กรองความคิด พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์

  

พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผบ.ตร. 1 ใน 3 แคนดิเดต ผบ.ตร.ต่อจากพล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายน65  

รองรอยเป็นคนกรุงเทพฯ คุณพ่อเคยรับราชการเป็นแพทย์ทหารเรือ คุณแม่เป็นพยาบาล  มีพี่น้อง 4 คน รองรอยเป็นลูกคนโตและเป็นลูกชายคนเดียว 

วัยเด็กประถม-มัธยมต้นจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล  มัธยมปลายไปต่อที่เตรียมอุดม สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น24  เลือกเหล่าตำรวจ นรต.40ทั้งๆที่พ่อไม่อยากให้เรียน รองรอย แอบไปสอบ เพราะแรงจูงใจเพราะชอบได้ช่วยเหลือคน     

เส้นทางราชการ พ้นรั้วสามพราน ไปอยู่กองปราบฯเป็น รอง สว.(สอบสวน)กก.7 ป. ช่วยราชการกก.2 ป. ดูงานยาเสพติด ได้ทุนไปเรียนปริญญาโทต่อที่สหรัฐฯ  จบสาขาบริหารรัฐกิจ ที่มหาวิทยาลัยเคนตั๊กกี้  กลับมาใช้ทุนอยู่สันติบาล เป็น รอง สว.บช.ส.

ขึ้นสว.กก.5 บก.ส.1 ดูแลงานด้านความมั่นคง  เป็นนายเวร (สบ 3) รองผบ.ตร. (พล.ต.อ.วีระ วิสุทธิคุณ)  ขึ้นพ.ต.อ.ในตำแหน่ง ผกก.7 บก.ทล. ผกก.2 บก.ทล. ขึ้นรองผบก.ทล.  รอง ผบก.สบพ.และรอง ผบก.ฝรก.  

ติดยศ พล.ต.ต. ตำแหน่ง ผบก.ตม.3 ผบก.ประจำ ตม.  ผบก.ทท. ปี 56 เลื่อนเป็น รอง ผบช.ก. อีก2ปีต่อมา รักษาการ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.(ทำหน้าที่ประสานงานสำนักนายกรัฐมนตรีและมหาดไทย) เลื่อนเป็น ผบช.ส. เมื่อวันที่ 1 ต.ค.58  เป็น ผบช.ศ.อีก2ปี   วันที่ 1 ต.ค. 61  ขึ้นผู้ช่วย ผบ.ตร.  กระทั่งการแต่งตั้งวาระประจำปี 64 ติดยศพล.ต.อ.เป็นรองผบ.ตร.

หน้างานค้ามนุษย์ ยาเสพติด “ ได้รับผิดชอบงานหลักๆ  คืองานค้ามนุษย์ งานยาเสพติด งานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เป็นงานที่ไม่ใช่เฉพาะในประเทศ แต่เป็นงานที่ต่างประเทศให้ความสนใจ เป็นงานที่เป็นสากล งานยาเสพติดเองเป็นงานที่ต้องประสานกับต่างชาติ  งานค้ามนุษย์ ก็เป็นงานที่ต่างชาติให้ความสนใจแล้ว มีผลกระทบกับความเชื่อมั่นของประเทศ”

พล.ต.อ.รอยเริ่ม

ใช้4P.แก้ค้ามนุษย์ เรื่องค้ามนุษย์ถึงตอนนี้เป็นงานหลักงานสำคัญ มีผลกระทบอย่างมาก ประเทศไทยได้รับการประเมินจากเทียร์ 2 เป็นเทียร์ 2วอตซ์ลิสต์  ตกระดับชั้นมาต้องทำงานหนักขึ้น ในหน้างานของค้ามนุษย์ มีหลายหน่วยงานประกอบกัน

เริ่มจาก Policy  เป็นเรื่องของนโยบาย เรื่องของตัวกำหนดนโยบาย มีหลายหน่วยงานที่เข้าไปกำหนดกรอบการทำงาน เพื่อจะให้เป็นไปตามเป้าที่มีการเขียนรายงาน อเมริกา กำหนดมาตรฐานอะไรต่างๆ  ว่าเรามีปัญหาอะไรบ้าง  

