81.ข่าวจากผู้กองคก

 

ตำนานมือปราบพระกาฬ ชลอเกิดเทศ โดยกิตติพงศ์ นโรปการณ์

                       
แนวทางการสืบสวนหาตัวทีมฆ่าเสี่ยปุ้ย เสี่ยร้อยล้านเชียงใหม่ที่เขาได้รับคำสั่งให้มาเริ่มงวด เมื่อได้ข้อมูลจากนักเลงคุมบ่อนอย่าง จ๋อง ตาเดียว
                       
ภาพความขัดแย้งเริ่มปรากฏ
                       
 ขณะเดียวกัน ชลอยิ่งฟังยิ่งชอบใจ เรื่องของหนุ่มเขื่อนเพชร จากอำเภอท่ายาง เพชรบุรี บุคคลต้องสงสัยเป็นมือปืน หรืออาจเข้าไปพัวพันกับการตายของเสี่ยปุ้ยคนนี้ ไม่ธรรมดา ถึงแม้จะมีส่วนโม้ ส่วนเข้าข้างตัวเองอยู่บ้าง ก็ยังพอรับฟังได้
                       
 “เมืองเพชรมีแต่เรื่อง ใครโกรธใครก็จ้องยิงกันอย่างเดียว  เพื่อนผมถูกยิงตายเยอะครับ  ตัวผมยังอยู่ไม่ได้ เพราะเขากล่าวหาผมไปยิง เสรี จิระพันธุ์ ส.ส.นครปฐม

แต่จริงๆผมไม่รู้เรื่อง ต้องหนีไปอีสาน ข้ามไปลาว พอลาวแตก ขึ้นไปอยู่บนภูพาน ค้าถ่านขาย ไปทั่วครับพี่ สุดท้ายผมกลับมายืนในบ้านนี้เมืองนี้ได้อีกครั้ง เพราะพี่แป๋งน่ะครับ ไปรับตัวผมกลับมา….”
                       
นักเลงหนุ่มคุมบ่อนดังเชียงใหม่เล่าเป็นฉากพร้อมหันหน้าไปทางผู้แทนคนดังเมืองเพชรบุรีที่นั่งฟังยืดอกอยู่ข้างๆ
                       
“คืออย่างนี้ไอ้ลอ….ช่วงที่กูไปรับมันออกมา มันใกล้ช่วงเลือกตั้ง พอดีกับพ่อมันมาหาให้กูช่วย กูก็เห็นมันเหมือนน้องนุ่ง เห็นมาแต่เด็ก ใจมันถึง  ไม่ได้เกเรเกตุงอย่างที่ใครเขาว่า

ก็ไปรับมัน พาไปมอบตัวกับอธิบดีมนต์ชัย เคลียร์ตัวเองทุกคดี ทีนี้พอเวลามีหาเสียงเลือกตั้ง พ่อมันกับมันก็เลยคอยช่วยพูดกับคนในเขื่อนเพชร ที่ท่ายาง หรือที่ไหนที่มันพอรู้จัก เหมือนเป็นหัวคะแนนให้กูไปในตัว…”
                       
นักการเมืองหนวดเรียวพูดเสริม ขณะที่ชลอ ฟังอย่างตั้งใจ และถามไอ้หนุ่มตาเดียวคนนี้อีกครั้ง
                       
 “แล้วไอ้ไปทั่วของมึง ไปไหนบ้างวะ …”
                       
 “ขออนุญาตเล่าครับพี่….ทีนี้พอพี่แป๋งเอาตัวผมไปมอบตัวกับอธิบดีมนต์ชัย ก็เหมือนกับไม่มีชนักติดหลัง เลยออกเที่ยวไปเรื่อยตามประสาคนหนุ่ม ผมไม่ได้สังกัดพรรค แต่สังกัดพวก คือพวกอยู่ไหนก็ไปนั่น

แต่ไม่เคยไปรับจ้างยิงใคร นอกจากพรรคพวกเดือดร้อน มีปัญหามีเรื่องก็ไปช่วย แล้วไม่กลัวตายครับ เพราะอนาคตผมมันมองไม่เห็น  ไม่รู้จะตายวันตายพรุ่ง  ก็ไปอยู่ที่เมืองชล

ต่อจากนั้นไปทำของเถื่อน ไปทำที่จันทบุรีกับไอ้ง้ำ เลยได้รู้จักกับพวกกำนันเวช รู้จักกับเหียหนิด พวกดังๆในพื้นที่ทำพลอยค้าพลอยกัน ก็รู้จักไปตามสายนักเลงน่ะครับ แล้วประทับใจกัน รักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง

อย่างผมกับเหียหนิด นี่ถือเป็นเพื่อนร่วมน้ำสาบาน เหมือนเพื่อนตายกันเลย เวลามากรุงเทพฯก็มาพักที่โรงแรมนี้น่ะครับ…..”

