สำนักงานตำรวจแห่งชาติลงนาม MOU ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก เชื่อมโยงข้อมูลประวัติอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับรถสาธารณะ รถขนส่ง ยกระดับความปลอดภัยทางถนน เทศกาลสงกรานต์
วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 14.30 น. ณ อาคาร 10 กรมการขนส่งทางบก
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือการประสานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ในส่วนของประวัติอาชญากรรมของผู้ขอรับหรือขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะและใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับกรมการขนส่งทางบก โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ร่วมลงนาม ณ อาคาร 10 กรมการขนส่งทางบก
โดยมี พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ ผู้บัญชาการสำนักง่นพิสูจน์หลักฐานตำรวจ, พล.ต.ท.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี ร่วมงานและเป็นสักขีพยานในพิธี
พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ เป็นการปรับกระบวนการปฏิบัติงานและขั้นตอนในการประสานข้อมูลประวัติอาชญากรรม ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกให้เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับเป็นข้อมูลให้นายทะเบียนตามกฎหมายขนส่ง ใช้พิจารณาการขอออกหรือขอต่อใบอนุญาตขับรถสาธารณะและใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถตามกฎหมายขนส่ง
รวมทั้งปรับปรุงช่องทางในการให้บริการประชาชนสามารถจองคิวหรือตรวจประวัติทางระบบออนไลน์ เพื่อนำไปใช้ทำใบอนุญาตหรือขอต่อใบอนุญาตขับรถสาธารณะ พร้อมระบบติดตามผลตรวจ ช่วยอำนวยความสะดวกลดขั้นตอนการเดินทางของประชาชน
ผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องนี้มอบหมาย พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รอง ผบ.ตร.(รับผิดชอบงานกฎหมายและคดี) เป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องการยกระดับการปฏิบัติงานตามกฎหมายโดยนำระบบดิจิทัลที่เหมาะสมมาใช้ในการให้บริการ และเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบร่วมระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก ว่าด้วยการประสานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวกับประวัติและการกระทำความผิดตามกฎหมายของผู้ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ข้อมูลทะเบียนรถ และข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. 2565 เป็นการพัฒนาในมิติงานกฎหมายและคดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
พร้อมทั้งมอบให้ พล.ต.อ.นิรันดรฯ ประชุมหารือกับกรมการขนส่งทางบก จนทั้งสองหน่วยงานเห็นร่วมกันและตกลงปรับกระบวนงานตามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ เพราะเป็นการช่วยคัดกรองผู้ที่จะมาขับรถสาธารณะและรถขนส่ง สร้างมาตรฐานความปลอดภัยแก่สังคม และขณะเดียวกันยังเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วย
สำหรับรายละเอียดของ MOU พล.ต.อ.นิรันดรฯ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า
จะใช้กับกรณีการขอทำหรือขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะและรถขนส่ง แบ่งแนวทางดำเนินการเป็น 2 กลุ่ม
– กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่ขอต่อใบอนุญาตขับรถ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเปิดให้บริการตรวจสอบประวัติโดยใช้ข้อมูลคือ ชื่อ สกุล เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก โดยไม่ต้องเดินทางมาพิมพ์ลายนิ้วมือ สามารถกรอกคำร้องด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ www.crd.go.th พร้อมชำระค่าธรรมเนียมการตรวจประวัติผ่านระบบออนไลน์
– กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่ขอทำใบอนุญาตขับรถครั้งแรก เพื่อความปลอดภัยในการคัดกรองผู้ขับขี่ ยังคงต้องตรวจประวัติอาชญากรรมโดยลายพิมพ์นิ้วมือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเปิดช่องทางให้ประชาชนจองคิวผ่านเว็บไซต์ www.crd.go.th เพื่อเลือกวันที่สะดวกเข้ามาพิมพ์ลายนิ้วมือมือ
การดำเนินการทั้งสองแบบ เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจประวัติเสร็จแล้ว จะส่งผลทางอิเล็กทรอนิกส์ไปยังกรมการขนส่งทางบก ภายใน 3 วันทำการโดยตรง ประชาชนไม่ต้องเดินทางไปรับผลตรวจที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประชาชนยังสามารถติดตามผลการตรวจประวัติของตนเองผ่านระบบ tracking จากเว็บไซต์ดังกล่าว ว่าผลตรวจประวัติได้ส่งไปยังกรมการขนส่งทางบกแล้วหรือไม่ เพื่อจะได้ไปติดต่อขอรับใบอนุญาตขับรถจากกรมการขนส่งทางบกได้ทันที ระบบนี้จะเริ่มต้นใช้งานภายใน 90 วันนับแต่วันที่ ผบ.ตร. และอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ลงนาม MOU
หลังจากเสร็จพิธีลงนาม ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.นิรันดรฯ รอง ผบ.ตร. ยังได้เยี่ยมชมบูธนิทรรศการ Police Care ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำเสนอข้อมูลฟีเจอร์ให้บริการของตำรวจด้านต่าง ๆ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้กับพี่น้องประชาชน
โดย ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.นิรันดรฯ ได้เชิญชวนให้ประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Police Care ติดโทรศัพท์ไว้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะในแอปพลิเคชันจะมีข้อมูลความรู้ บริการ และช่องทางการแจ้งเหตุ เช่น ตรวจสอบข้อมูลเส้นทางจราจร ทางเลี่ยง ทางลัด ข้อมูลจุดบริการตำรวจทางหลวง ช่องทางการลงทะเบียนโครงการฝากบ้านกับตำรวจ บริการค้นหา ตรอ. ที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทาง บริการตรวจสอบข้อมูลสถานีตำรวจพื้นที่รับผิดชอบ กรณีประสบเหตุระหว่างเดินทางสามารถแจ้งขอความช่วยเหลือได้ทันที ตลอดจนข้อมูลกฎหมายและข่าวสารต่างๆ อีกมากมาย
ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “Police Care” ผ่าน App Store และ Google Play อยากให้ประชาชนดาวน์โหลดไว้เพื่อความอุ่นใจ ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุ

























