Friday, October 9, 2026
More
    Homeข่าวเด่นรอบวัน”ผบ.สำราญ“ มอบนโยบายปี 2570 ชูแนวคิด ‘คืนเวลาให้ตำรวจไปดูแลประชาชน’ มุ่งสู่องค์กรที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ

    ”ผบ.สำราญ“ มอบนโยบายปี 2570 ชูแนวคิด ‘คืนเวลาให้ตำรวจไปดูแลประชาชน’ มุ่งสู่องค์กรที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ

    ผบ.ตร.มอบนโยบาย 9 ข้อ และกำชับ 4 เรื่องวาระแห่งชาติ ปราบยาเสพติด-นอมินี-สแกมเมอร์-ทุจริต ชู “คืนเวลาให้ตำรวจ เพื่อไปดูแลประชาชน” มุ่งสู่องค์กรบังคับใช้กฎหมายที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา

    เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 9 ต.ค.69  ที่ห้องแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร และสวัสดิการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)

    พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 แก่ข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการขึ้นไปจากทุกหน่วยทั่วประเทศ จำนวน 471 นาย

    ยึดวิสัยทัศน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมาย ที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา” พร้อมนโยบาย 9 ข้อ ที่มุ่งลดงานเอกสารและการประชุมที่ไม่จำเป็น เพื่อคืนเวลาให้ตำรวจได้ดูแลประชาชน

    กำหนดแนวทางใหม่ในงานจราจรที่ให้แนะนำและตักเตือนก่อนออกใบสั่ง และกำชับ 4 วาระเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาล ได้แก่ ยาเสพติด นอมินี สแกมเมอร์ และการทุจริตประพฤติมิชอบ

    พล.ต.อ.สำราญ มอบนโยบายการบริหารราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ใน 9 ข้อ ดังนี้

    1.พิทักษ์ ปกป้อง และเทิดพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์  ภารกิจสูงสุด ถวายความปลอดภัยและรักษาความเรียบร้อยในพระราชกรณียกิจอย่างเต็มกำลัง

    2.ปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างเด็ดขาด  เน้นอาชญากรรมทางไซเบอร์และยาเสพติด โดยปฏิบัติภายใต้หลักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

    3.เพิ่มศักยภาพการให้บริการ ยกระดับสถานีตำรวจ ลดงานธุรการที่ไม่จำเป็น ให้หัวหน้าสถานีวางแผนตามพื้นที่ งานสอบสวนรวดเร็ว โปร่งใส บริการสุภาพและเป็นธรรม

    4.ขับเคลื่อนงานด้วยหลักตำรวจชุมชน (Community Policing) ตำรวจและประชาชนเป็นหุ้นส่วนดูแลความปลอดภัย สร้างเครือข่ายกับผู้นำชุมชนและท้องถิ่น ป้องกันก่อนเกิดเหตุ

    5.ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ใช้ข้อมูลจุดเสี่ยงและช่วงเวลาเสี่ยง เน้นเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว ไม่สวมหมวกนิรภัย และประสานแก้ไขกายภาพถนน

    6.นำเทคโนโลยีและ AI ขับเคลื่อนการทำงาน  ระบบ ONE POLICE การเชื่อมข้อมูลที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) และการวิเคราะห์อาชญากรรมเชิงพื้นที่ โดยดุลพินิจยังเป็นของเจ้าหน้าที่

    7.เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารภายในองค์กร
    ประชุมหน่วยในสังกัดสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดือนละครั้ง ใช้ ศปก.ตร. เป็นศูนย์กลางข้อมูล และลดการประชุมที่ไม่จำเป็น

    8.แก้ไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ ผลักดันการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานและการบริการประชาชนตามขั้นตอน

    9.ภาวะผู้นำที่เป็นแบบอย่าง
    ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องลงพื้นที่รับรู้ปัญหาจริง ซื่อสัตย์ โปร่งใส และให้ความเป็นธรรม ภายใต้หลัก FIT (แข็งแรง พร้อมนำ) – FAIR (ยุติธรรม เป็นธรรม) – FUN (บรรยากาศดี มีความสุข) พร้อมวางหลัก “ผู้นำที่ดี” 3 ประการ คือ ให้สวัสดิการ ให้ความรู้ เมื่อผิดต้องกล้าลงโทษ

    นอกจากนี้ ผบ.ตร.กำชับ 4 เรื่อง ที่เป็นวาระแห่งชาติตามนโยบายรัฐบาล และกระทบประชาชนโดยตรง  ให้ทุกหน่วยทุกสายงานร่วมกันปฏิบัติ

    -ยาเสพติด ปราบปรามผู้ผลิต ผู้ค้า และเครือข่าย ขยายผลถึงทรัพย์สินที่ได้จากการค้า ไม่หยุดที่ผู้ค้ารายย่อย ส่วนผู้เสพให้ดำเนินการตามนโยบายและกฎหมาย และร่วมกับชุมชนป้องกัน

    -นอมินี ตรวจสอบและขยายผลถึงผู้อยู่เบื้องหลังและเส้นทางการเงินที่แท้จริง ไม่จับเพียงผู้ที่ถูกใช้ชื่อ และประสานหน่วยงานกำกับดูแล

    -สแกมเมอร์ รับแจ้งความทุกช่องทางและทุกท้องที่โดยไม่ปัดภาระ ระงับความเสียหายให้เร็วที่สุด เช่น การอายัดบัญชี ปราบปรามเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้เท่าทันกลโกง

    -ทุจริตประพฤติมิชอบ ยกระดับงานเดิมที่อยู่กับจเรตำรวจ และ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ขึ้นเป็น ศูนย์ต่อต้านการทุจริต (ศตท.ตร.) ดำเนินการทั้งกับข้าราชการตำรวจและผู้กระทำการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยมีจเรตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ขับเคลื่อน

