จากเด็กบ้านนอกลูกชาวนาเมืองอุทัยธานี ที่เคย “กลัว” และ “เกลียด” ตำรวจในวัยเยาว์ สู่การเป็นพนักงานสอบสวนระดับบิ๊กเนมของกองปราบปราม ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ผบก.ปทส.)
ถนนที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นและการทำเพื่อครอบครัวของลูกชาวนาคนนี้
เส้นทางราชการ พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ เริ่มจากรอง สวส.สน.ทองหล่อ รอง สว.ธร.สน.ท่าข้าม รอง สวส.สน.หนองค้างพลู รอง สวส.สน.บางรัก พงส.(สบ2) สน.บางรัก พงส.(สบ3) สน.บางรัก พงส.(สบ3)กก.5บก.ป. ขยับขึ้น ผกก.(สอบสวน)กลุ่มงานสอบสวน บก.ป. รอง ผบก.ป. และขึ้นนั่ง ผบก.ปทส.
วัยเยาว์บนทางลูกรัง ปั่นจักรยานเรียนหนังสือไป-กลับ 22 กม.
ชีวิตเริ่มต้นที่อำเภอเมืองอุทัยธานี ในครอบครัวลูกชาวนาที่มีพี่น้องถึง 7 คน บ้านตั้งอยู่ชายขอบรอยต่อจังหวัดนครสวรรค์ ห่างจากตัวเมือง 11 กิโลเมตร
ในวัยเด็กไม่มีคำว่า “กวดวิชา” หรือ “หนังสือคู่มือดีๆ” สิ่งเดียวที่มีคือความมุ่งมั่น ทุกๆ วันต้องปั่นจักรยานไป-กลับโรงเรียนอุทัยวิทยาคมบนถนนลูกรังรวมวันละ 22 กิโลเมตร
ในใจของด.ช.เอนก มีความสงสัยลึกๆ เมื่อเห็นรุ่นพี่ในหมู่บ้านไปสอบทำงานแล้วมักจะตกตรวจโรคหรือตกสัมภาษณ์ เกิดความท้าทายในใจว่า “มันจะยากสักแค่ไหน…”
พอเรียนอยู่ ม.5 สายวิทย์ ใช้วุฒิ ม.3 ไปสมัครสอบ “นักเรียนพลตำรวจ” เพื่ออยากรู้ระบบการตรวจโรคและสัมภาษณ์
ผลสอบติดเป็นนักเรียนพลตำรวจภูธร 6 (รุ่น 17) ท่ามกลางความยินดีของครอบครัว แต่เจ้าตัวกลับเฉยๆ เพราะความฝันที่แท้จริงคือการเป็น “เจ้าหน้าที่ป่าไม้”
ผู้การเอนกเล่าจุดเริ่มต้นถนนสายสีกากี

“จากกลัวสู่เกลียด… แต่ต้องจำใจเรียน “
“ตอนเด็กๆกลัวเพราะคนโบราณชอบขู่ว่าเดี๋ยวตำรวจจับ ขนาดรถสรรพสามิตมายังวิ่งหนีเข้าป่า พอโตมาก็เกลียดเพราะได้ยินว่าชอบรังแกชาวบ้าน คิดในใจว่าวันหน้าจะสู้กับตำรวจ
“แต่ที่ต้องจำใจเรียนพลตำรวจ เพราะบ้านยากจน พี่น้องหลายคน ถ้าฝืนไปเรียนป่าไม้ พ่อแม่ต้องขายนาแน่ๆ ผมไม่อยากเอาเปรียบพี่น้อง เรียนตำรวจเรียนฟรี มีเงินเดือน แล้วค่อยส่งตัวเองเรียนปริญญาตรีเอา…”
นายพลคนอุทัยย้อนความหลังเล่าฉากชีวิต
ห้องน้ำเหม็นฉี่ สู่ “ที่ 4 ของรุ่น”
ชีวิตในโรงเรียนพลตำรวจอยู่กองร้อย 2 ขึ้นชื่อว่าโหดที่สุด ถูกซ่อมถูกฝึกหนักจนไม่ได้กลับบ้านพร้อมเพื่อน แต่ความมุ่งมั่นไม่เคยลดลง
“ เขาให้อยู่ในโรงเรียน 1 เดือน ถึงปล่อยกลับบ้าน ก่อนนี้ผมไม่เคยจากบ้านเป็นเด็กบ้านนอก เป็นคนที่โลกทัศน์แคบมาก พอเขาปล่อยกลับ ผมโบกรถบรรทุก จากนครสวรรค์ มาลงแยกอุทัยฯ แล้วโบกรถบรรทุกไปที่ บขส.อุทัยฯ ปรากฏว่าวันนั้นรถหมดแล้ว…”
