ตร.แจงยิงคนบุกบ้านมีความผิด ย้ำต้องพิจารณาข้อเท็จจริง ยก ม.68 “ป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ”ไม่ผิด เคลียร์ชัดคำกล่าวนายกฯ ไม่ได้หมายความห้ามยิงโจรป้องกันตัว ย้ำสั่งห้ามพกปืนนอกบ้านเด็ดขาด
โฆษก ตร.แจงยิงคนบุกบ้านมีความผิดแต่ต้องดูข้อเท็จจริง
วันที่12ส.ค.69 พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีมีการนำคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับเหตุผู้บุกรุกเข้าไปในบ้านพักและมีการใช้อาวุธปืนจนผู้บุกรุกเสียชีวิต ไปเผยแพร่และตีความทางสื่อสังคมออนไลน์
ขอชี้แจงว่าเมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าผู้ยิงมีความผิดหรือไม่ อย่างไรตามประมวลกฎหมายอาญา การใช้อาวุธปืนยิงบุคคลอื่นโดยเจตนาและเป็นเหตุให้เสียชีวิต โดยหลักย่อมเป็นการกระทำที่กฎหมายกำหนดเป็นความผิด
ยก ม.68 ต้องดู “ภัยใกล้ถึง-พอสมควรแก่เหตุ”
อย่างไรก็ตาม กฎหมายได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ใน มาตรา 68 เรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ระบุว่า ผู้ใดจำเป็นต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด
ในทางกลับกัน หากภยันตรายนั้นสิ้นสุดลงแล้ว หรือไม่มีภยันตรายที่ใกล้จะถึงอีกต่อไป แต่ยังมีการติดตามไปใช้กำลังหรือใช้อาวุธ ต้องพิจารณาแตกต่างออกไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี รวมทั้งกรณีหากการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจหรือความกลัว ศาลจะพิจารณาตามข้อเท้จจริงของแต่ละคดีเช่นกัน
ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายก่อนส่งศาลชี้ขาด
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกระบวนการดำเนินคดี เมื่อมีผู้เสียชีวิตจากการใช้อาวุธ เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องตรวจสถานที่เกิดเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ สอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าขณะเกิดเหตุมีภยันตรายใกล้จะถึงหรือไม่ ผู้เสียชีวิตมีพฤติการณ์อย่างไร และการตอบโต้ของผู้ใช้อาวุธพอสมควรแก่เหตุหรือไม่
การที่ตำรวจต้องดำเนินการสอบสวน เป็นกระบวนการตามกฎหมายเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย การวินิจฉัยในแต่ละขั้นตอนเป็นหน้าที่ของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และหากคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล ก็เป็นอำนาจของศาลที่จะวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมด
ชี้ นายกฯ ไม่ได้ตัดสิทธิป้องกันตัว
โฆษกตร.กล่าวว่าสาระสำคัญของคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีจึงไม่ใช่การบอกว่า ผู้บุกรุกเข้าบ้านแล้วเจ้าของบ้านไม่มีสิทธิป้องกันตัว แต่เป็นการย้ำหลักว่า เมื่อมีการใช้กำลังจนบุคคลเสียชีวิต ต้องให้กระบวนการยุติธรรมตรวจสอบก่อนว่าการกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย การป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ หรือเป็นการกระทำที่มีความผิดตามกฎหมาย การวินิจฉัยว่าการกระทำใดเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของแต่ละเหตุการณ์
คุมเข้มห้ามพกปืนนอกบ้าน
โฆษกตร.กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำดำเนินการตามนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อลดเหตุรุนแรงในสังคม “ห้ามพกพาอาวุธปืนออกนอกบ้าน ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควรหรือความจำเป็นเร่งด่วน” ถือเป็นความผิดเด็ดขาด โดยจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากฎหมายรับรองสิทธิโดยชอบธรรมของประชาชน รวมถึงสิทธิในการป้องกันตนเองและผู้อื่นตามกรอบของกฎหมาย

