ป้องกัน-บังคับใช้กม. ก็มี prevention คือตำรวจแทบจะเข้าทุกหน้างาน คือป้องกันไม่ให้มีการค้ามนุษย์ในที่ทำงาน ในโรงงาน ในแรงงานประมง  ตำรวจต้องเข้าไปในเรื่องของการตรวจตรา 

เมื่อเจอปุ๊บ ก็ Prosecution  เป็นเรื่องการดำเนินคดี  บังคับใช้กฎหมาย การอำนวยความยุติธรรมต่างๆ  มีทั้งตำรวจ อัยการ ศาล กลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายในกระบวนการยุติธรรม เป็นเรื่องของการดำเนินคดี 

อัยการสั่งฟ้องศาลลงโทษ เมื่อรับคดีแล้ว  ตำรวจต้องใช้ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ แยกแยะว่ามีวิธีการ การกระทำ วัตถุประสงค์ ตรงกับองค์ประกอบของการค้ามนุษย์หรือไม่ เมื่อดำเนินคดีเสร็จ ต้องมีผลสัมฤทธิ์

 อัยการสั่งฟ้อง ศาลลงโทษ ถือว่ากระบวนการยุติธรรมประสบผลสำเร็จในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายในการค้ามนุษย์ เพราะฉะนั้นต้องทำตรงนี้

ถูกมองไม่สัมฤทธิ์ผล เดิมสหรัฐฯ บอกว่า กระบวนการยุติธรรมไทย ยังไม่ประสบความสำเร็จ เช่น ตำรวจสั่งฟ้อง แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง หรืออัยการสั่งฟ้อง แต่ศาลไม่ลงโทษ อย่างนี้กระบวนการยังไม่สัมฤทธิ์ผล ในปัจจุบัน ตำรวจ  หารือ อัยการ กับศาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ภาพการทำงานเป็นระบบ เกิดผลสัมฤทธิ์ในเรื่องการดำเนินคดี เมื่อมีคดีค้ามนุษย์เกิดขึ้น 

ตอบโจทย์ครบ สุดท้าย Protection เมื่อมีเหยื่อของการค้ามนุษย์เกิดขึ้น ต้องเยียวยา ทั้งด้านจิตใจ ทดแทนอะไรต่างๆ สิทธิที่เขาควรได้รับที่อาจจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง  เป็นเรื่องที่ศาลจะพิจารณาถึงค่าตอบแทน เป็นงานที่ท้าทาย เป็นงานที่หนัก ส่วนการโปรเทคชั่นจะเป็นในส่วนของ ตม. เชื่อว่าตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง สามารถตอบโจทย์ปัญหาในประเด็นต่างๆ ที่สหรัฐฯแนะนำไว้ ทำได้ครบทุกประเด็น

ในส่วนที่มองว่าสถิติต่ำ ถ้ามองในเชิงการทำงาน งานเชิงป้องกัน หรือป้องกันเชิงรุกที่เราเน้น และดำเนินการอย่างจริงจัง เฉียบขาด อาจจะทำให้ผู้ที่ฝ่าฝืนหรือผู้ที่กระทำผิดลดลงก็เป็นไปได้ ไม่ใช่ว่าสถิติจะต้องเยอะขึ้นตลอด 

เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวฟันทุกราย ส่วนเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้อง อันนี้ดำเนินการเต็มที่ มีดำเนินคดี ไล่ออก ปลดออก เป็นประเด็นหนึ่งว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง  บางทีขึ้นกับการรายงานข้อมูลไปทางที่ผู้ที่รับฟังข้อมูล

บางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องของการค้ามนุษย์ อาจจะเป็นเรื่องของการหลบหนีเข้าเมือง อาจจะเป็นเรื่องอะไรต่างๆ ที่อาจจะมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐ เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ดำเนินคดีทุกราย อย่างจริงจังทุกราย  

รับแรงงานประมงงานหิน ส่วนประเด็นที่เขาแนะมาแล้วดูมีปัญหาจัดการได้ยาก น่าจะเป็นเรื่องแรงงานประมง

