จู้กหู้กกู้ กราบสวัสดีรอบวงกลม
……….
“ลิเวอร์พูลไม่ได้แค่เสียแต้ม แต่เสียบางอย่างที่น่ากลัวกว่า”
คืนวันเสาร์ผมนั่งดูลิเวอร์พูลแล้วรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังที่เปิดเรื่องมาดีเกินไปจนเราหลงคิดว่าตอนจบมันจะสวยงาม แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นหนังที่คนดูเดินออกจากโรงด้วยความงุนงงว่า
“นี่มันจบแบบนี้จริงเหรอ”
ลิเวอร์พูลออกนำเร็ว ในแอนฟิลด์ของตัวเอง ทุกอย่างดูเหมือนกำลังเข้าทางเหมือนนักธุรกิจที่ปิดดีลใหญ่ได้ตั้งแต่ต้นไตรมาส เหมือนบริษัทที่เปิดตัวสินค้าใหม่วันแรกแล้วยอดขายพุ่ง จนทุกคนคิดว่า ที่เหลือคือแค่ประคองให้ถึงเส้นชัย
แต่ฟุตบอลมันไม่เคยใจดีกับคนที่คิดว่า “แค่นี้ก็พอแล้ว”
หลังจากจังหวะที่ ริโอ เอ็นกูโมฮา เจ้าหนูที่ดูมีแววเป็นความหวังของอนาคต ใช้การเลี้ยงกินตัวแล้วจ่ายตัดกลับเข้ากลาง แทนที่จะฝืนลากไปเองเหมือนดาวรุ่งหลายคนที่อยากพิสูจน์ตัวเอง เขากลับเลือกเล่นด้วยความเข้าใจเกม นั่นคือสิ่งที่จู้กหู้กกู้ชอบมากที่สุดในจังหวะนี้
เด็กบางคนมีพรสวรรค์ แต่เด็กที่น่ากลัวจริง ๆ คือเด็กที่รู้ว่า “เมื่อไรควรปล่อยบอล”
มันเหมือนคนทำธุรกิจที่รู้ว่าทุกอย่างไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด คนที่โตจริงจะเริ่มเข้าใจว่า การสร้างพื้นที่ให้คนอื่น shine บางครั้งมีค่ามากกว่าการเอาตัวเองไปอยู่กลางสปอตไลต์ตลอดเวลา
จังหวะนั้น ริโอ ทำให้แนวรับเชลซีลังเล เพราะทุกคนคิดว่าเขาจะฝืนลากต่อ แต่บอลถูกตัดกลับมาให้ ไรอัน กราเฟนแบร์ก ที่ก่อนรับบอลเขาหันเช็กพื้นที่อยู่หลายรอบ มองหาสเปซเหมือนนักลงทุนที่กำลังหาช่องว่างในตลาด พอเห็นพื้นที่ว่างพอ เขาก็แต่งบอลหนึ่งจังหวะแล้วกดทันที
ลูกยิงเสียบมุมสวยงาม และเป็นภาพที่เราเริ่มเห็นบ่อยขึ้นในฤดูกาลนี้ หลังจากเขาถูกดันขึ้นสูงกว่าเดิม
แอนฟิลด์เฮลั่น เกมดูเหมือนจะง่ายขึ้น
แต่เรื่องแปลกของฟุตบอลคือ บางครั้งประตูนำไม่ได้ทำให้ทีมมั่นใจขึ้น มันกลับทำให้ทีม “ผ่อน” และลิเวอร์พูลคืนนี้ก็ดูเป็นแบบนั้น
หลังได้ประตู ทีมกลับเริ่มถอยโดยไม่รู้ตัว จังหวะเคลียร์บอลเริ่มลน ต่อบอลไม่ติด แดนกลางเก็บบอลสองไม่ได้ ทุกครั้งที่เตะบอลออกไป มันเหมือนเตะอัดกำแพง เพราะเชลซีเก็บกลับมาได้หมด
นั่งดูแล้วรู้สึกเหมือนเห็นเขื่อนที่เริ่มร้าวทีละนิด แม้มันยังไม่แตก แต่คนที่เคยผ่านอะไรแบบนี้มาจะรู้ทันทีว่า ถ้ายังปล่อยไว้ เดี๋ยวมันพังแน่
แล้วจุดที่ร้าวที่สุดก็เป็นจุดเดิม
จุดที่ทุกคนรู้กันทั้งโลก “แบ็คขวา”
การใช้ เคอร์ติส โจนส์ ลงมายืนตรงนั้น มันพอเอาตัวรอดได้เวลาเจอทีมระดับต่ำกว่า แต่พอเจอทีมที่คุณภาพใกล้กัน ความเป็น “ไม่ธรรมชาติ” มันจะถูกขยายใหญ่ขึ้นทันที
ฟุตบอลระดับสูงมันโหดตรงนี้ มันไม่ต้องใช้เวลานานในการหาจุดอ่อน
เชลซีเริ่มโยนบอลเข้าใส่พื้นที่ด้านนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนนักล่าที่เจอแผลเปิดของเหยื่อแล้วไม่ยอมปล่อย พวกเขารู้ว่า เคอร์ติส โจนส์ ไม่ใช่แบ็คขวาโดยธรรมชาติ
การยืนตำแหน่ง การป้องกันพื้นที่ การอ่านจังหวะบอลยาว มันไม่ใช่ instinct ของเขาและทุกครั้งที่บอลถูกโยนไปด้านนั้น ลิเวอร์พูลก็เริ่มเสียทรง
จอร์จี้ มามาร์ดาชวิลี ต้องออกแรงเซฟหลายครั้ง จนนั่งคิดในใจว่า “เดี๋ยวมันต้องเข้าแน่”
