รองจเรตำรวจแห่งชาติ แจงปม ‘บิ๊กโจ๊ก’ ฟ้องกลับ 10 ตำรวจชุดทำคดีเว็บพนัน BNK Master ยืนยันทำตามหน้าที่ ชี้เป็นเทคนิคผู้ต้องหาฟ้องแก้เกี้ยว หวังเบี่ยงเบนคดี
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 มี.ค.69 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงกรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบอำนาจให้ทนายความเดินทางเข้ายื่นฟ้องชุดสืบสวนคดีเว็บพนันออนไลน์ BNK Master จำนวน 10 นาย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157) และข้อหาแจ้งความเท็จ
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า การฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนหรือพนักงานสอบสวน ถือเป็นสิทธิทางกฎหมายที่ผู้ต้องหาสามารถทำได้ เป็นหนึ่งในเทคนิคการต่อสู้คดีที่มักพบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ต้องหาที่มีอิทธิพล มีอำนาจ หรือมีทุนทรัพย์ในการว่าจ้างทนายความ เป้าหมายหลักมักเป็นการฟ้องแก้เกี้ยว เพื่อให้พนักงานสอบสวนเกิดความกังวล เสียสมาธิในการปฏิบัติหน้าที่ หรือเพื่อบีบให้เกิดการเจรจาระหว่างคู่กรณี
“ประเด็นที่ทนายความนำมาฟ้องร้องในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขอหมายค้น หมายจับ หรือข้อกล่าวหาเรื่องการขัดขวางการแต่งตั้ง ล้วนเป็นประเด็นเดิมที่กลุ่มผู้ใกล้ชิดของผู้ต้องหาเคยนำไปฟ้องร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ มาแล้ว
ในคดีก่อนหน้า ศาลได้มีคำวินิจฉัยและคำพิพากษาไปแล้วว่าเป็นเพียงการจินตนาการและการคาดคะเนของฝั่งผู้ต้องหา การยื่นฟ้องครั้งนี้จึงเป็นเพียงการนำเรื่องเดิมมาเปลี่ยนตัวละครใหม่เท่านั้น”
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าชุดพนักงานสอบสวนเป็นคู่ขัดแย้งกับผู้ต้องหานั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ปฏิเสธอย่างชัดเจน พร้อมยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ที่ขับรถฝ่าไฟแดง แล้วถูกผู้ต้องหาฟ้องกลับว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หากวันถัดมาบุคคลเดิมขับรถฝ่าไฟแดงอีก ตำรวจยังคงมีสิทธิและหน้าที่ในการจับกุมเช่นเดิม
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่สืบสวนจับกุมตามกฎหมาย ไม่ได้แปลว่าตำรวจผู้นั้นจะกลายสภาพเป็นคู่ขัดแย้งส่วนตัวกับผู้ต้องหา คำว่าคู่ขัดแย้งเป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อนำมาเป็นข้ออ้างในการดิสเครดิต และพยายามผลักดันไม่ให้ชุดทำงานนี้รับผิดชอบคดี
เมื่อถามว่าประเด็นที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติส่งสำนวนคดีกลับมาให้พนักงานสอบสวนของตำรวจดำเนินการต่อนั้น
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดย ป.ป.ช. ได้ใช้ดุลยพินิจพิจารณาแล้วเห็นว่า การให้ตำรวจสอบสวนขยายผลต่อจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่สอบสวนตามกฎหมาย เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการก็ต้องรายงานกลับไปยัง ป.ป.ช. และส่งต่อให้พนักงานอัยการพิจารณาต่อไป
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้ชี้แจงถึงความแตกต่างของคดีที่เกี่ยวพันกับผู้ต้องหากลุ่มนี้ มีการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ทั้งเรื่องการฟอกเงินจากเว็บพนัน การแอบอ้างบัญชีทรัพย์สิน และการติดสินบน โดยได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า
หากผู้ต้องหาเป็นเจ้าของบ่อนการพนันที่ย่านเตาปูน และไปร่วมหุ้นเปิดบ่อนอีกแห่งที่ย่านบางนา โดยใช้บัญชีรับเงินบัญชีเดียวกัน การที่ตำรวจจับกุมบ่อนที่เตาปูนไปแล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อไม่ให้ตำรวจดำเนินคดีกับบ่อนที่บางนาได้
“คดีเว็บพนันก็เช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่ต้องแยกดำเนินคดีตามข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี พร้อมยืนยันทิ้งท้ายว่าคณะทำงานชุดนี้ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบและกฎหมายอย่างถูกต้องมาโดยตลอด จึงไม่มีความกังวลต่อการถูกฟ้องร้องแต่อย่างใด และจะมุ่งมั่นเดินหน้าทำคดีต่อไปเพื่อนำไปสู่การพิจารณาในชั้นศาลตามกระบวนการยุติธรรม”

