เขามองว่าเราไม่สามารถที่จะไปตรวจพบผู้เสียหายได้ แต่จริงๆ มันอาจจะไม่มีจริงๆก็ได้  คือ 1.อาจจะไม่มี หรือ 2.อาจจะเป็นความสมัครใจของทั้งลูกจ้างและนายจ้าง อาจจะไปยืมเงิน ไปทำงานในเรือแล้วไม่พอใจ เมื่อไม่พอใจอาจจะถูกเขาบังคับ

3.เรื่องการตรวจ อันนี้ก็ยากลำบากในการออกไปสู่น่านน้ำสากล  เกินอำนาจเราที่จะไปตรวจ แต่เราก็สุ่มตรวจอยู่ มีการควบคุมการเข้าออกของแรงงานประมงในการออกไปหาปลา ทางทะเลก็มีหน่วยรับผิดชอบหลัก  แต่เราทำงานร่วมกันโดยตลอด  

กฏหมายเกี่ยวข้องเยอะ ส่วนเรื่องชาวโรฮีนจา ต้องมาว่าบางทีเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์  เป็นเรื่องการย้ายถิ่นฐาน หรือสมัครใจที่จะใช้แรงงานที่จะได้ค่าตอบแทนที่ได้มากกว่า เช่น ในประเทศเพื่อนบ้านที่ให้ค่าตอบแทนมากกว่า แต่ไม่ถูก คือมีการบังคับหรือหลอกแล้วใช้ประเทศเราเป็นทางผ่าน ขนย้ายแรงงานหรือหลบหนีเข้าเมือง ก็ต้องแยกกันไป

เรื่องของแรงงานนี่ จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องค่อนข้างเยอะ การใช้แรงงานเด็ก ก็เป็นความผิดส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่การค้ามนุษย์ ค้ามนุษย์มันต้องมีสิ่งที่เป็นการบังคับใช้แรงงาน ถึงจะเป็นความผิด  

ตีความไม่สอดรับ ปัญหาส่วนหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็คือ ถ้าเราไปตีความการค้ามนุษย์ เริ่มจากการคัดแยกผู้เสียหาย ถ้าเราไปตีความที่ไม่สอดรับกับของสากล หรือแนวทางเดียวกันจะเป็นปัญหา เช่น การไปตีความว่า การหลบหนีเข้าเมือง การย้ายถิ่นฐาน เป็นการค้ามนุษย์ จริงๆมันไม่ใช่ มันเป็นปัญหาที่อัยการจะสั่งไม่ฟ้อง 

อบรมทุกระดับเข้าใจตรงกัน แต่ขณะนี้  มีการอบรมเพื่อจะให้เจ้าหน้าที่ รวมทั้งพนักงานสอบสวนมีความรู้  คืออบรมทั้งผู้บริหารด้วย ระดับ รอง ผบช.ระดับรองผู้การ มีหน้าที่บริหารงานสอบสวน จะได้เข้าใจตรงกัน

แล้วพนักงานสอบสวน ต้องเข้าใจในหลักของการทำงานเป็นอย่างไร  มีข้อบกพร่องในการทำสำนวนการสอบสวน อันไหนที่มันไม่เข้าองค์ประกอบของการค้ามนุษย์ เพื่อไม่ให้ Prosecution  ไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน คือให้เข้าใจตรงกัน รวมทั้งหารืออัยการ และศาล  

คุมงานสายตรวจ งานหลักอีกงานคืองานศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เป็นกำลังหลักสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต้องพบปะกับประชาชน ก็พัฒนาไปตามแนวนโยบายจากท่าน ผบ.ตร.ท่านให้คำแนะนำเรื่องการพัฒนา ก็ขับเคลื่อนนโยบายของท่าน  

จุดตรวจโปร่งใส เรื่องงานป้องกัน งานสายตรวจลักษณะการทำงานแบบไทยๆ คือตั้งจุดตรวจ แต่ต้องตั้งจุดตรวจอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ให้ประชาชนไม่เคลือบแคลงสงสัย อย่างนโยบายท่าน ผบ.ตร.ก็ให้ติดกล้อง ผมว่ามันก็ดีกับทั้งสองฝ่าย ทั้งประชาชนด้วย กับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย ในการทำงาน  

