Tuesday, April 21, 2026
More
    Homeท่องปทุมวันบนถนนสีกากีของ“บิ๊กหนุ่ม พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบช.ภ.3“

    บนถนนสีกากีของ“บิ๊กหนุ่ม พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบช.ภ.3“

    ท่องปทุมวัน วันนี้จะพาไปรู้จัก “บิ๊กหนุ่ม-พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค 3” นามเรียกขาน “สุระ1” ดูแลตำรวจอีสานใต้ 8จว.

    ได้คุยกันแล้ว  สุระ1 คนนี้ครบเครื่องทั้งบู๊ บุ๋น การบริหาร และงานสืบสวนระดับประเทศจริงๆ

    ไล่เส้นทางรับราชการบิ๊กหนุ่มเริ่มจาก รอง สว.. สน.บางขุนนนท์  ต่อด้วย ผู้ช่วย นว.พล...ไพฑูรย์ รอง ผบช..   ขึ้น สว.ที่จเรตำรวจ ปี 2537ย้ายกลับนครบาล เป็น สว.รับเรื่องราวร้องทุกข์ สไลด์ไปเป็น สว.ทะเบียนพล บช.. ต่อด้วย สว.งาน5 กอง 1  สว.ที่กองพิสูจน์หลักฐาน 

    จากนัันเป็นนายเวรพล...อรรถพล แช่มสุวรรณวงศ์ ผบช.. กลับนครบาลเป็น รอง ผกก..สน.สุทธิสาร  ย้ายไปประจำ กอ.รมน. 4 ปี  ขึ้น ผกก.ที่ กอ.รมน.แล้วย้ายออกมาอยู่ที่ผกก.อำนวยการ กองทะเบียน เป็น ผกก.4 บก.ปคบ. ขึ้นรองผู้การรถไฟ รองผู้การป่าไม้ รองผบก.ตม. 2

    ติดยศนายพลเป็นผู้การ ตม.2 ปี 2560 สไลด์ไปผู้การท่องเที่ยว 2  รอง ผบช.. 4 รองผบช..5  เป็นพล...ในตำแหน่งผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.  ทำหน้าที่นายตำรวจประจำสภาความมั่นคงแห่งชาติ จากนั้นเป็น จตร.(สบ8)และ ผบช..3 ในวาระปี67

    วัน .เวลา .ตรงกัน ได้นั่งคุยกับสุระ1 ขยายความให้ฟังถึงชีวิตที่ผ่านมา

    ต้นกำเนิดและแรงบันดาลใจจาก “พ่อ”

    ผมเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ชีวิตพลิกผันให้ต้องไปเติบโตที่บุรีรัมย์เมื่อปี 2512 ตามคุณพ่อ ร.ต.ท.พิเชษฐ์ ประยูรศิริ นรต.13 ที่ย้ายจาก สน.บางรัก ไปสร้างโรงพักคูเมือง ทำค่ายมวยด้วย  ค่ายเพชรประยูร

    สมัยนั้นความเจริญยังเข้าไม่ถึง โรงพักยังสร้างไม่เสร็จ พวกเราต้องอาศัยกินนอนกันอยู่ที่ สภ.นางรอง อยู่หลายปี จนโรงพักใหม่สร้างเสร็จ

    พูดเสร็จโชว์หลังมือพร้อมเล่าย้อนไปวัยเด็ก ถูกพี่เลี้ยงชาวเขมรเอาเตารีดนาบจนกลายเป็นแผลเป็น

    เจ้าตัวเล่าอีก อยู่บุรีรัมย์2-3ปี กลับมากทม.ชีวิตวัยเด็กวนเวียนอยู่กับรั้วโรงเรียนดังในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ประถมที่ นักบุญโยนออฟอาร์ค เข้าสู่รั้วชมพู-ฟ้า สวนกุหลาบวิทยาลัย (ม.1-6) จริงๆ  ฝันอยากเป็นวิศวกร สอบติดวิศวะ จุฬาฯ ด้วย

    ยุคปี 2528 ข่าววิศวกรตกงานมีเยอะ ประกอบกับเห็นคุณพ่อเป็นต้นแบบของตำรวจที่ดี มีความมั่นคง  ตัดสินใจตามรอยพ่อ สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 26 และนายร้อยตำรวจ รุ่น 42

