“ปอศ.ตัดวงจรแชร์ลูกโซ่ ”ตู้เติมเงินเคธี่ปันสุข-Sim K4” อ้างให้ผลตอบแทนสูง บุกจับ2สาวกรรมการบริษัท อายัดทรัพย์50ล้าน เหยื่อเสียหายร่วม30ล้าน“
วันที่ 27 ก.พ.68 พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.กริช วรทัต ผกก.4บก.ปอศ. ร่วมแถลงจับกุม น.ส.เริงฤดีฯ อายุ 45 ปี และน.ส.พรพิมลฯ อายุ 30 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1283,1286/2568 ลงวันที่ 24 ก.พ. 68 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน”
ตรวจยึดของกลางรถยนต์ 11 คัน,รถตู้โตโยต้า อัลพาร์ด 2 คัน,รถเก๋งบีเอ็มดับเบิ้ลยู 6 คัน,รถยนต์ไฟฟ้า ยี่ห้อฮาวาล 1 คัน และรถยี่ห้อเมตะ อีก 1 คัน, ตู้เติมเงินเคธี่ปันสุข 258 ตู้ ,กระเป๋าแบรนด์เนม 4 ใบ ,เครื่องประดับ 28 รายการ ,ที่ดินในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี 4 แปลง, สมุดบัญชีธนาคาร 20 เล่ม, สมุดเช็ค 14 เล่ม,คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค 20 เครื่อง,โทรศัพท์มือถือ 16 เครื่อง และเงินสดอีก 150,000 บาท ร่วมทั้งหมด 413 รายการ มูลค่า 50 ล้านบาท
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2567 มีกลุ่มผู้เสียหาย 61 ราย แจ้งความบก.ปอศ. ใดำเนินคดีกับบริษัทปันสุข555 จำกัด และบริษัท เคโฟร์ คอมมูนิเคชั่น จำกัดมีน.ส.เริงฤดีฯ และน.ส.พรพิมลฯ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ
มีพฤติกรรมชักชวนให้ร่วมลงทุนธุรกิจซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในนามซิมการ์ดโทรศัพท์ระบบเติมเงิน ชื่อ “Sim K4” และตู้เติมเงินชื่อ “ตู้เคธี่ปันสุข” ให้บริการเติมเงินโทรศัพท์ เติมเงินวอลเล็ต ชำระบิลค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า โดยเสนอแพ็คเกจ
โดยลงทุน 50,000 บาท จะได้รับผลตอบแทนสูงสุด 150,000 บาท ภายในระยะเวลาแค่ 500 วัน คิดเป็นร้อยละ 219 ต่อปี
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้ผู้ต้องหายังอ้างว่าจะขยายศูนย์ตัวแทนจำหน่ายไปยังจังหวัดต่างๆ จัดอบรมสัมมนาชักชวนให้หาสมาชิกใหม่ ก็จะได้รับส่วนแบ่งสูงสุดถึงร้อยละ 50 ของค่าสมัคร
ผู้ที่สนใจลงทุนต้องสมัครสมาชิกผ่านเว็บไซต์ https:// kathyrobot.punsook555.co.th และมีรูปแบบการโอนเงินลงทุนผ่านระบบคิวอาร์โค้ด ช่วงแรกผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจริง ทำให้มีผู้หลงเชื่อร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก
ต่อมาช่วงเดือนตุลาคม 2567 สมาชิกเริ่มไม่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน จึงได้ติดตามทวงถาม แต่ผู้ต้องหาได้บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ผู้เสียหายจึงรวมตัวกันมาแจ้งดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ความเสียหายกว่า 27,557,701 บาท
ด้าน พ.ต.อ. กริช กล่าวว่า จากการสืบสวนพบว่า การลงทุนดังกล่าวเป็นการลงทุนที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงเกินกว่าที่สถาบันการเงินตามกฎหมายพึงจะจ่ายได้ อีกทั้งธุรกิจตู้เติมเงินเคธี่ปันสุขนั้น ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจระบบชำระเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย
เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหา พบว่าใช้วิธีรับเงินลงทุนและจ่ายผลตอบแทนผ่านระบบเพย์เมนต์เกตเวย์ มีเงินหมุนเวียนในบัญชีบริษัทกว่า 400 ล้านบาท และยังพบด้วยว่าน.ส.เริงฤดียักย้ายถ่ายโอนแปรสภาพเงินเป็นทรัพย์สินต่างๆ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบอีกด้วย
พ.ต.อ.กริช กล่าวอีกว่า ต่อมาตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานยื่นศาลอาญาเพื่อออกหมายจับบริษัทเคโฟร์ฯและบริษัทปันสุขฯ ในฐานะนิติบุคคล พร้อมกับ น.ส.เริงฤดีฯ และน.ส.พรพิมลฯ กรรมการผู้มีอำนาจ จนเมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมาจึงเปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด ในเขตคันนายาวและลาดกระบัง ประกอบด้วยบ้านพักของผู้ต้องหา และที่ทำการบริษัท มีพนักงานประมาณ 15 คน
พบสต๊อคตู้เติมเงินเคธี่ปันสุข ซึ่งนำมาใช้จูงใจผู้เสียหาย แต่ไม่สามารถใช้งานได้จริงตามที่โฆษณา จึงตรวจยึดหลักฐานเอกสารจำนวนหนึ่ง พร้อมทรัพย์สินต่างๆ รวมมูลค่าประมาณ 50 ล้านบาท
สอบสวน ผู้ต้องหา ทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหานำตัวส่งพนักงานพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ.ดำเนินคดีต่อไป