มีมาตรฐานเผชิญเหตุ การเผชิญเหตุต่างๆ สายตรวจ เป็นกลุ่มแรกที่จะต้องไปแก้ไขปัญหา ต้องทำอย่างมีมาตรฐาน เมืองนอกเขาเรียก SOP เช่น การเข้าไประยะห่างเท่าไหร่ การเข้าไป  ยืนยังไง มีคัฟเวอร์ คอนแท็ค ยังไง ยุทธวิธี เป็นเรื่องของสากลที่เขาทำ ถ้าทำไม่เป็นสากล มันก็ตลก อายเขา มาตรฐานเข้าไปถึงต้องมีระยะห่างจากตัวผู้ต้องสงสัยระยะเท่าไหร่ ยืนเป็นรูปยังไง รูปวี หรืออะไร  มีการดูแลกี่คน 

อุปกรณ์ครบยุทธวิธีดี  การจัดอัตราอุปกรณ์ประจำกาย อุปกรณ์ประจำรถ  ควรจะมี ไม่ใช่ให้ตัวเปล่าๆ ไป เสื้อเกราะอะไรต่างๆ  ต้องครบ ยุทธวิธีต่างๆต้องดี สร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฏิบัติ สร้างความมั่นใจสำหรับสังคม ที่จะมองว่าตำรวจทำงานอย่างมืออาชีพ ไม่ใช่ว่าเจอผู้ต้องหาไล่ฟันตำรวจ อะไรอย่างนี้ 

อัตราตำรวจเจ็บลดลง ถ้าพูดถึงสายตรวจนี่  งาน ป.เราเอาสถิติมาดูอยู่ จะเห็นว่ามีสถิติเพิ่มขึ้น อัตราการบาดเจ็บของการระงับเหตุลดลงจากเดิม อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องไม้ คือจริงๆ บางอย่างประเทศอื่นเขาก็ใช้นะ ไม้ง่าม ประเทศจีนเขาก็ใช้ 

ตอนนี้ของเรามีทั้งปืนไฟฟ้า อุปกรณ์ยิงสายรัดขา  อาจจะนำเอาเรื่องแก๊สน้ำตามาใช้เป็นอุปกรณ์ประจำตัว อาจจะใช้สเปรย์พริกไทย  เพราะมันจะลดความสูญเสียได้ทั้งสองฝ่าย บาดเจ็บน้อยกว่าที่จะใช้อาวุธอย่างอื่น  

เครื่องแบบเหมาะสม เครื่องแบบก็เหมือนกัน 1.ต้องคล่องตัว 2.ต้องเหมาะกับสภาวะอากาศ เครื่องหมายก็เป็นแบบผ้า ก็ไม่ใช่ชุดใหม่ เหมือนชุดฝึก ชุดน้ำเงิน เหมือนชุดเขียว เหมือนชุดจักรยานของท่องเที่ยว เพียงแต่เป็นชุดงานป้องกันปราบปราม เป็นแบบเหมือนตีนตุ๊กแก ถอดได้  

ให้ผู้ปฏิบัติเสนอขึ้นมา แนวความคิดในการพัฒนาชุด น้องๆก็ช่วยกันคิด  ฝากงาน บช.ก. บช.น.ช่วยคิด เสนอขึ้นมาก่อนเป็นต้นแบบ ไม่ได้คิดให้ คืออยากให้เป็นเครื่องหมายผ้า แต่มีที่ติดกล้อง มีที่ติดวิทยุ หรือสำหรับขยายข้างเสื้อ ปีกเสื้อ กระเป๋า กางเกง ก็พัฒนามาเรื่อย รูปแบบที่ 1 เสร็จแล้วก็เสนอมา 2-3 ครั้ง  เอาลงเว็บไซต์ให้โหวต แล้วมีข้อเสนอแนะ ก็เป็นหมื่นนะที่มีความคิดเห็น หรือคอมเมนต์์มา ในที่สุดก็ออกมาเป็นในรูปแบบปัจจุบัน