    ก้าวแรกในนครบาล

    บรรจุครั้งแรกที่ สน.บางขุนนนท์ ปี32 ก่อนจะมีโอกาสเป็นผู้ช่วยนายเวรให้ท่านพล.ต.ต.ไพฑูรย์ สุวรรณวิเชียร รอง ผบช.น. ในขณะนั้น ใจผมรักงานนครบาล เพราะได้ทำงานที่มันและท้าทาย  แม้ตอนนั้นจะยังติดยศ สว. ไม่ได้เพราะอาวุโสยังน้อย ท่านโสภณ วาราชนนท์ ผบช.น.เลยให้ผมไปชิมลางงานรับเรื่องราวร้องทุกข์ก่อน บ่มเพาะประสบการณ์ก่อนจะลงไปปกครองคนในโรงพัก

    จาก “กองทะเบียน” สู่ผู้ก่อตั้ง “ปคบ.”

    ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญคือตอนอยู่กองทะเบียน  ตอนนั้นกำลังจะถูกยุบและโอนภารกิจไปให้มหาดไทย ท่านผบ.ตร.ขณะนั้น-พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ มอบหมายให้ผมเป็นทีมงานปรับโครงสร้างหน่วยงาน ผมเล็งเห็นว่า “การคุ้มครองผู้บริโภค” คือเทรนด์โลกที่กำลังมา จึงดึงงานคดีเศรษฐกิจ อาหารและยา (อย.) และมาตรฐานอุตสาหกรรม (สมอ.) มารวมกัน จนเกิดเป็น บก.ปคบ. ได้เป็น ผกก.4 คนแรกที่ดูแลเรื่องอาหารและยาโดยตรง

    มีคดีดังอย่าง “ป้าเชง” ยาปลอม เครื่องสำอางอันตราย หรือโครงการ “สายสืบผักสด” ที่ร่วมกับ สสส. เพื่อคุ้มครองสุขภาพคนไทย ผมทำมากับมือทั้งนั้น

    “บิ๊กหนุ่ม”ย้อนผลงานในอดีตที่สอบสวนกลางด้วยความภูมิใจ

    พลิกโฉมความปลอดภัยบนรางรถไฟ: “เลดี้คาร์” และ “ระบบเช็กหมายจับ”

    จากนั้นย้ายไปเป็น รองผู้การรถไฟ เห็นปัญหาอาชญากรรมบนขบวนรถบ่อย โดยเฉพาะการอนาจารผู้หญิงและเด็ก ผมจึงเสนอไอเดียจัดระเบียบตู้โดยสารใหม่ (Lady Car) แบ่งโซนชัดเจน: ครอบครัว-ผู้หญิง-ผู้ชาย มีตำรวจหญิงคั่นกลางเพื่อความปลอดภัย

    นอกจากนี้  ยังเป็นคนผลักดันให้การรถไฟเปลี่ยนระบบจองตั๋วจากการกรอกชื่อเฉยๆ มาเป็นการใช้ เลขบัตรประชาชน 13 หลัก เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลตำรวจ (POLIS) ทำให้เราล็อกตัวผู้มีหมายจับได้ทันทีที่จองตั๋ว

    ผลงานชิ้นโบแดงคือการสกัดจับ ขบวนการขนไอซ์ชาวมาเลเซีย 16 คน พร้อมของกลาง 256 กิโลกรัม บนขบวนรถไฟที่หัวหิน ถือเป็นการจับกุมไอซ์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย ขณะนั้น

    ภารกิจกู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ “โอมาน”

    เปลี่ยนเส้นทางไปเป็นรองผู้การ ตม.2 มีโอกาสทำงานคดีค้ามนุษย์ระดับประเทศ ร่วมกับท่านพล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีลบุตร (รองหวาน) เดินทางไปที่ประเทศโอมานเพื่อช่วยเหลือหญิงไทยที่ถูกหลอกไปบังคับค้าประเวณี

    ”ภาพที่ผมลืมไม่ลงคือ ผู้หญิงไทยวิ่งมากอดขาขอให้ช่วยพากลับบ้าน พวกเธอถูกขัง ถูกบังคับให้ทำงานในสภาพที่ไร้ความเป็นมนุษย์ เงินที่ได้มาก็ถูก “แม่แท็ค” หักค่าใช้จ่ายจนไม่เหลือพอแม้แต่จะนั่งแท็กซี่หนี