จ๋อง ตาเดียวร่ายยาว
                       
“ไอ้เหียหนิด ของมึงนี่มัน สนิท เฟื่องประยูร หรือเปล่าวะ….”
                       
 “ใช่ครับ….พี่…”

จ๋อง ตาเดียว หนุ่มเมืองเพชรผู้กว้างขวางยืดอกภูมิใจตอบ หลังถูกนายตำรวจมือปราบทำทีซักชื่อแซ่
                       
แต่อีกนัยหนึ่ง ชลอเหมือนจะบอกให้รู้ว่าพวกนี้อยู่ในสายตาเขา และรู้ว่าใครเป็นใครบ้าง แต่อีกใจ เขาก็อยากจะมีคนที่รู้จักคนพวกนี้จริงๆอย่าง จ๋อง ตาเดียว ไว้เป็นแหล่งข่าว เป็นหูเป็นตา เป็นแหล่งข้อมูล เพราะพื้นที่ภาคตะวันออกนั้นมีคดีอุกฉกรรจ์ถล่มกันไม่แพ้เมืองเพชร ซ้ำอาวุธที่ใช้ไม่ธรรมดา ถล่มกันแต่ละที ใช้อาวุธสงครามเป็นส่วนใหญ่ บางคดีถล่มกันด้วยปืนยิงรถถังก็ยังมีให้เห็น
                       
นายตำรวจหนุ่มรู้ดีว่า คดีส่วนใหญ่ที่ถล่มด้วยอาวุธสงครามรุนแรงในพื้นที่นี้ สาเหตุเป็นเพราะมีการช่วงชิงผลประโยชน์ในพื้นที่ อีกทั้งแต่ละจังหวัด ไม่ว่าชลบุรี จันทบุรี ระยอง ตราด ล้วนมีอาณาเขตติดทะเล บางจังหวัดยังมีพื้นที่ติดประเทศกัมพูชา ซึ่งยังมีสถานการณ์การสู้รบกันอยู่
                       
ด้วยเหตุนี้บรรดาอาวุธสงครามจึงหาได้ง่าย ทำให้เสือสิงห์แต่ละคนที่เดินในยุทธจักรนักบู๊ภาคตะวันออก ต่างส้องสุมกำลังคนและอาวุธเอาไว้ บางครั้งถึงกับต้องช่วงชิงลงมือก่อน เพราะหากพลาดครั้งเดียวนั้นอาจจะหมายถึงชีวิต
                       
ส่วนแหล่งที่มาของผลประโยชน์ที่ต่างคนต่างแย่งกันครอบครอง และอยากจะก้าวเป็นหมายเลข 1ในดินแดนฝั่งนี้ เพราะนอกจากท้องทะเลที่อุดมไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิดแล้ว ยังมีหาดทรายที่สวยงาม ทรัพยากรธรรมชาติบนดินที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น ป่าไม้ ที่ดิน รวมไปทั้งการทำเหมืองแร่
                       
โดยเฉพาะแร่พลวง หลังกรมทรัพยากรธรณี ประกาศพบสายแร่พลวงขนาดใหญ่ติดกันหลายจังหวัดใน ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะที่ตำบลบ่อทอง อำเภอพนัสนิคม ซึ่งยังเป็นพื้นที่สีแดงอยู่
                       
“แร่พลวง”  ถือเป็น “วัตถุดิบ” ที่นำไปใช้ในการผลิตส่วนประกอบทางอิเล็กทรอนิกส์มากมาย และยังเป็นโลหะชนิดหนึ่ง ที่มีความสำคัญในอุตสาหกรรมใหม่ๆ นอกเหนือไปจากนั้น ยังนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของกระสุนปืนได้อีกด้วย
                       
นายตำรวจกองปราบฯรู้อยู่ว่า 1 ในผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากแร่พลวงที่ว่านี้ นั่นก็คือ เสี่ยจิว จุมพล สุภารังษี คนดังเมืองชล ที่ขึ้นแท่นเป็นเจ้าพ่ออันดับ 1 แห่งทิศบูรพา แทน หลงจู๊เกียง นายเกียง จึงประเสริฐ เจ้าพ่อบ่อทอง คนสนิทจอมพลประภาส จารุเสถียร ที่ประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิต บนถนนกรุงเทพ-ชลบุรี ก่อนหน้านี้ได้ไม่นานนัก
                       
