ต้องบอกว่า ท่าทีของรัฐบาลกลางภายใต้รัฐบาลปัจจุบันของสหรัฐอเมริกา ที่บริหารโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับเรื่องของสภาพอากาศ ตอนนี้ได้เปลี่ยนไปสู่การขยายโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลและการขุดเจาะ
ในขณะเดียวกันสหรัฐฯ ได้ถอยห่างจากข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ เช่น ข้อตกลงปารีส แม้มีรายงานว่า สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 2.6 ถึง 2.9 องศาฟาเรนไฮต์ มาตั้งแต่ปี 1970
แต่ถึงกระนั้นที่กลุ่มประเทศพันธมิตรด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ ไม่ได้บ้าจี้ตามพี่ใหญ่ พวกเขาก็ยังคงดำเนินการตามเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศ (Climate Change) จัดเป็นหนึ่งในประเด็นยอดนิยมที่คนทำหนังมักหยิบเอามาสร้างภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง เรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่แค่สะท้อนความวิตกกังวลของผู้คน หรืออยากส่งสารเตือนภัย สร้างความตระหนักรู้ให้กับมนุษย์ หรืออยากเป็นช่องทางวิพากษ์วิจารณ์สังคมและการเมือง
แต่ยังเปิดโอกาสให้คนทำหนังได้ใช้เทคโนโลยีวิชวลเอฟเฟกต์ เพื่อเนรมิตฉากภัยธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ออกมาให้ชม

ล่าสุด อเลฮังโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู หนึ่งผู้กำกับแถวหน้าของฮอลลีวูดชาวเม็กซิโก ก็ส่ง Digger ภาพยนตร์เสียดสีเรื่องสภาพภูมิอากาศ
แต่ทำออกมาในแบบตลกร้าย ใช้บริการนักแสดงระดับ เอ-ลิสต์ของฮอลลีวูด อย่าง ทอม ครูซ โดยเปลี่ยนโฉมพระเอกท็อป กัน ของเราเป็นชายสูงวัย พุงพลุ้ย ผู้มั่งคั่ง และเชื่อมั่นในความคิดตัวเองแบบไม่ฟังใคร
Digger เปิดเรื่องแนะนำผู้ชมให้รู้จักกับ ดิ๊กเกอร์ ร็อคเวลล์(ทอม ครูซ) อาศัยอยู่ในคฤหาสน์สุดหรูหรา เครื่องเรือนของตกแต่งล้วนแต่เป็นสัตว์สตัฟฟ์ เขามีแมวชราแสนรักชื่อ แม็กกี้ ที่จวนเจียนไปยมโลกอยู่รอมร่อ
หนังเข้าเส้นเรื่องหลักอย่างรวดเร็ว เมื่อ ดิ๊กเกอร์ รับสายจากพนักงานคนหนึ่งที่ทำงานในแท่นขุดเจาะน้ำมันในกรีนแลนด์ โทรมาเตือนเรื่องรอยแยกที่กำลังขยายตัวใกล้กับพื้นที่ขุดเจาะแห่งหนึ่งของบริษัท
และสถานการณ์ฉุกเฉินก็เกิดอย่างรวดเร็ว
เมื่อ ดร.กาเนช (ริซ อาห์เมด) นักวิทยาศาสตร์และคณะที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของเขา รายงานว่าเกิดการระเบิดขึ้นทันทีหลังจากที่ ดิ๊กเกอร์ วางโทรศัพท์ แรงระเบิดในกรีนแลนด์
ส่งผลให้แผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่กว่ากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ถึง 5 เท่า ได้แตกตัวออกมา แถมกำลังมุ่งหน้าไปยังยุโรป และจะสร้างหายนะครั้งมโหฬาร เช่น เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่อาจคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาล
![]()
![]()
![]()
เรื่องจึงต้องถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่ง จอห์น กู้ดแมนดาราเจ้าบทบาทชาวอเมริกัน สวมบท คอมป์สัน ผู้นำสหรัฐฯ ที่เคาะบุคลิก ภาพลักษณ์ วิธีพูดจา ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเหมือนกันอย่างกับฝาแฝด
ขณะที่ ไมเคิล สตัลเบิร์ก ดาราชาวอเมริกัน รับบท เอ็ดดี้ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีบุคลิก ซุ่มซ่าม อาเจียนเรี่ยราด ซึ่งต่างจาก เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัวจริง ที่มีบุคลิกเด็ดเดี่ยวและมั่นใจในตัวเอง
ต้องบอกว่า ฉากที่ ดิ๊กเกอร์ มาประชุมหาทางออกกับทีมบริหารของประธานาธิบดี คอมป์สัน เป็นฉากที่ทั้งชวนขบขัน ชวนสะอิดสะเอียน เป็นฉากที่เต็มไปด้วยผู้คนที่บ้าอำนาจ รวมพวกลัทธิบริโภคนิยมแบบไร้ขีดจำกัด มีความชาตินิยมทางศาสนา หลงตัวเอง
คนพวกนี้เชื่ออย่างสุดโต่งว่าสหรัฐอเมริกาเหนือกว่าชาติอื่น ๆ และพร้อมจะรังแกใครก็ได้ที่ไม่ถูกใจ
อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านครึ่งชั่วโมงแรก หนังก็ทำให้ผู้ชมคลายใจว่า แท้จริงแล้ว Digger เป็นการเล่าเรื่องแบบ “หนังซ้อนหนัง” ทั้งเรื่องคือการซ้อมละครเวทีเรื่อง Fossil Fools สร้างจากเหตุการณ์หายนะที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีก่อน
ตัวละคร ดิ๊กเกอร์ นั้นแสดงโดยนักแสดงชื่อ เคอร์ติส มาร์คสัน (ทอม ครูซ) และในขณะที่เรื่องราวในละครดำเนินการซ้อมไป ก็จะเห็นว่าชีวิตจริงของ เคอร์ติส ก็เผชิญความยุ่งเหยิงทั้งในเรื่องของครอบครัว และความไม่ลงรอยกับบางคนในทีมสร้างละคร
Digger เล่าเรื่องราวที่ดูเหมือนจะอลหม่าน ซับซ้อน สะเปะสะปะจนแทบจับต้นชนปลายไม่ได้ แต่พอเฉลยว่าทั้งหมดคือละครเรื่องหนึ่งที่กำลังซ้อมอย่างหนักหน่วงก่อนจะเปิดแสดงจริง ก็ทำให้มุมมองการดูหนังเรื่องนี้เปลี่ยนไปอีกทาง

ขณะที่นักแสดงต่างสาดฝีมือแพรวราว ที่หนักหน่วงก็คือประเด็นปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศที่ใส่มาอย่างไม่ยั้ง
แต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็คือความท้าทายให้ผู้ชมตามเรื่องตามราวให้ทัน ซึ่งหนังปิดฉากในแบบที่เรียบง่าย ทว่าหักมุมแบบสั่นสะเทือนไม่น้อย
Blue Bird 12/10/69

