    ภารกิจนั้นเราช่วยคนไทยกลับมาได้ 21 คน และทลายเครือข่ายนรกได้สำเร็จ เป็นงานที่ทำแล้วรู้สึกว่าเราได้ช่วยชีวิตคนจริงๆ“

    “ผู้การสนามบิน”: บริหารคน บริหารอารมณ์ และความมั่นคง

     “ปี 2560 ติดยศนายพลเป็นผบก.ตม.2 ดูสนามบินทั่วประเทศ ได้รับมอบหมายจากท่านณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม.ให้ไปดูสนามบินภูเก็ต เพราะโดนร้องเรียนเรื่องแถวยาวมาก

    ปัญหามันคือเศรษฐกิจดี นักท่องเที่ยวเยอะขึ้น แต่พื้นที่เท่าเดิม ผมไปนั่งดูอยู่ครึ่งเดือนก็เห็นว่า บางทีทัวร์เอาลูกทัวร์มาทิ้งไว้ตั้งแต่เช้าทั้งที่บินค่ำ คนมันเลยเต็มโถงไปหมด

    ช่วงนั้นการท่องเที่ยวบูมมาก นักท่องเที่ยวทะลักแต่พื้นที่เท่าเดิม โจทย์คือทำอย่างไรไม่ให้ ตม. กลายเป็นคอขวด

    ผมเริ่มจากการไปฝังตัวศึกษาหน้างานครึ่งเดือน จนพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การตรวจช้าอย่างเดียว แต่อยู่ที่การ “บริหารจัดการ”

    เราแก้ปัญหาด้วยหลักการ “แก้มลิง” และ “การชะลอน้ำ”  ประสานงานการท่าฯ และวิทยุการบิน  จัดลำดับหลุมจอดเครื่องบิน (Gate) ไม่ให้เครื่องลำใหญ่ลงพร้อมกันในจุดเดียว

    เพราะถ้าคนหลักพันเดินมาถึง ตม. พร้อมกันมันจะเหมือนสึนามิที่ทะลักโถง เราต้องบริหารให้คนค่อยๆ เดินมาเหมือนสายน้ำ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจได้ทันตามมาตรฐาน 45 วินาทีต่อคน

    ตม. มี 90 กว่าช่องตรวจ ตรวจคนละนาที ก็ต้องรอเป็นชั่วโมง ผมเลยให้เขาบริหารหลุมจอดให้ไกลบ้างใกล้บ้าง ให้คนค่อยๆ เดินมา ตม. จะได้หายใจทัน

    ส่วนหลักการแก้มลิง: คือจัดพื้นที่พักคอยให้กรุ๊ปทัวร์ที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง มีน้ำดื่ม มีที่นั่ง เพื่อลดความหนาแน่นหน้าช่องตรวจ

    “การเป็นผู้การ ตม.2 ไม่ใช่แค่การนั่งในห้องแอร์ แต่มันคือการบริหาร “วินาที” ของผู้โดยสาร   การทำงาน ตม. คือหน้าด่านแรกของประเทศ เราต้องทำให้เขาประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง”

    บิ๊กหนุ่มเล่าย้อนถึงผลงานการแก้ปัญหาหน้าตาประเทศก่อนเล่าต่อ

    กลยุทธ์ 7 นางฟ้าที่สนามบินภูเก็ต

    นอกจากไปแก้ปัญหา ระบบบริหารจัดการ แถวยาวที่สนามบินภูเก็ต   ผมยังปั้นโครงการ “7 นางฟ้า (Seven Angels) & Four Boys” ขึ้นมา 7 นางฟ้า & Four Boys: ใช้ Soft Powerแก้ปัญหาความตึงเครียด ตำรวจที่พูดภาษาจีน ญี่ปุ่น  ฝรั่งเศส ได้ จะเข้าไปประกบผู้โดยสารเพื่อสื่อสารและคัดกรองเบื้องต้น คัดตำรวจที่มีทักษะภาษาต่างๆ มาคอยต้อนรับตามสัญชาติของไฟลท์บินนั้นๆ 