เสี่ยจิวเริ่มใช้อิทธิพลเข้าไปกว้านซื้อที่ดินในบ่อทองเพื่อทำเหมืองแร่พลวง แทนที่หลงจู๊เกียง
                       
พฤติกรรมของเสี่ยจิว ดูเหมือนจะร่ำรวยจากธุรกิจการส่งแร่พลวงไปขายที่ประเทศสิงคโปร์ แต่ก็มีธุรกิจอีกหลายอย่างที่ไม่เปิดเผย ไม่ใช่แต่ชลอที่รู้ นายตำรวจหลายคนต่างรู้เช่นเดียวกัน เอาเป็นว่าที่ไหนที่มีผลประโยชน์ มักจะมีชื่อของเสี่ยจิวแปะติดไว้อยู่ด้วยเสมอ                       
                       
เช่นเดียวกันคดีเลือดที่ถล่มกันในพื้นที่ที่ว่านี้ มักจะมีชื่อเสี่ยจิวพัวพันอยู่เบื้องหลังแทบทุกคดี  โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวพันกับการทำธุรกิจแร่พลวงที่ตำบลบ่อทองที่เริ่มเกิดขึ้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ
                       
จึงไม่แปลกที่เสี่ยจิวไปไหนจะมีลิ่วล้อห้อมล้อมเป็นไข่ในหิน
                 
ชลอเคยคุยทำนองทำนายไว้กับเพื่อนๆกับลูกน้อง พฤติกรรมแบบนี้ ไม่นานเสี่ยจิวคงเจอดีแน่
                     
พร้อมกับแว่บหนึ่งของความคิด ถ้าเอาไอ้จ๋องไว้ใช้ บางทีต่อไปข้างหน้า เขาคงมีข้อมูลเกี่ยวกับพวกมือปืนตีนปืนฝั่งทะเลตะวันออกนี่อีกโข
                       
เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านโจรร้ายผ่านเสือสิงห์มามากมาย เท่าที่คุยกับ จ๋อง นักเลงหนุ่มที่พัวพันคดีฆ่าในลักษณะมือปืนหลายคดี นายตำรวจนักบู๊เชื่อมั่นในความรู้สึกของเขาว่า ไอ้หนุ่มเมืองเพชรคนนี้ไม่น่าจะโกหก และคงรู้เรื่องของเสี่ยปุ้ยเท่าที่มันเล่า ส่วนคดีอื่นๆ มันคงไม่กล้าจะโกหกแน่ 
                       
“แล้วเรื่องไอ้ เพชร โสธร มึงเคยเห็นมันเข้าไปในบ่อนไอ้ไล้ เพื่อนมึงที่สารภีไหม คนนครปฐมด้วยกันนี่หว่า….”
                       
หัวหน้าชุดคลี่คลายคดีเสี่ยร้อยล้านเชียงใหม่ถามถึงมือปืนฆ่าเสี่ยหนังไฟว์สตาร์ที่มีชื่อเข้ามาพัวพันในคดีฆ่าเสี่ยปุ้ย เพราะมีพยานสเกตช์ภาพ และมีบางคนให้ความเห็นว่า หน้าตาคล้ายกับไอ้เพชร มือปืนตัวดังที่ยังหลบหนีอยู่
                       
 “จริงๆแล้ว ผมไม่รู้จักมันหรอกครับไอ้เพชร อะไรเนี่ย ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ถ้ามันเข้าไปในบ่อนเพื่อนผมที่สารภี หรือเข้าไปในบ่อนที่เมืองใหม่ที่เสี่ยปุ้ยให้พี่โรจน์ ลำปางเช่าทำบ่อน  ผมต้องรู้ครับ

ใครมาใครไปเข้าบ่อนในเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนักเล่นจากกรุงเทพหรือที่อื่น ผมต้องรู้ครับ ผมเชื่อว่า ไอ้เพชรไม่ได้มายุ่งเกี่ยวกับคดีนี้แน่……”
                       
จ๋องตอบอย่างมั่นใจ ขณะที่ชลอกระแทกเสียงกลับอย่างคนถือไพ่แต้มเหนือกว่า
                       
 “มึงรู้ใช่มั้ย มึงจะเป็นยังไง ถ้ามึงโกหก …”

“โธ่พี่…ใครจะกล้าโกหกพี่ล่ะครับ..”
                       