ผมเดินนะ ใส่ชุดนักเรียนพล เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสีกากี รองเท้าคัชชู หิ้วกระเป๋า 1 ใบ เดินจาก บขส.ที่อุทัยฯ ถึงบ้าน 11 กิโลฯ เดินบนถนนลูกรัง มืดตึ้บ ด้วยความที่อยากกลับบ้าน ไม่กลัวผี ไม่กลัวคน เดินไปถึงบ้านได้ มีความสุขมาก
เรียนไปเริ่มชอบ-ต้องเดินให้สุด
พอเราไปสัมผัสชีวิตการเป็นตำรวจ ตอนเป็นนักเรียนพลเริ่มรู้ว่าตำรวจสัมผัสกับประชาชน ก็ดีเหมือนกัน เริ่มชอบคราวนี้ก็คิดว่า คงต้องเดินไปให้สุดแล้ว
ผมเป็นนักเรียนพล ผมนั่งอ่านหนังสือไม่มีเงินไปเรียนพิเศษ ไม่มีเงินซื้อคู่มือเหมือนเพื่อน แต่ผมเรียนห้อง 1 ของโรงเรียนอุทัยวิทยาคมนะ
สถานีต่อไป”โรงเรียนนายร้อยตำรวจ”
ช่วงเป็นนักเรียนพล แอบเอาหนังสือฟิสิกส์ เคมี เลข ม.4-6 ซ่อนในเสื้อ ไปนั่งอ่านในห้องน้ำโรงเรียนที่เหม็นและเต็มไปด้วยยุงตอนสี่ทุ่มหลังทุกคนเข้านอน
ปีแรกติดแค่ข้อเขียน-ถูกส่งเป็นมดงานนครบาล
สอบปีแรกติดข้อเขียน ตอนนั้นอายุ 18 สอบในโควตานักเรียนพล แต่รอบสุดท้ายไม่มีชื่อ สุดท้ายจบจากโรงเรียน 6 นครสวรรค์ ไม่รู้จะเลือกอะไร ก็ไปลง สน.ทุ่งมหาเมฆ เป็นพลตำรวจอยู่สายตรวจ ตอนนั้นรุ่นผมเป็นรุ่นที่จบจากภูธร 6 นครสวรรค์ 120 คน เขาให้มาลงที่นครบาลหมดเลย น่าจะขาดกำลัง

มุ่งมั่นอ่านหนังสือจะเข้านายร้อยให้ได้
ด้วยความที่อยากจะสอบเข้านายร้อยให้ได้ ปีแรกสอบข้อเขียนได้ แต่ไม่ได้รอบสุดท้าย ปีที่ 2 ผมทำทุกอย่าง อ่านหนังสือสอบ ต้องสอบให้ได้ เพื่อนในห้องตำรวจชั้นประทวนด้วยกัน อยู่กัน 5 คน เพื่อนกินเหล้ากันเฮฮา ผมต้องปิดประตูหลัง นั่งระเบียงห้อง ไปอ่านหนังสือ เวลาออกตรวจก็นำสูตรฟิสิกส์จดใส่โพยกระเป๋าเสื้อ เอาออกมาท่องเวลารุ่นพี่แวะกินกาแฟ
ความเพียรส่งผลให้เขาเป็นคนแรกและคนเดียวจากตำรวจภูธร 6 ทั้งหมด 720 คน และเป็นคนแรกของรุ่น 17 ที่สอบเข้านายร้อยตำรวจได้สำเร็จ
เมื่อเข้าเรียนใน นรต.รุ่น 45 ก็คว้าตำแหน่งหัวหน้าตอน ผลการเรียนยอดเยี่ยม จบมาด้วย อันดับที่ 4 ของรุ่น
“ตั้งแต่เด็กผมไม่เคยทำตัวเกเรจนพ่อแม่ร้องไห้เลย แต่พอรู้ว่าผมสอบนายร้อยได้ วันนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเห็นน้ำตาพ่อและแม่ น้ำตาแห่งความดีใจ
ผมคิดเสมอว่าถ้าทำเพื่อตัวเองเราอาจจะเหนื่อยแล้วพอ แต่ถ้าทำเพื่อพ่อแม่ มันจะมีแรงฮึด…”
ลงทองหล่อที่แรกเพราะอยากได้วิชา
พ้นรั้วสามพราน เขาเลือกบรรจุที่ สน.ทองหล่อ โรงพักตัวอย่างเพื่อเก็บเกี่ยววิชาสอบสวน ยุคที่มีปรมาจารย์กองปราบและนครบาลมาถ่ายทอดวิชา