    เป้าหมายไม่ใช่แค่ความสวยงามหรือการอำนวยความสะดวก แต่คือ “งานความมั่นคง” การเข้าไปทักทายด้วยภาษาบ้านเกิดเขา ทำให้เราสังเกตพิรุธได้ง่าย

    ใครใช้พาสปอร์ตหน้าเหมือน (Imposter) หรือพาสปอร์ตสวมสิทธิ์ พอเราทักทายเป็นภาษาเขาแล้วเขาตอบไม่ได้ หรือมีอาการประหม่า เราสามารถชาร์จตัวตรวจสอบได้ทันที

     

    เปลี่ยนจากอารมณ์ร้อนๆ ของผู้โดยสารให้กลายเป็นความประทับใจ และความปลอดภัยไปพร้อมกัน  รวมๆแล้วงานสนามบินมันต้องบริหารทั้งระบบและบริหารอารมณ์คนไปพร้อมกัน”

    สไลด์เป็นผู้การท่องเที่ยว-โจทย์เปลี่ยน

    พอย้ายมาเป็นผู้การท่องเที่ยว 2 รับผิดชอบ 37 จังหวัด เหนือ-อีสาน (ภาค 3-6) โจทย์มันเปลี่ยน จาก ตม. ที่เน้นคัดกรองในสนามบิน มาเป็นตำรวจท่องเที่ยวที่ต้องดูแลเขาตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากสนามบินไปจนถึงวันเดินทางกลับ

    ผมเอาโมเดลจากสนามบินมาต่อยอด ให้ลูกน้องฝึกพูดภาษาเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวก่อนรถทัวร์จะออก 

    นโยบายผมคือ ‘เราไม่นำขบวนแต่เรานำภาพลักษณ์’ หน้าที่หลักคือดูแลให้ทุกอย่าง ‘ตรงปก’ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร หรือไกด์ ต้องไม่มีไกด์ผีมาหลอกลวง ข้าวซอยร้านไหนไม่อร่อยจริง หรือราคาแพงเกินเหตุสำหรับนักท่องเที่ยว ผมจัดการหมด ตำรวจท่องเที่ยวต้องเป็นหูเป็นตาแทนนักท่องเที่ยว ตรวจสอบมาตรฐานร้านอาหาร โรงแรม และราคาสินค้า ไม่ให้มีการหลอกลวงหรือเอารัดเอาเปรียบ

    ผมถึงขั้นให้ลูกน้องทุกช่วงอายุไปตระเวนกินทุกร้านในเชียงใหม่ ร้านไหนกะทิเยอะ ร้านไหนสไตล์วัยรุ่น ร้านไหนคนเฒ่าคนแก่ชอบ เพื่อเอามาทำ ‘รูทท่องเที่ยว’ ให้แขกบ้านแขกเมือง

    ใครมา 3 วัน 5 วัน มีเวลาแค่ไหน เราจัดแผนให้เลย ไม่ให้เขาต้องวิ่งรถย้อนไปย้อนมาให้เสียเวลา เช่น ถ้าไปแม่กำปองแล้ว ก็ไม่ต้องย้อนมาโป่งแยงวันเดียวกัน

    ที่สำคัญที่สุด ผมจับตำรวจท่องเที่ยวเข้าคอร์สเรียนประวัติศาสตร์เชียงใหม่ทุกคน คุณต้องรู้ว่าเจ้าดารารัศมีคือใคร ประวัติเมืองเป็นมายังไง และต้องสรุปให้เขาฟังจบได้ใน 15 นาที  ให้เขารู้สึกว่ามาถึงที่นี่แล้วได้อะไรกลับไปจริงๆ มากกว่าแค่มาถ่ายรูปครับ

    “ต้องสร้างความประทับใจและความรู้ให้กับนักท่องเที่ยว เช่น สายมู ให้ไปที่วัดพระธาตุดอยคำ, สายคาเฟ่ ให้ไปแม่ริม และคำนวณเวลาการเดินทางไม่ให้ย้อนศร เพื่อความคุ้มค่าของเวลาผู้โดยสาร  สร้างความมั่นใจ ด้วยการใช้ทักษะภาษาทักทายสร้างความอุ่นใจตั้งแต่สนามบินจนถึงการเดินทางในพื้นที่