 
หนุ่มเมืองเพชรเสียงอ่อย
                       
“โธ่…..ไอ้ลอ มึงเชื่อดิวะ มันไม่ได้ยิงเสี่ยปุ้ยอะไรของมึงหรอก มันก็เล่าเท่าที่มันรู้ ประวัติมันก็ไม่เคยโกหกกูด้วย ถ้ามันทำจริง มันบอกแล้ว……”
                       
ผู้แทนเมืองเพชรช่วยพูดให้อีกแรง
                       
“เออ เอา……… กูเชื่อมึง ไอ้จ๋อง แต่กฎกู พวกกันต้องห้ามโกหกกัน และอีกอย่าง ถ้ามึงไม่เกี่ยวจริง มึงต้องเป็นหูเป็นตา คอยช่วยกูเช็กข่าว เช็กความเคลื่อนไหวคนที่กูสงสัย โดยเฉพาะคดีไอ้ปุ้ย รู้อะไรให้รีบบอกกู…
                       
นายตำรวจกองปราบฯสั่งเสียงเข้ม  แต่ที่ทำให้หัวใจ จ๋อง ตาเดียว ต้องพองโต เพราะนายตำรวจมือปราบคนดังบอกต่อว่า
                       
 “เดี๋ยวพรุ่งนี้บ่ายๆ มึงไปกับกู กูจะช่วยมึงเคลียร์คดีที่มึงไม่เกี่ยวกับรองณรงค์ ที่กรมตำรวจ แกเป็นคนเพชรบุรี เหมือนมึง…….”
                     
  ——————————————————————————
                           
 บ่ายวันรุ่งขึ้น  ชลอเข้าไปที่กรมตำรวจ เพื่อรายงานความคืบหน้าคดีสังหารเสี่ยปุ้ย เชียงใหม่ กับพลตำรวจโทณรงค์ มหานนท์ รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายปราบปราม โดยนำตัว สุจินต์ เกษสุวรรณ หรือจ๋อง ตาเดียวเข้าไปด้วย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในหลายคดีที่ถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้อง พร้อมกับให้เล่าถึงความสัมพันธ์กับเสี่ยปุ้ย คนตายที่เชียงใหม่ รวมถึงความขัดแย้งกับ 1 ในกลุ่มต้องสงสัยอย่าง พ่อเลี้ยงอู๊ด
                       
หลังเสร็จสิ้นจากการเข้าพบแคนดิเดตอธิบดีกรมตำรวจ  ชลอแยกกับลูกน้องคนใหม่อย่าง จ๋อง ตาเดียว ก่อนเข้าไปที่กองปราบปรามสามยอด เพื่อเซ็นเอกสารและงานที่คั่งค้าง ก่อนเตรียมตัวเดินทางไปเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง ตามที่รองอธิบดีกรมตำรวจ รหัสพิทักษ์ 2 กำชับให้รีบจับกุมคนร้ายคดีนี้ให้ได้โดยเร็ว
                       
 รองผู้บังคับการกองปราบปราม วัย 43 ปี เดินฉับๆขึ้นไปบนที่ทำงานชั้น 3  โดยมีจ่าตั๋น จ่ายะ 2 ตำรวจคนสนิทเดินตามมา เขาเห็นผู้กองคก และจ่าอ๋อย นั่งรออยู่ในห้องเล็ก หน้าห้องทำงานของเขาอยู่ก่อนแล้ว
                       
“เออดีเลย.. ไอ้คก  กูกำลังจะให้ใครตามมึงมาพบอยู่…..”
                       
 ผู้กองคก ชายหนุ่มหนวดเคราผมเผ้ารกรุงรัง รูปร่างใหญ่โต ดูแล้วเหมือนโจรมากกว่าตำรวจ ยกมือไหว้ผู้บังคับบัญชาหนุ่มรุ่นพี่วัยห่างเกือบ 10 ปี ขณะที่ จ่าอ๋อย ตำรวจหนุ่มวัยรุ่นที่อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ แต่ดูเรียบร้อยและสำอางกว่าผู้กองคก  สวมเลสที่ข้อมือ ใส่สร้อยคอดูเหมือนเพลย์บอย ยกมือไหว้ทำความเคารพเช่นกัน
                       
 “พี่ลอ  ผมมีเรื่องแปลกๆมาเล่าให้พี่ฟังครับ…..”

ผู้กองคกเอ่ยปาก
                       
“เออ…เข้ามานั่งคุยในห้อง กูจะได้เซ็นงานไปด้วย ห่า…กูเบื่อเอกสารพวกนี้ชิบหาย ให้กูออกไปไล่จับโจรแล้วยังจะให้กูมานั่งเซ็นหนังสืองานภายในอะไรอีก พี่กุศลน่าจะหาคนเซ็นแทนกู…..”
                       