    นโยบาย ผบ.ตร.ที่มอบให้ข้าราชการตำรวจถือปฏิบัตินั้น คำนึงถึงพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ในการได้รับประโยชน์สูงสุดจากการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ โดยได้ปรับปรุงและกำชับการปฏิบัติในแต่ละสายงาน และวางแนวทาง “คืนเวลาให้ตำรวจ เพื่อไปดูแลประชาชน” โดยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน

    เมื่อมีเวลาเพิ่มขึ้น หัวหน้าสถานีต้องวิเคราะห์อาชญากรรมและวางแผนป้องกันปราบปรามให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการให้บริการประชาชน โดยให้ขับเคลื่อนระบบ Police Care อย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรที่เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง ตามวิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมาย ที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา”

    พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ต้องการให้ตำรวจจดจำหลักการทำงานสำคัญ 3 ประการ คือ การดูแลสวัสดิการตำรวจให้เหมาะสม การกำหนดมาตรฐานการทำงานให้ชัดเจน และการกล้าบังคับใช้วินัยกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง ไม่ปล่อยปละละเลยจนกลายเป็นปัญหาใหญ่

    เปรียบเทียบว่าไม่ต้องการให้ผู้บังคับบัญชาเป็นพ่อแม่ที่รังแกฉัน แต่ต้องกล้าตักเตือนและลงโทษตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาบานปลาย

    “แนวทางการทำงานในช่วง 30 วันแรก ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยเร่งดำเนินการในเรื่องที่ใช้งบประมาณหรือทรัพยากรน้อย แต่สร้างผลลัพธ์ได้มาก ขณะที่งานซึ่งดำเนินการอยู่แล้วแต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ให้พิจารณายกเลิกหรือปรับปรุง

    โดยเฉพาะการตั้งจุดตรวจและการบังคับใช้กฎหมายจราจร ซึ่งต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ หากเจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลพินิจตักเตือนได้ ขอให้พิจารณาตักเตือนก่อน และหากจำเป็นต้องเปรียบเทียบปรับ ให้พิจารณาความเหมาะสมตามลำดับขั้น

    พร้อมย้ำว่าการตั้งจุดตรวจทุกครั้งต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจน สามารถอธิบายได้ว่าจัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันหรือลดอุบัติเหตุ และต้องมีผู้บังคับบัญชาควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด”

    สำหรับการสร้างความใกล้ชิดระหว่างตำรวจกับประชาชน ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ตำรวจตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็ว เมื่อประชาชนเข้ามาขอความช่วยเหลือที่สถานีตำรวจ ต้องเร่งจัดการปัญหาให้ทันเวลา

    ขณะที่กรณีเกิดเหตุระหว่างทาง เจ้าหน้าที่ต้องเข้าระงับเหตุโดยเร็ว ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีเหตุร้องขอความช่วยเหลือ ควรใช้การวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการออกตรวจเชิงป้องกัน

    มอบหมายให้ผู้กำกับการสถานีตำรวจบริหารจัดการกำลังพลและทรัพยากรในพื้นที่รับผิดชอบอย่างเหมาะสม พร้อมลดการประชุมที่ซ้ำซ้อน เพื่อคืนเวลาให้ตำรวจปฏิบัติงานดูแลประชาชนได้มากขึ้น

    พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ได้ปรับรูปแบบการประชุมให้กระชับขึ้น โดยระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะประชุมร่วมกับผู้บัญชาการ และให้ผู้บัญชาการไปบริหารจัดการงานต่อในระดับหน่วย เพื่อลดภาระการประชุมที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะการประชุมระหว่างผู้บังคับการกับผู้กำกับการ ซึ่งจะปรับลดจากเดิมที่มีการประชุมหลายครั้ง ให้เหลือเพียงครั้งเดียวตามแนวทางที่กำหนด

    ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า เป้าหมายสำคัญ คือการทำให้ประชาชนเชื่อมั่นและศรัทธาต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยประชาชนต้องรู้สึกปลอดภัยตั้งแต่ออกจากบ้าน ซึ่งตำรวจจะให้ความสำคัญกับการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เสี่ยง

    รวมถึงประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนและผู้ดูแลพื้นที่ต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าและหมู่บ้านจัดสรร เพื่อร่วมกันดูแลความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ขณะเดียวกัน

    เมื่อเกิดคดีขึ้นแล้ว ต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าจะได้รับความเป็นธรรม ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา โดยการสอบสวนต้องมุ่งค้นหาความจริงให้ปรากฏ ไม่ใช่มุ่งทำสำนวนเพื่อสั่งฟ้องให้ได้ทั้งหมด แต่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ส่วนงานสืบสวนต้องนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาใช้ติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

    สำหรับภารกิจเร่งด่วน พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ให้ความสำคัญกับภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารงานของผู้บังคับบัญชา ซึ่งต้องเร่งตรวจสอบและแก้ไขโดยเร็ว รวมถึงการจัดการปัญหาแหล่งอบายมุขและการค้ามนุษย์ ตลอดจนขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการปราบปรามยาเสพติด การตรวจสอบนอมินี การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ

    นอกจากนี้ ยังแบ่งภารกิจการทำงานออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ งานตามนโยบายเร่งด่วน งานตามหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชา งานพัฒนาหน่วยงาน และงานบำรุงขวัญกำลังใจของกำลังพล ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนต่อไป

    RELATED ARTICLES
    - Advertisment -

    Most Popular

    Recent Comments