    “ความประทับใจของนักท่องเที่ยว ไม่ได้เกิดจากความปลอดภัยอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่เขารู้สึกว่ามีคนที่พร้อมจะดูแลและให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับเขาตลอดการเดินทาง”

    อดีตผู้การท่องเที่ยว2สรุปและกล่าวต่อ

    พอขึ้นเป็น รอง ผบช.ภ.4 ในปี 2563 ปรับตัวเยอะเหมือนกันครับ ผมโตมาจากนครบาลและสอบสวนกลาง ทำงานเร็ว บุกเร็ว จนพี่ๆ ผู้ใหญ่ต้องสะกิดบอกว่า ‘หนุ่ม เบาหน่อยนะ ทำแค่ 1 ใน 3 ลูกน้องก็จะเป็นลมแล้ว’

    ปรับจูนให้เข้ากับลูกน้อง 

    วัฒนธรรมภูธรเขาต่างจากนครบาลครับ ระยะทางที่เกิดเหตุมันไกล จะให้ถึงที่เกิดเหตุในไม่กี่นาทีเหมือนแถวอินทามระไม่ได้ ผมเลยต้องค่อยๆ สอน ค่อยๆ ปรับจูนกันไป แต่จุดแข็งของเขาคือมีวินัย สั่งงานแล้วทำจริง

     

    งานที่ภูมิใจคือการปั้น ‘Smart City’ ที่อุดรธานี ผมใช้โมเดลที่เคยทำไว้ตอนอยู่ ‘ปาย’ สมัยเป็นผู้การท่องเที่ยว มาปรับใช้ คือการวางระบบถนนคนเดินให้เข้า-ออกทางเดียว ติดกล้อง CCTV ให้ครบ ใช้ Soft Power ของตำรวจท่องเที่ยวเข้าไปคลุกคลีจนจำหน้าเจ้าของร้านได้หมด พอเราวางระบบดี นายกเทศมนตรีและ อบจ. เขาก็เห็นด้วย สนับสนุนงบลงมาจนเราได้ที่ 1 ของประเทศ

    จาก Smart City สู่การบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดแบบยั่งยืน

    พอย้ายมาอยู่ภาค 5 งานหลักคือ ‘ยาเสพติด’ เพราะเราอยู่ต้นทางใกล้สามเหลี่ยมทองคำ ผมเน้นทั้งการสกัดกั้น ยึดทรัพย์  ที่สำคัญที่สุดคือ ‘การบำบัด’ ผมเอาโครงการ ‘นาคาพิทักษ์’ ของพี่ยรรยง เวชโอสถ ผบช.ภ.4 มาต่อยอด เพราะไม่อยากเห็นข่าวลูกหลอนยาฆ่าพ่อแม่ 

    ใช้หลักการที่เคยทำสมัยอยู่สุทธิสาร คือเอาผู้เสพไปบวชหรืออยู่กับพระ ให้เขาได้บิณฑบาต ได้เห็นภาพดีๆ ได้สนทนาธรรมเพื่อ ‘ปลดปล่อย’ สิ่งที่ค้างคาใจ

    ผมมีเทคนิคตรวจงานที่ไม่เหมือนใคร  ผกก. มักจะเป็นลมเวลาผมถามคนเสพ เพราะผมไม่ถามว่าเลิกหรือยัง แต่ผมจะถามว่า ‘วันนี้เหลือกี่เม็ด?’ ถ้าเขาตอบว่า 3 เม็ด ก็รู้ทันทีว่ายังไม่เลิก และอาจจะมีคนฟอกตัวจาก ‘ผู้ค้า’ มาเป็น ‘ผู้เสพ’ เพื่อหนีคดี

    สำหรับผม การทำให้คนเลิกยาได้คือความสุขที่สุด แม้มันจะไม่หมดไปร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเราทำให้มันน้อยลงได้ สังคมก็ปลอดภัยขึ้น 

    “บิ๊กต่าย”ส่งมาดูแลตำรวจอีสานใต้ ให้ความสำคัญกับสายสัมพันธ์เพื่อนร่วมรุ่น (ตท.26)ยึดโยงนโยบายหลัก ผบ.ตร. เป็นเข็มทิศในการทำงาน