นายตำรวจอดีตนักรักบี้สโมสรตำรวจ พูดเหมือนบ่น “พี่กุศล”นายตำรวจเจ้าของรหัส ป.1 กับอดีตนักรักบี้ทีมชาติจากรั้วเหลืองแดงธรรมศาสตร์ ก่อนผลักประตูเดินเข้าห้อง 
                       

ชลอวางหมวกฮันติ้งแค๊ปไว้บนโต๊ะ เดินอ้อมไปนั่งเก้าอี้โต๊ะทำงานที่มีแฟ้มกระดาษแข็งใส่เอกสารสีน้ำเงินสีแดงวางสุมกองเป็นภูเขาอยู่บนโต๊ะ แล้วตะโกนสั่งจ่าอ๋อยให้เอากาแฟมากิน ส่วนจ่าตั๋นที่เดินถือกระเป๋าหนีบใส่ปืน และสัมภาระเล็กๆน้อยๆอย่างบุหรี่ไฟแช๊กของชลอ ก็เอามาวางไว้บนโต๊ะด้วยเช่นกัน
                       
นายตำรวจคู่แค้นไบคานนั่งเปิดแฟ้มเอกสารที่วางกองอยู่บนโต๊ะมาเปิดอ่านคร่าวๆทีละเล่มก่อนตวัดปากกาเซ็นชื่อลงนามอย่างรวดเร็ว แล้วพูดกับผู้กองคก ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้เงยหน้ามอง
                       
“กูว่าจะไปเชียงใหม่พรุ่งนี้ แต่จะแวะนอนที่ตากก่อน ทีนี้กูจะให้มึงตามประกบไอ้ฟ้าคราม ผู้จัดการไนท์คลับไอ้อู๊ดเพื่อนมึง  ตามให้มันรู้ แต่ไม่ต้องทำอะไร กูจะเล่นจิตวิทยาอะไรกับมันหน่อย…………”
                       
ชลอสั่งงาน ก่อนยกกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ที่จ่าอ๋อยเพิ่งเอามาเสิร์ฟร้อนๆขึ้นมาจิบ จากนั้นเปิดกระเป๋าถือ หยิบบุหรี่ตอง 5 ซองแข็ง ขึ้นมาคาบที่มุมปากแล้วจุดสูบแบบแค่นๆก่อนถามนายตำรวจรุ่นน้องเหมือนนึกขึ้นได้
                       
“เออ…แล้วมึงมีอะไรจะเล่าให้กูฟังวะ……”
                       
“คืออย่างนี้ครับพี่ เมื่อคืนผมไปเที่ยวนั่งเล่นกับเพื่อนผม ไอ้ยันต์ กิ่งเพชร ไอ้จักษ์ จ่า สห.ลูกน้องพี่ดุล ที่แถวๆห้าแยกปากเกร็ด นนทบุรี  มีพวกไอ้สุน ไอ้แมว ประตูน้ำ พวกเล่นในบ่อนมานั่งด้วย

ทีนี้ระหว่างนั้นมันมีไอ้ติ๋งหรือไอ้ติ่ง มันเข้ามาคุยกับไอ้จักษ์ ได้ยินมันคุยอวดว่ามันเพิ่งขี่จยย.ไปยิงคนที่เชียงใหม่ คนที่เป็นข่าวตอนนี้…….”
                       
 ผู้กองร่างยักษ์รายงาน แต่ทำให้ชลอหูผึ่ง เผลออัดบุหรี่เข้าไปเต็มปอด
                       
 “มันคุยโวกับไอ้จักษ์ ได้ยินแค่ 2 คน ผมนั่งอยู่ใกล้ๆก็นิ่ง มันคงนึกไม่ถึงว่าผมเป็นตำรวจ ….”
                         
ยันต์ กิ่งเพชร ชลอรู้จักดี เป็นเพื่อนสนิทไอ้คก คู่นี้กินเที่ยวอยู่ด้วยกัน ส่วนไอ้จักษ์ สห. หรือไอ้จักษ์ ปากเกร็ด อยู่ในชุดสารวัตรทหารบก ราบ 11  เป็นลูกน้อง พันตำรวจโทอดุลย์ บุญเสรฐ นายตำรวจมือปราบลูกบ้าอีกคนหนึ่ง เลี้ยงลูกน้องเยอะแยะไว้เป็นสายข่าว ทั้งตำรวจ ทหาร ยันโจร
                         
 “ผมแอบถามไอ้จักษ์บอก มันเป็นลูกน้องไอ้ป้อม คอนติ  ครับพี่..”