คนติดยาคือผู้ป่วย ส่วนเรื่องยาเสพติดมันมี 2 ขา คือขาของการป้องกัน และปราบปราม งานพวกนี้ต้องควบคู่กันไป รัฐบาลให้ความสำคัญกับทั้งสองหน้างาน ผู้ที่ติดยาก็มอง 2 ลักษณะ บางคนตั้งใจเสพจริงๆ บางคนอาจจะอ่อนไหวกับสภาวะทางจิตใจ ต้องดูว่าป่วยก็พยายามจะแก้ไข ในต่างประเทศเอง ก็มองว่าผู้ติดยาเสพติดคือผู้ป่วย ก็พยายามจะใช้แนวทางการแก้ไขนำก่อน  

โซเชี่ยลทำปราบยากขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องดำเนินการด้านการปราบปรามด้วย แต่ขณะนี้ถามว่าทั้งงานป้องกันและการปราบปรามยากขึ้น เนื่องจาก 1.มีเรื่องของสังคมออนไลน์ เรื่องการสั่งของโดยใช้สื่อโซเชียลต่างๆง่ายขึ้น 2.ตรวจสอบยากขึ้นกว่าเดิม   เรื่องการส่งของ เรื่องอะไรต่างๆ มันมีทั้งไรเดอร์ มันมีทั้งการส่งพัสดุภัณฑ์ เป็นขั้นเป็นตอน  

จูงใจขนด้วยค่าจ้าง ผู้สั่งไม่แตะของ ผู้ส่งของไม่แตะเงิน  งานมีอุปสรรคเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ตั้งใจ แล้วพยายามจะให้ถึงต้นตอให้ได้ ส่วนใหญ่ต้องเรียนว่า ได้คนที่ขนเยอะกว่า  พวกนี้จะเห็นกับค่าจ้างที่จูงใจ เขาก็ไม่ทราบ หรือมีทั้งทราบและไม่ทราบ ในเรื่องของการขน นำสินค้าไปส่ง มันก็เหมือนเป็นการตัดตอนเป็นขั้นๆ ไป  


เน้นปส.ยึดทรัพย์  เชื่อว่าเมื่อทำบ่อยๆ มันก็ต้องทิ้งร่องรอยของการติดตามพวกผู้กระทำผิดได้ จะเห็นได้ว่าหลังๆ จะตามได้ถึงผู้สั่งจ้างของได้ แต่บางทรายใหญ่ๆ อาจจะอยู่ต่างประเทศ อยู่ประเทศเพื่อนบ้าน อาศัยช่องทางในการใช้สื่อ โทรศัพท์บ้าง ใช้ไลน์บ้างสั่งของ  การโอนเงินต่างๆ มีหลายวิธีการ

ล่าสุดขนเงินข้ามแดนในลักษณะส่งพัสดุ  ไม่น่าเชื่อว่าเดือนหนึ่ง 200 ล้านส่งเงินสดที่ส่งออกไป พวกนี้จับเท่าไหร่ มันก็ผลิตเยอะขึ้นได้ เน้นให้ ปส.ยึดทรัพย์ คือทำอยู่ แตะถึงใครเอาหมด 

ปัญหาอาชญากรรมในอนาคตที่ตำรวจจะต้องเตรียมรับมือ มีมาตรการอย่างไร: 

ความโลภต้นเหตุโกงออนไลน์ อาชญากรรมมันอาจจะพัฒนาขึ้นไป มันก็มี 2 อย่าง   บนอากาศถามว่าอยู่ที่อะไร 1.หลักๆเลย คือความโลภ ความไม่รู้ หลอกลวง ในภาพรวม หรือภาคพื้นดิน อาชญากรรมที่เกิดกับเศรษฐกิจ  มีการหลอกลวงกันทางออนไลน์มากขึ้นก็อยู่ที่ความไม่รู้ ความโลภ 