“อาจารย์ที่มาสอนเป็นรุ่นใหญ่มือดีๆ มือต้นๆ ของกองปราบ ของนครบาล เช่น อ.โสภณ วาราชนนท์ อ.จักรทิพย์ กุญชร ณ อยุธยา อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร อ.อำนวย นิ่มมะโน อ.อุเทน ฉิมอร่าม อ.อนุชัย เล็กบำรุง…”
ผู้การเอนกย้อนถึงเหล่าปรมาจารย์สอบสวนต้นแบบ

เรียนรู้จากจอมยุทธ”กองปราบ-นครบาล“
แล้วเราตั้งใจฟัง เพื่อนๆที่นั่งข้างหลังอาจจะหลับกันหมด แต่อย่างน้อยมีผมคนหนึ่งที่นั่งฟังอาจารย์อยู่ ด้วยความสนใจ ง่วงนะ แต่ไม่อยากให้อาจารย์เสียกำลังใจ เลยนั่งมองหน้าอาจารย์
จริงๆ ผมจะไม่ได้อยู่นครบาลหรอก ผมตั้งใจเพราะตอนปี 3 ผมไปฝึกงานที่ชลบุรี ผมอยากไประยอง
เชื่อไหม รุ่นผมมีตำแหน่งทุกที่ โรงพักชั้น 1 ทั่วประเทศ ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ สงขลา มีหมดเลย นครบาล ชั้น 1 มีหมด แต่ไม่มีเมืองระยอง ที่เดียว ที่ผมอยากไป พอไม่มีปุ๊บ ก็ไม่เป็นไร
แต่สิ่งที่อยู่ในใจ ผมรู้ตัวว่าเรื่องสอบสวนผมทำงานไม่เป็น ตอนนั้นนครบาล มีเหนือ ใต้ ธนฯ
พญาไท เป็นโรงพักตัวอย่างเขตเหนือ ทองหล่อ เป็นตัวอย่างโรงพักเขตใต้ บางยี่ขัน เป็นตัวอย่างโรงพักเขตธนฯ
ผมเลยเลือก สน.ทองหล่อ โดยไม่รู้ว่าที่นั่นมีอะไร แต่อยากไปได้วิชา ไปได้งานสอบสวนจากโรงพักตัวอย่าง ก็เลยเลือก

อยู่ได้แค่ 3 ปี ชีวิตเปลี่ยนเมื่อทำคดีเช็คเด้งนาฬิกาหรูมูลค่า 4 แสนบาท ผู้ต้องหาเป็นคนสนิทอดีตอธิบดีกรมตำรวจ ถูกกดดันและเสนอให้สั่งไม่ฟ้อง
ด้วยความตรงไปตรงมา เขาปฏิเสธ จนถูกทนายฝั่งตรงข้ามโทรมาเยาะเย้ย เพราะถูกสั่งย้ายด่วนจากโรงพักใจกลางเมือง ไปเป็น รอง สว.ธุรการ สน.ท่าข้าม ยุคนั้นถือเป็น “โรงพักเนรเทศ” ชายขอบนครบาล แต่ผู้กองเอนกคิดบวก
“มันเป็นภูมิต้านทานนะ ว่าผมอยู่ตรงไหนก็ได้ ตอนเป็น รอง สว.ที่ สน.ท่าข้าม ยุคนั้นปี 2539 ผมอยู่ปีเดียว ไปอยู่ตำแหน่งสอบสวนทำเต็มที่เลย เช้า-เย็น มีสำนวนค้างเยอะมาก แต่ผมทำ ทำจนเป็นมือขวาหัวหน้างานสอบสวน…“
คือเขามีอะไรจะใช้เรา ตอนนั้นมีพี่อุดม เปี่ยมศักดิ์ อยู่ที่นั่นปีหนึ่ง พอพี่อุดม เปี่ยมศักดิ์ ไปเป็นหัวหน้างานสอบสวนที่หนองค้างพลู โรงพักเปิดใหม่ เลยเอาผมไปอยู่ด้วย แล้วพี่อุดม ไปคุยกับพี่สมภพ ตระกูลสันติภาพ ผู้การ น.6 ตอนนั้น งานกำลังพล วินัย ไม่มีคนช่วย พี่ชูฉัตร ธารีฉัตรเลยบอกว่าเหนก มาที่นี่ไหม
ผมก็ทำหน้าที่ 2 อย่าง คือเป็นหน้าห้องท่านชาตรี สุทัศน์ ณ อยุธยา แล้วทำงานที่กำลังพล บก.น.6 ด้วย ท่านชาตรี เป็น รอง ผบช.น.
