ในบรรดา 3 สาวนักเขียนดังชาวอังกฤษ ชาร์ลอตต์, เอมิลี่ และ แอนน์ พี่น้องตระกูล “บรองเต”
เราอาจคุ้นกับ ชาร์ลอตต์ บรองเต ผู้ประพันธ์เรื่อง Jane Eyre (เจน แอร์) ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1847
บอกเล่าเรื่องราวการเติบโตและการต่อสู้ชีวิตของเด็กกำพร้านาม เจน แอร์ และการมีความรักอันซับซ้อนกับ มิสเตอร์โรเชสเตอร์ ในบรรยากาศโกธิค
บรรยากาศโกธิค ถูกอธิบายว่าอบอวลไปด้วยศิลปะแบบดาร์ก ๆ ใช้โทนสีเข้มอย่างดำ น้ำตาล สถาปัตยกรรมสิ่งปลูกสร้างจะเป็นทรงสูง ซุ้มโค้งแหลม ปราสาทหรือคฤหาสน์จะดูเก่า ๆ ลึกลับ ๆ แฝงด้วยกลิ่นอายความเศร้าแต่ก็โรแมนติก
ทุกวันนี้ Jane Eyre ได้ถูกยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมอมตะที่ส่งอิทธิพลต่อวงการนวนิยายทั่วโลก
หากจะเรียกว่า ค.ศ.1847 เป็นช่วงรุ่งของพี่น้อง 3 สาวบ้านบรองเตก็คงไม่ผิดนัก
เพราะในปีเดียวกัน แอนน์ บรองเต น้องเล็กสุด ก็คลอดนวนิยายเรื่อง Agnes Grey (แอ็กเนส เกรย์) งานในแนวสตรีนิยม เล่าเรื่องผ่านครูสาวสุดแกร่งชื่อ แอ็กเนส เกรย์ ที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่ผกผันรวมถึงอุปสรรคที่ถาโถม
ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1847 เอมิลี่ บรองเต น้องสาวคนกลาง ก็ตีพิมพ์นวนิยายเรื่อง Wuthering Heights (วัทเตอริ่ง ไฮต์ส) ซึ่งเป็นนวนิยายเพียงเรื่องเดียวของเธอ
งานชิ้นนี้นำพาผู้อ่านไปสำรวจความรัก ความลุ่มหลง การแก้แค้น และเรื่องของชนชั้นทางสังคม มีฉากหลังเป็นทุ่งโล่งอันเงียบเหงา โดดเดี่ยวของยอร์กเชียร์ ภูมิภาคประวัติศาสตร์ทางตอนเหนือของอังกฤษ
ในช่วงเวลานั้นนวนิยายเรื่องนี้กลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร บรรดานักวิจารณ์ต่างเห็นว่าเป็นงานเขียนที่โหดร้ายเกินไป โครงสร้างไม่ลงตัว ทว่าในเวลาต่อมาก็ได้รับการยกย่องว่านี่เป็นหนึ่งในนวนิยายเพชรน้ำเอกของอังกฤษ แถมยังเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของวรรณกรรมแนวโกธิค
เมื่อนับผลงานของ 3 พี่น้องบรองเต ก็น้อยมาก ส่วนหนึ่งก็คืออายุของพวกเธอไม่ได้ยืนยาวนัก
แอนน์ ลาโลกไปเมื่ออายุ 29 ปี ส่วน เอมิลี่ ก็จากไปในวัย 30 ปี ตามด้วย ชาร์ลอตต์ ที่ถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเมื่ออายุ 38 ปี
มรดกทางวรรณกรรมที่พวกเธอทิ้งไว้ ได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นรูปแบบความบันเทิงทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ทางโทรทัศน์อยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะ Jane Eyre และ Wuthering Heights
ล่าสุด วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ได้ปลุก Wuthering Heights กลับสู่จอเงินอีกครั้ง โดยใช้บริการฝีมือกำกับของ เอเมอรัลด์ เฟนเนลล์ ผู้กำกับหญิงชาวอังกฤษ

เล่าเรื่องราวของ ฮีธคลิฟฟ์ รับบทโดย เจคอบ อีลอร์ดี เด็กกำพร้าที่ถูกนำเข้ามาอยู่ในครอบครัวเอิร์นชอว์ และได้กลายมาเป็นกึ่งเพื่อนกึ่งทาสรับใช้ให้กับ แคธี สวมบทโดย มาร์โกต์ ร็อบบี้
https://www.youtube.com/watch?v=guIKljwUNvA
นอกจากเธอจะแสดงนำแล้ว ยังพ่วงตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย
ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ตั้งแต่เด็กจนโต ผู้ชมก็จะเห็นว่าในที่สุดทั้ง แคธี และ ฮีธคลิฟฟ์ ก็จะต้องตกอยู่ในห้วงรักที่เต็มไปด้วยความลุ่มหลง รุนแรง แฝงด้วยแรงแค้น

มีชนวนเหตุมาจาก แคธี เลือกเข้าสู่ประตูวิวาห์กับเพื่อนบ้านหนุ่มผู้ดีฐานะสุดมั่งคั่ง จนทำให้ ฮีธคลิฟฟ์ ที่ภักดีกับเธอมาตั้งแต่เด็กรู้สึกว่าถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี และตัดสินใจหนีหายออกไปนานหลายปี
ก่อนที่จะกลับมาในรูปโฉมทรงเสน่ห์ชวนหลงใหล ทำให้ แคธี พ่ายแพ้ต่อความรักที่เธอเก็บกักไว้ในเบื้องลึกของหัวใจ ยอมก้าวข้ามบรรทัดฐานและศีลธรรม สังเวยความรักให้กับ ฮีธคลิฟฟ์
ว่ากันตามตรง การตีความของผู้กำกับ เฟนเนลล์ ก็ชวนให้แปลกใจ
เนื่องจากตัวละครหลายตัวในหนังสือถูกตัดออกไปเกือบทั้งหมด จนถูกวิจารณ์ว่างานดัดแปลงมาเพียงครึ่งเดียวของนวนิยาย ทำให้ภาพยนตร์แทบจะไม่ใกล้เคียงกับเรื่องราวในวรรณกรรมของ เอมิลี่ บรองเต เลย

ฉบับนวนิยายนั้นเรื่องราวมีความซับซ้อน ซ่อนประเด็นเข้มข้น โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับระบบปิตาธิปไตย เรื่องของชนชั้น การเหยียดเชื้อชาติ การใช้ความรุนแรงในครอบครัว
หรือแม้แต่ความจอมปลอมด้านศีลธรรมชาวคริสเตียนที่เป็นชนชั้นกลาง
อย่างไรก็ตาม Wuthering Heights เวอร์ชั่นล่าสุด ก็ให้ความตื่นตาในงานด้านภาพหลายฉากอย่างน่าตื่นตะลึง
ส่วนฝีมือการแสดงของ มาร์โกต์ ร็อบบี้ และ เจคอบ อีลอร์ดี ก็บอกได้เลยว่าไร้ข้อกังขา…หายห่วง!
Blue Bird 14/2/69


