ปัญหาใหญ่ประเทศ ปัญหาตรงนี้คือชาวบ้านเขาโดนรายย่อย บางทีตำรวจก็รับแจ้งบ้าง ผลักไสไล่ส่งบ้าง ให้ไปหน่วยอื่นบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ คือปัญหาไซเบอร์ตอนนี้เป็นปัญหาใหญ่สุดในประเทศไทยไปแล้ว ใครบ้างที่ไม่เคยถูกหลอก

กลายเป็นว่าเป็นงานใหม่ของตำรวจ เป็นแค่ บช.   อันนี้ถ้าจะปราบจริงจังมันเรื่องใหญ่นะ เพราะทุกคนโดนหลอกทุกวัน เกิดจากความโลภ แล้วก็สภาพเศรษกิจ ทำให้คนก่ออาชญากรรมได้ง่าย  


เกษียณฯ67 เหลือเวลาอีก 2 ปี ทำงานตำรวจมาทั้งชีวิต มีงานอะไรที่อยากจะทำ หรือจะทำก่อนเกษียณฯ: 

อยากให้ชาวบ้านเชื่อมั่น-ศรัทธา อยากจะทำให้องค์กรตำรวจกลับมาทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในการทำงาน ก็ต้องปลูกฝังจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจให้เหมือนสมัยก่อนๆ ที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชน เหมือนกับครอบครัวตัวเอง 

ไม่สร้างภาระเพิ่มลูกน้อง 2. พยายามสร้างหรือสนับสนุนในเรื่องของการดูแลความเป็นอยู่ได้ในระดับหนึ่ง  เรื่องสวัสดิการ เท่าที่จะช่วยเหลือได้ ในส่วนตัวเขาเอง ต้องให้เขารู้จักควบคุมการใช้จ่าย  อยู่อย่างพอเพียง อยากจะปลูกฝังให้ตั้งใจในการทำงานแล้ว

นโยบายผม จะไม่พยายามสร้างภาระเพิ่มให้ผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น มีงานอะไรที่มันไม่ใช่งานในหน้าที่ตำรวจ 

ดูทุกข์สุขชาวบ้านตามหน้าที่ อยากให้ตำรวจมีหน้าที่ป้องกันอาชญากรรม ดูแลความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินประชาชน รวมทั้งปราบปรามเมื่อมีเหตุเกิดขึ้น คือดูแลทุกข์สุขของประชาชนตามหน้าที่ของตำรวจให้ดีที่สุด ไม่เพิ่มภาระนอกเหนืองานตำรวจ จะพยายาม  เท่าที่ผ่านมาในงานของ ปป.แทบจะไม่เพิ่มเลย  

สนับสนุนงบทุกงานมอบหมาย ส่วนใหญ่ที่ทำงานที่สั่งนี่จะเป็นงานที่มีอยู่ในหน้างานป้องกันปราบปรามอยู่แล้ว และยังสนับสนุนงบประมาณให้เกือบทุกภารกิจที่มอบหมาย อยู่ที่ว่าผู้บริหารระดับผู้บังคับการ ผู้กำกับการ ได้ใช้งบประมาณที่ ตร.ได้จัดสรรไปนั้น ตรงตามวัตถุประสงค์รึเปล่า อันนี้ก็ต้องลงไปควบคุม กำกับดูแลอีกทีหนึ่ง  

ตามรอยบิ๊กปั๊ดสนับสนุนคนดี องค์กรมันใหญ่ จะต้องพยายาม  คนดีก็ต้องสนับสนุน ขอใช้คำพูดของท่าน ผบ.ตร. คนดีเราก็ต้องส่งเสริม คนไหนไม่ดีก็ต้องตัดทิ้ง ไม่งั้นองค์กรมันก็อยู่ไม่ได้ ถ้าเตือน 1 เตือน 2 ไม่ฟัง ก็ต้องว่าไป ผบ.บอกว่านิ้วไหนร้ายก็ต้องตัด แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะตัดหมดทุกนิ้ว มันไม่ได้ เพราะถ้าหมดทุกนิ้วประเทศมันไปไม่ได้ กากีกลาย8/5/65

นี่คือวิสัยทัศน์ส่วนหนึ่งของพล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รองผบ.ตร.ครับ

 

กากีกลาย8/5/65