พอท่านชาตรี เกษียณ พี่เขาติดต่อให้ไปอยู่อำนวยการ แต่ผมไม่เอา คือผมไม่ค่อยชอบเดินตามนาย อยากทำงานมากกว่าเลยขอลงไปประจำที่บางรัก สอบขึ้น สว.จาก สบ 1 ขึ้น สบ 2 ก็เป็น สว.ที่นั่น แล้วก็เป็น สบ 3 ที่นั่น จนกระทั่งปี 2553 คือมีจุดเปลี่ยนย้ายมาอยู่กองปราบ
อยู่นครบาล18ปี อยากทำคดีใหญ่แบบกองปราบ
ตอนจะย้ายมากองปราบ ก็ไม่รู้ว่าเวย์ของกองปราบ คืออะไร แต่ตอนอยู่บางรัก คิดอย่างเดียวว่าอยู่บางรัก 11 ปี แต่ในชีวิตสอบสวนที่นครบาล คือ 18 ปี เราคิดว่าเรารู้หมดแล้ว ในกระบวนการในเรื่องของโรงพัก
มีความคิดว่า วันหนึ่งถ้าเราเกษียณไปนี่ แล้วมีใครถามว่าเคยทำคดีใหญ่ๆ แบบกองปราบ หรือยัง ก็ไม่เคย
”สุภาพบุรุษมือปราบ”คือไอดอล
แค่นั้นเอง นี่คือจุดที่ขอย้ายมากองปราบ มาเพื่อที่จะมาเรียนรู้งานสอบสวนอีกแบบหนึ่งว่าเขาทำกันยังไง สิ่งที่อยู่ในใจผม เป็นคดีที่ถือว่าคนทำเป็นไอดอลผม คือคดีท่านวรรณรัตน์ คชรักษ์ ที่ทำคดีฆาตกรรมอำพราง2แม่ลูกตระกูลศรีธนะขัณฑ์
![]()
คือสิ่งที่ผมคิดว่า เขาทำได้ยังไง เป็นไอดอลในใจ คลี่คลายได้ยังไง ที่เอารถบรรทุกไปชนรถเบนซ์นะ เป็นคดีที่อยากรู้ว่าเขาทำยังไง เลยขอย้ายมากองปราบ ปี 2553 ผมจบปี 2535 แล้วปี 2553 ย้ายมาที่ กก.5 บก.ป.
”บรรยิน”คดีใหญ่คดีแรก
ตำแหน่งอยู่กอง 5 แต่ก็ไปช่วยงานกอง 1 จริงๆ พอย้ายมา ก็ทำเหมือนเป็นลูกมือ หัวหน้าคณะ สั่งให้ไปสอบตรงนั้นตรงนี้หน่อย ก็ไปทำตามนั้น
แต่คดีใหญ่คดีแรก ที่เป็นโอกาสดีมากๆ คือตอนปี 2558 ผมอยู่กอง 5 มีคดี พ.ต.ท.บรรยิน ฆาตกรรมอำพราง เสี่ยตั๋ง-ชูวงษ์ คดีนี้โอนมาจาก สน.อุดมสุข ท้องที่เกิดเหตุ
ในการประชุมครั้งที่ 3 ผมยกมือถามกลางที่ประชุม มีใครอ่านสำนวน 3-4 แฟ้มนี้หรือยัง?