ฟุตบอลมันเป็นแบบนี้ ถ้าคุณเปิดโอกาสให้คู่แข่งยิงซ้ำ ๆ สุดท้ายความน่าจะเป็นจะเล่นงานคุณเอง เหมือนธุรกิจที่ปล่อยให้ปัญหาเล็ก ๆ สะสม สุดท้ายวันหนึ่งมันจะระเบิดใส่หน้าโดยไม่ต้องแปลกใจ
แล้วประตูตีเสมอก็มาจริง ๆ
ไม่ใช่ลูกโอเพ่นเพลย์สวยงามอะไร แต่เป็นลูกเซตพีซง่าย ๆ บอลเปิดกึ่งยิงกึ่งผ่านเข้ามา ตัวสอดเข้าชาร์จแม้จะไม่โดน แต่จังหวะมันรบกวนมากพอให้ มามาร์ดาชวิลี ยืนขาตาย บอลเสียบเสาเข้าไปอย่างเจ็บปวด
หลังจากนั้นเกมแทบจะเป็นของเชลซีทั้งหมด ลิเวอร์พูลเหมือนทีมที่เสียความมั่นใจไปดื้อ ๆ แดนกลางเก็บจังหวะสองไม่ได้ ต่อบอลไม่ขึ้น พอจะสวนกลับก็เสียก่อนถึงพื้นที่สุดท้าย
สิ่งที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือ เชลซีไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่น่ากลัวเลยก่อนเกมนี้ พวกเขาแพ้ติด ๆ กันมา เหมือนนักมวยที่เดินขึ้นเวทีด้วยอาการเป๋ แต่ลิเวอร์พูลกลับปล่อยให้ทีมแบบนั้นตั้งหลักได้
นี่คือสิ่งที่มีมาตลอดว่า ในฟุตบอลระดับสูง “Mindset” สำคัญพอ ๆ กับแท็กติก
บางทีมต่อให้ฟอร์มแย่ แต่ถ้าคู่แข่งเปิดประตูให้ความหวัง พวกเขาจะกลับมามีชีวิตทันที
ครึ่งหลังลิเวอร์พูลดูแอคทีฟขึ้นก็จริง พยายามเร่งเกมมากขึ้น แต่โอกาสส่วนใหญ่กลับมาจากลูกตั้งเตะ ไม่ใช่โอเพ่นเพลย์ที่ไหลลื่นแบบทีมลุ้นแชมป์จริง ๆ
ที่น่ากลัวคือ ปัญหาด้านขวายังถูกโจมตีเหมือนเดิม บอลถูกเปิดทะลุไปสุดเส้นแล้วหักกลับเข้ากลางซ้ำ ๆ เป็นภาพเดิมที่เราเห็นมาตั้งแต่ครึ่งแรก เหมือนหนังที่เล่นฉากเดิมวนซ้ำจนคนดูเริ่มรู้บทแล้ว
สุดท้ายเชลซีส่งบอลเข้าประตูได้อีกครั้ง แม้ VAR จะช่วยลิเวอร์พูลไว้ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าปัญหาหายไป มันแค่เลื่อนเวลาความเสียหายออกไปชั่วคราว
ก็เหมือนธุรกิจที่ยอดขายยังไม่ตก เพราะกำลังใช้เครดิตเก่าประคอง ทั้งที่โครงสร้างข้างในเริ่มพังแล้ว
ช่วงท้ายเกมคิดว่า “เดี๋ยว อาร์เน่อ ชล็อต ต้องถอด อิบราฮิม่า โคนาเต้ แล้วส่ง เฟเดริโก้ เคียซ่า ลงแน่”
สุดท้ายก็เป็นแบบนั้นจริง
แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ เขาส่ง โจ โกเมซ ลงมาด้วย นั่นแปลว่าเขาไม่ได้จะเปิดหน้าแลกแบบสุดตัว เขาไม่ได้กำลังไล่ล่าชัยชนะด้วยความบ้าคลั่ง เขากำลัง “บริหารความเสี่ยง”
และถ้ามองตามความจริง มันก็เข้าใจได้
สามเกมสุดท้าย ลิเวอร์พูลต้องการแค่เสมอหนึ่งนัด และชนะอีกหนึ่งเกม เพื่อการันตีพื้นที่ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก เพราะฉะนั้น ในมุมของ อาร์เน่อ ชล็อต หนึ่งแต้มคืนนี้อาจถูกมองว่า “รับได้”
แต่ปัญหาคือ ฟุตบอลไม่ใช่แค่เรื่องคะแนน
แฟนบอลไม่ได้ดูแค่ตารางคะแนน พวกเขาดู “สภาพของทีม” ด้วย
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดจากเกมนี้ ไม่ใช่ผลเสมอ แต่มันคือความรู้สึกที่ว่า ลิเวอร์พูลดูพอใจกับมันเกินไป
เหมือนทีมที่ไม่ได้เชื่อจริง ๆ ว่าตัวเองควรไล่ถล่มคู่แข่งที่กำลังโซซัดโซเซ
นี่ต่างหากที่ทำให้ผมหงุดหงิด
เพราะทีมใหญ่จริง ๆ เวลาคู่แข่งอ่อนแรง พวกเขาจะเหยียบซ้ำจนอีกฝ่ายลุกไม่ขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้กลับมาตั้งเกมใหม่
คืนนี้ลิเวอร์พูลจึงไม่ได้แค่เสียแต้ม
แต่เสียความรู้สึกของทีมที่ควรจะกระหายมากกว่านี้ไปด้วย
และนั่นต่างหาก คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับอนาคตของทีมชุดนี้จริงๆ
เฮ้อ…

























