หากพูดถึงศัตรูคู่ปรับที่มีรูปลักษณ์สะดุดตาที่สุดคนหนึ่งของ แบทแมน ใน DC Comics
คงไม่มีใครไม่นึกถึง “เคลย์เฟซ” (Clayface) วายร้ายร่างดินเหนียวที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ตามใจนึก
ล่าสุดผู้ชมกำลังจะได้รู้จักกับเขาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน ผลงานการกำกับของ เจมส์ วัตคินส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล DC Universe (DCU) ยุคใหม่
จริง ๆ แล้วคำว่า “เคลย์เฟซ” เป็นเพียงฉายาของตัวละครที่มีสภาพร่างกายผิดเพี้ยนขั้นรุนแรงจนกลายสภาพเป็นดินเหนียว
ในประวัติศาสตร์ของคอมิกส์ มีตัวละครได้รับฉายานี้หลายต่อหลายคน โดยคนแรกสุดคือ เบซิล คาร์โล ตัวละครนี้เป็นนักแสดงฮอลลีวูดผู้เต็มไปด้วยความคับแค้นใจ ปรากฏตัวครั้งแรกในปีค.ศ.1940 ก่อนที่ต่อมาในปีค.ศ.1961 ก็มีการเปิดตัว แมทท์ เฮแกน นักล่าสมบัติ ในฐานะ “เคลย์เฟซ” คนที่ 2
https://www.youtube.com/watch?v=1_AzGpVp2F8
อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์ Clayface (2026) เลือกหยิบชื่อของ แมทท์ เฮแกน มาถ่ายทอดใหม่ โดยได้นักแสดงชาวเวลส์อย่าง ทอม รีส แฮร์รีส์ มารับบทนำ พร้อมปรับเปลี่ยนปูมหลังจากนักล่าสมบัติ มาเป็นนักหนุ่มดาวรุ่งที่มีพื้นเพจากย่านสลัมในเมืองก็อตแธม
ทว่าชีวิตที่กำลังพุ่งทะยานเป็นดาวดังกลับต้องเป็นดาวร่วงในชั่วข้ามคืน เมื่อเขาไปมีความสัมพันธ์กับ มีอา ตอร์เรซ(โจอานา ริเบโร) สาวคู่ขาของ มาร์คอส ซาโบ (เดวิด เดนซิก) มาเฟียจอมโหดผู้ทรงอิทธิพลเกินกว่าใครหน้าไหนจะกล้าต่อกร
ผลจากการล้ำเส้นมาเฟีย ทำให้แมทท์ไม่เพียงแต่ถูกสูบเงินเก็บจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ยังต้องแลกมาด้วยบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิต

เมื่อเขาถูกมีดกรีดหน้าจนเสียโฉมยับเยินเกินกว่าที่แพทย์จะเย็บเยียวยาได้ ซ้ำร้ายยังไม่สามารถเรียกร้องความยุติธรรมจากระบบกฎหมายได้เลย
ท่ามกลางความสิ้นหวัง แมทท์ได้พบกับ ดร.เคทลิน คอร์ (นาโอมิ แอ็กกี) นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุภาคนาโนพาร์ติเคิลที่เพิ่งถูกหุ้นส่วนโกงงานวิจัย
งานวิจัยของเธอจุดประกายความหวังในการดึงใบหน้าเดิมกลับคืนมา แมทท์จึงตัดสินใจเสนอตัวเป็นหนูทดลองในโครงการทดลองทางคลินิกของเธอ เพราะในเวลานั้น ชีวิตของเขาไม่มีอะไรจะเสียไปมากกว่านี้อีกแล้ว
แม้สารทดลองของ ดร.เคทลิน จะยังไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมายหรือการแพทย์ แต่มันกลับสร้างปาฏิหาริย์ชวนตะลึง เมื่อฉีดเข้าใบหน้าตามโดสและระยะเวลาที่กำหนด ใบหน้าอันสมบูรณ์แบบของแมทท์ก็คืนกลับมาอีกครั้ง

ด้วยความทะเยอทะยาน เขาอดใจไม่ไหวที่จะพาตัวเองกลับไปเฉิดฉายในวงการบันเทิงเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าเขากลับมาแล้ว
ทว่าช่วงเวลาแห่งความสุขก็อยู่ได้ไม่นาน ภาพยนตร์นำพาตัวละครไปพบกับชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อผิวหน้าที่เคยตึงกระชับเริ่มไหลย้อยผิดรูปผิดร่าง
ความหวาดกลัวทำให้แมทท์ตัดสินใจอัดโดสยาเกินพิกัดเพื่อยับยั้งความผิดปกติ และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่พลิกชีวิตเขาไปตลอดกาล ร่างกายที่แปรสภาพมาพร้อมพลังวิเศษ กลายเป็นเครื่องมือให้เขาออกไล่เช็กบิลทุกคนที่มีส่วนทำลายชีวิตเขา
แม้ Clayface จะเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ในจักรวาล DCU ต่อจาก Superman (2025) และ Supergirl (2026)
แต่ระดับ “ความรุนแรง” ของเรื่องนี้กลับไต่ระดับไปไกลกว่าสองเรื่องแรกอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะฉากมีดกรีดหน้า หรือฉากการใช้กรรไกรตัดเนื้อย้อยที่ลงมาบดบังดวงตา
จัดเป็นฉากหฤโหดปนสยองที่อาจทำให้ผู้ชมจิตไม่แข็งพอต้องเบือนหน้าหนี

สิ่งที่โดดเด่นคือ ภาพยนตร์ไม่ได้นำเสนอ “เคลย์เฟซ” ในฐานะวายร้ายที่มุ่งหวังทำลายล้าง แต่เลือกขยายแง่มุมความเป็นมนุษย์ผู้ประมาทและโง่เขลา จนพาตัวเองไปสู่ความหายนะ เขากลายเป็นตัวประหลาดทรงพลังที่เต็มไปด้วยความขมขื่น ภายใต้การกำกับของ เจมส์ วัตคินส์ “เคลย์เฟซ” จึงไม่ใช่ตัวร้ายที่ชวนให้เกลียดชัง
แต่เป็นตัวละครแนว “แอนตี้-ฮีโร่” (Anti-Hero) ที่น่าหวาดหวั่นและชวนให้น่าเห็นอกเห็นใจไปพร้อม ๆ กัน
Blue Bird24/10/69


