    “พอได้รับมอบหมายจากท่าน ผบ.ตร.ให้มาดำรงตำแหน่ง ผบช.ภ.3 ผมรีบศึกษาข้อมูลอีสานใต้ทันที เพราะมีสถานการณ์ชายแดนกับประเทศกัมพูชา ภาค3มีพื้นที่ติดเขา4จังหวัดคือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

    แม้จะไม่เคยอยู่พื้นที่นี้มาก่อน แต่โชคดีที่ผมมีเพื่อนร่วมรุ่น (ตท.26) อยู่ในตำแหน่งสำคัญ ทั้งผู้การจังหวัดในพื้นที่ แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการ มทบ. ทุกคนคือเพื่อนกัน ทำให้การประสานงานไร้รอยต่อ โดยเฉพาะงานความมั่นคงตามแนวชายแดน

    ภารกิจหลักที่ผมให้ความสำคัญคือ ‘การพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง’  เมื่อเกิดสถานการณ์ชายแดน ทหารเขาคุมพื้นที่ส่วนหน้า ตชด. คุมชั้นรอง ส่วนตำรวจท้องที่คือหัวใจในการอพยพและดูแลทรัพย์สินชาวบ้าน

    ผมไปดูศูนย์พักพิงที่สุรินทร์และศรีสะเกษมาด้วยตัวเอง มั่นใจว่าแผนเราพร้อม ขวัญกำลังใจลูกน้องดีเยี่ยม อุปกรณ์ป้องกันอย่างเสื้อกันกระสุนหรือหมวกเหล็ก ท่านรอง กรไชย คล้ายคลึง รองผบ.ตร.เมตตาสนับสนุนเต็มที่

    ส่วนเรื่องยาเสพติด อีสานใต้มีเอกลักษณ์เฉพาะ ยาไม่ได้ข้ามเขาเหมือนภาค 5 แต่ ‘ลอยน้ำ’ มาตามโขงเจียมหรือเขมราฐ ผมยังคงยึดโมเดล ‘บำบัดด้วยใจ’ ต่อเนื่องมาจากสมัยอยู่เชียงใหม่ ใครเลิกยาได้ผมมีรางวัลให้

    อย่างตอนอยู่ภาค 5 ผมแจกไก่สวยงามตัวละเป็นพัน เขาก็ดีใจทวงถามกันใหญ่ (หัวเราะ) แต่ในทางปราบปราม ผมสั่งรีเซตบัญชีผู้เสพใหม่ทั้งหมด ใครเป็นสีแดงต้องดูแลใกล้ชิด ประสานสาธารณสุขฉีดยาบำบัดเพื่อป้องกันเหตุหลอนยาฆ่าแกงกันเหมือนที่เคยเกิดขึ้น

    ส่วนวิสัยทัศน์ ผมไม่ชอบสั่งเยอะให้เด็กสับสนครับ ผมยึดนโยบายของ ผบ.ตร. เป็นหลัก เพราะท่านกลั่นกรองจากยุทธศาสตร์ชาติมาดีแล้ว คือไม่เพิ่มภาระทางความคิดให้ลูกน้อง แต่เน้นการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เห็นผลจริงในพื้นที่

    หน้าที่ของผมคือ ‘ทำให้ครบและทำให้ดี’  เติมโจทย์เฉพาะหน้าเรื่องความมั่นคงชายแดนเข้าไปเท่านั้นพอ

    การทำงานตำรวจ การ Back to Basic บางครั้ง ว. สั่งการยังเร็วกว่าโทรศัพท์มือถือเสียด้วยซ้ำ”

    ……………………………………………

    ทั้งหมดนี้คือเสี้ยวชีวิตและผลงานส่วนหนึ่งของ“บิ๊กหนุ่ม-พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค 3”  เป็นมุมมองของผู้บริหารระดับสูงอีกคนหนึ่ง ที่เข้าใจหัวอกคนปฏิบัติงานในพื้นที่ แต่สนองนโยบายผู้บังคับบัญชาอย่างแท้จริง และมีวิธีทำงานเป็นแนวทางให้ตำรวจรุ่นหลังได้อย่างดีครับ…

    เฮียเก๋ 7/3/69

    RELATED ARTICLES
    - Advertisment -

    Most Popular

    Recent Comments