จักหรือเคยมานวดบ้างหรือไม่
                         
สาวชาวไทยภูเขาพยักหน้าบอกรู้จัก เคยมาใช้บริการของร้านเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว แต่เป็นเพื่อนของหล่อนที่เป็นคนนวดประจำ แต่ก็ไม่ได้เห็นอีกเลย หลังเสี่ยปุ้ยสร้างโรงแรมฟ้าธานีที่เมืองใหม่ มีร้านนวดแผนโบราณอยู่ในบริเวณโรงแรมที่สร้างไว้ด้วย เข้าใจว่าเสี่ยปุ้ย น่าจะใช้บริการจากหมอนวดในเครือโรงแรมที่สร้างเองมากกว่า
                       
เมื่อลองถามเล่นด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง แต่ยังแฝงไว้ในการซักถามข้อมูลพื้นฐาน ตีวงให้แคบ เคยนวดพวกนักเลงนักเล่นชื่อ จ๋อง บ้างมั้ย หมอนวดสาวอาข่าถามย้อนกลับทันควัน
                       
“ พวกคุมบ่อนใช่มั้ย…..”
                         
ชลอหูกระดิก แต่ทำทีนอนเฉยเหมือนไม่ตั้งใจจะเอาคำตอบ
                        
“ถ้าเป็นพี่จ๋องคนเดียวกับที่นายพูดถึง เวลามานวดกันก็มากันเยอะ มากันกลุ่มใหญ่  กลุ่มนี้เสียงดังแต่ใจดี ให้ทิปพวกหนูทีหลายตัง แต่เหมือนจะพกปืนกันทั้งกลุ่มด้วยนะคะ…”
                        
“หน้าตาเป็นไงเหรอ จ๋องคนนี้……”

ชลอซักต่อ
                        
“พี่จ๋องหรือคะ ยังหนุ่มๆค่ะ น่าจะไม่ถึง 40 หน้าตาค่อนข้างหล่อ  เงียบๆไม่ค่อยพูด …..”

หมอนวดสาวตอบพร้อมกับก้มหน้าก้มตาบีบนวดต่อ
                       
 “เราเคยนวดให้เขาหรือเปล่า…..”

รองผู้การหนุ่มถามเบาๆ
                        
 “ไม่เคยค่ะ แต่ก็เห็นหน้าอยู่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนหนูที่นวดให้….”  
                         
“แล้วพวกที่หนูบอกมันอยู่แถวไหนกัน….”
                        
 “ได้ยินจากเพื่อนเป็นพวกทำบ่อนอยู่อำเภอสารภีค่ะ….”
                          
 สงสัยจะฟลุกอีกแล้ว ชลอคิดในใจ ช่วงนี้ทำอะไรดีไปหมด
                          
คุยหารายละเอียดไอ้จ๋องไปเรื่อย จากแหล่งข่าวช้ันดี เมื่อถึงตอนที่หมอนวดสาวต้องทำท่าปิดเปิดประตูลม  นั่งคร่อมที่ขาทั้งคู่ของชลอ  ใช้นิ้วมือกดที่ไปที่บริเวณง่ามขาทั้ง 2 ข้าง จุดที่เป็นเส้นเลือดใหญ่  โน้มตัวทิ้งน้ำหนักลงปิดกั้นไม่ให้เลือดจากส่วนบนลงไปเลี้ยงที่ขาชั่วขณะ
                       
ราวๆ1 นาที ไม่มากไม่น้อยกว่านั้น หมอนวดสาวปล่อยนิ้วมือที่กดออก ชลอรู้สึกวูบวาบที่ต้นขา นั่นเป็นเพราะเลือดแดงพุ่งออกไปเลี้ยงร่างกายส่วนล่างหลังเป็นอิสระจากการปิดกั้น
                      
ไม่เพียงจะวูบวาบอย่างเดียว จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจมือของหมอนวดสาวชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า เนื้อตัวขาวสะอาดที่กดตรงง่ามขา ยังไพล่มาถูกปืนประจำตัวของเขาด้วย
                      
อีกทั้งจังหวะที่สาวอาข่านั่งคร่อมใช้มือกดปิดประตูลม ใบหน้าและร่างกายท่อนบนของหญิงสาว อยู่ห่างหน้าชลอเพียงแค่คืบ กลิ่นสาบสาวลอยปะทะจมูก เลือดลมนายตำรวจพลุ่งพล่าน หมอนวดสาวก็รู้ แต่แสร้งเบือนหน้าหนี ขณะที่อีกฝ่ายบู๊มาทั้งชีวิต คิดอยู่เสมอปืนขึ้นลำแล้วต้องยิง
                       
พริบตานั้นสาวอาข่าก็ตกอยู่ในอ้อมกอดแข็งแรง หล่อนเสแสร้งผลักไสตามมารยา เพราะไม่ใช่เธอจะถูกจู่โจมจากลูกค้าอย่างนี้เป็นครั้งแรก แล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามครรลองของธรรมชาติ
                         
ชายกับหญิง อยู่กันสองต่อสอง ก็เหมือนฟืนกับไฟ พร้อมจุดพร้อมติดกันทั้งคู่
                      
แว่บหนึ่งของเสี้ยวอารมณ์ ชลอรู้สึกว่า เขากลายเป็นหนุ่มน้อยที่อยู่ในบทเพลงมิดะไปเสียอย่างนั้น…
          