“บิ๊กก้อง”มอบหมายอ่านสำนวน
เมื่อพบว่ายังไม่มีใครอ่านอย่างละเอียด “ท่านก้อง-จิรภพ ภูริเดช” ผกก.1 บก.ป. ในขณะนั้น มอบหมายผมไปอ่าน แกะรอยพยานจนพบคราบพิรุธ คลี่คลายประเด็นเรื่องสัญญาณชีพและโทรศัพท์มือถือ จนนำไปสู่การออกหมายจับ พ.ต.ท.บรรยิน และขยายผลไปถึงอีก 4 คดี ทั้งคดีปลอมเอกสารโอนหุ้น คดีอุ้มฆ่าพี่ชายผู้ผู้พิพากษา และคดีวางแผนแหกคุก
คดีใหญ่ต่อมาที่ผ่านมือนายตำรวจมือสอบสวนนายนี้คือ คดีสั่นคลอนศรัทธาประชาชนต่อองค์กรตำรวจ “ผกก.โจ้ถุงดำ”
เขาลงพื้นที่คุมทีมสอบสวนด้วยตัวเอง สร้างมิติใหม่ทางกฎหมายด้วยการ “พลิกคำพิพากษาศาลฎีกาเดิม” ส่งหนังสือถึงแพทยสภาสอบปากคำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จนสามารถสั่งฟ้องและศาลลงโทษในข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยทรมาน หรือกระทำการทารุณโหดร้าย” ได้สำเร็จ จากเดิมที่มักตัดสินเพียงข้อหาเล็งเห็นผล
จากนั้นเป็น คดีแอม ไซยาไนด์ คดีฆาตกรรมต่อเนื่อง 14 ศพ ที่ท้าทายความสามารถ เพราะสารไซยาไนด์ทำให้ดูเหมือนหัวใจวายเฉียบพลัน หลักฐานแต่ละโรงพักไม่สมบูรณ์

เขาใช้ประสบการณ์จากคดี“เสี่ยชูวงษ์และผกก.โจ้”วางโครงสอบสวนคดีใหม่ทั้งหมด นำไปสู่การส่งฟ้องและศาลพิพากษาประหารชีวิตแล้วในปัจจุบัน
ผู้การเอนกบอกต่อว่า
“เป้าหมายเดียวในการทำคดีที่ผู้เสียหายเสียชีวิตไปแล้ว คือเราต้องหาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงมา ‘พูดแทนคนตาย’ ให้ได้ เพราะคนตายพูดไม่ได้แล้ว หน้าที่ของเราคือทำให้ศาลเห็นและเชื่อตามนั้น…”
สานฝันวัยเยาว์เป็นผู้การตำรวจป่าไม้
ปี 2569 ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ผบก.ปทส.)เปรียบเสมือนการได้กลับมาทำงาน “ดูแลป่าไม้และสิ่งแวดล้อม” ตามความฝันในวัยเด็ก
ผู้การเอนกบอกว่า
ผมตั้งนโยบาย “3 เต็ม” คือ ทำเต็มที่ เต็มใจ เต็มกำลังความสามารถ พร้อมปรับเปลี่ยนการทำงานจากการจับกุมเฉพาะจุด เช่น จับแค่คนขับรถขนสัตว์ป่า ให้กลายเป็นการ “สืบสวนเชิงลึกทั้งระบบ”
บก.ปทส. ต้องเป็น “มือ 1” ของประเทศที่มีเชี่ยวชาญการสืบสวนสอบสวนคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์กรต้องเป็นที่ยอมรับของประชาชน ให้สังคมรู้ว่าหากเดือดร้อนเรื่อง ดินเสีย น้ำเสีย อากาศเสีย หรือการทำลายล้างธรรมชาติ ปทส. พร้อมเข้าดูแลทันที

นอกจากนี้ พล.ต.ต.เอนก ยังเดินสายพบอธิบดีทุกกรมที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้, กรมอุทยานฯ, การท่าอากาศยานฯ เพื่อทะลวงข้อจำกัด ทลายอุปสรรคการทำงานของลูกน้อง เช่น การขอสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่สนามบินเพื่อสกัดการค้าสัตว์ข้ามชาติ และการประสานงานลดขั้นตอนการตรวจ DNA สัตว์ป่าให้รวดเร็วขึ้น
จากเด็กบ้านนอกที่กลัวตำรวจในวันนั้น สู่ผู้การ ปทส. แต่ยังคงเป็นมือสอบสวนแถวหน้าของตำรวจไทยในวันนี้
เส้นทางสีกากีที่ผ่านมาทั้งนครบาลและสอบสวนกลางกว่า 34ปี คือหลักฐานเชิงประจักษ์ ปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ คือ1ในระดับอาจารย์วงการสอบสวนยุคนี้อีกคน
ทำให้เห็นได้ว่า…ความมุ่งมั่น และการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา สามารถพาพนักงานสอบสวนคนหนึ่งให้เติบโตอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีในเครื่องแบบสีกากีได้อย่างแท้จริง
เฮียเก๋9/8/69



