——————————————————————————–
        
9 โมงเช้าตรงเวลาตามนัด รถเบนซ์สีดำ รุ่น 230 E W124 ปี1980 พาหนะของชลอ เคลื่อนออกจากโรงแรมพรพิงค์ โดยมีรถวอลโว่ 240 ปี 1981 ของผู้กองคก-ร้อยตำรวจเอกเจตนากร วิ่งตามออกมาบนถนนซูเปอร์ไฮเวย์เส้นทางกลับเข้ากรุงเทพ
        
ก่อนหน้านั้นราว 7 โมงครึ่ง 8 โมง ชลอลงมาทานอาหารเช้าอันเป็นบริการเสริมของโรงแรม โดยเรียกผู้กองเบี้ยว-ร้อยตำรวจเอกพิภพ หมวดหนุ่ย-ร้อยตำรวจโทอภินันท์  หมวดป๊อก-ร้อยตำรวจโทโรจนะ  หมวดทองดำ-ร้อยตำรวจโททองดำ  มาร่วมโต๊ะ เพื่อสั่งงาน และหาข่าวเกี่ยวกับคดีของเสี่ยปุ้ยในเขตพื้นที่เชียงใหม่ หรือจังหวัดใกล้เคียงระหว่างที่ชลอเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ
         
“ไอ้เบี้ยว มึงเป็นหัวหน้าชุดตอนกูไม่อยู่ จัดคนไปตามคุยกับนักร้องที่อยู่กับไอ้ปุ้ยก่อนถูกยิง ลองคุยลองเค้นมันอีกว่าจะมีส่วนเป็นนางนกต่อในคดีนี้หรือเปล่า

แล้วก็ลองหาข่าวในงานศพไอ้ปุ้ยมันด้วย มีจังหวะก็คุยกับเมียมันหน่อย ว่าสงสัยอะไรใครเป็นพิเศษ….”
        
หัวหน้าชุดคลี่คลายคดีจากกองปราบปรามยกกาแฟร้อนขึ้นจิบ ขณะที่พนักงานเสิรฟ์ ค่อยๆยกจานอาหารที่ชายฉกรรจ์ตำรวจนอกเครื่องแบบ 4-5 คน นี้ทานเสร็จ พร้อมกับลูกน้องตำรวจชั้นประทวนนำผลไม้ประเภทสัปปะรด แตงโม มาให้ผู้บังคับบัญชากินเป็นของหวานล้างปาก
        
“มึงดูด้วยว่าทางตำรวจเชียงใหม่ เขาทำอะไรถึงไหน กูแว่วๆว่ามันเตรียมกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายต้องสงสัย แต่กูว่าคงไม่ได้อะไร คงเข้าค้นเพื่อให้นายท่ีส่วนกลางเห็นลดแรงกดดัน

มึงก็ลอง ว.4 ร่วมกับพื้นที่ด้วย หากฟลุกๆเจอเบาะแสหรือเป้าหมายสำคัญอย่าง ไอ้จ๋อง ไอ้เพชร โสธร ให้รีบแจ้งกูทันที เอ้านี่ค่าใช้จ่าย……”
        
ชลอหยิบธนบัตรใบม่วงจากกระเป๋าถือ ประมาณ 4-5 พันบาทยื่นให้ผู้กองเบี้ยว ก่อนหันไปสั่ง หมวดหนุ่ย-หมวดป๊อก 2 นายตำรวจนักฟุตบอล  รวมทั้งหมวดทองดำ
      

 “พวกมึงที่เหลือ คอยอยู่ช่วยไอเบี้ยวมันที่นี่  กูไปแค่ 2-3 วันก็กลับมาแล้ว…”
        

รองผู้บังคับการหนุ่มหันไปเห็นไอ้เหน่ สายโจรกับพวกเดินเข้ามาในห้องอาหาร เขากวักมือเรียกมันมาที่โต๊ะทันที ขณะที่ไอ้เหน่ ยกมือไหว้ปะหลกๆกึ่งเดินกึ่งวิ่งมาคุกเข้าอยู่ข้างๆ
        

“ลงมาช้าเลยนะมึง….”
        

หน้าไอ้เหน่สายโจรของเขาทำท่าอิหลักอิเหลื่อ เพราะลงมาช้ากว่านายของมัน ชลอให้นึกขำอยู่ในใจแต่ก็พูดต่อ
      

 “มึงอย่าลืมงานตามที่กูสั่งเมื่อคืนนี้ ได้เรื่องยังไง เบอร์โทรศัพท์กู มึงก็มีอยู่แล้ว แต่อย่าเล่นมากจนงานเสียล่ะ……”
        
“ครับนาย….. “

ไอ้เหน่ สายโจรหนุ่มตอบเสียงเบา หน้าเจื่อน  ก่อนขยับตัวลุกออกไป
         
นายตำรวจมือปราบฯมองตามหลังไอ้เหน่ พร้อมยิ้มอย่างอารมณ์ดีกับท่าทางของแหล่งข่าวสายโจรที่อยู่กับเขามาเกือบ 10 ปี ตั้งแต่ครั้งที่เขาเป็นรองผู้กำกับอยู่ที่จังหวัดลพบุรี เมื่อปี 2517  
         
เห็นมันก๋องแก๋งยังงี้ ก็มีส่วนช่วยเขาพิชิตคดีมาหลายเรื่องแล้ว