ตำรวจสากลอาเซียนหารือร่วมปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผบ.ตร. เชิญตำรวจสากลทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียน หารือแนวทางปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์

เมื่อวันที่ 16 พ.ค.65 ณ แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา เมอร์ลิน บีช จ.ภูเก็ต พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. มอบหมาย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร.เป็นประธานเปิดการประชุมอาชญากรรมไซเบอร์สำหรับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหุ้นส่วน (Cybercrime Conference for Law Enforcement Agencies and Partners)

มี ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8, Mr.Craig Jones ผู้อํานวยการแผนกอาชญากรรมไซเบอร์ องค์การตํารวจสากล, Dr.Mohamed Al Kuwaiti หัวหน้าความมั่นคงด้านไซเบอร์รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ คู่เจรจานอกอาเซียน 7 ประเทศ และตำรวจที่ปฏิบัติงานด้านการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ ประเทศไทย รวมกว่า 100 คน เข้าร่วมประชุม

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการหารือแนวทางการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ

แต่ละประเทศส่งผู้แทนประกอบด้วย หัวหน้าสำนักงานกลางตำรวจสากล หัวหน้าหน่วยงานสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ และอัยการที่ปฏิบัติงานด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา

การประชุมนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 พ.ค.65  ระหว่างการประชุมผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้พูดถึงคดีคอลเซ็นเตอร์ ที่ผู้กระทำผิดมักใช้ฐานปฏิบัติการในประเทศเพื่อนบ้านดำเนินการทำให้ยากต่อการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิด  ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างประเทศ

รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์อย่างเร่งด่วนและจริงจัง รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

ทั้งนี้ อาชญากรรมทางออนไลน์ มีการกระทําความผิดในลักษณะเป็นกลุ่มองค์กร กระจายกันอยู่ทั้งในและต่างประเทศ  มีความจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศภาคีเครือข่าย ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลอันเป็นประโยชน์ระหว่างกัน

การประชุมครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อคิดเห็นและประสบการณ์ของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการข่าวและการแบ่งปันข้อมูลระหว่างกัน รวมถึงการยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในอาเซียน  จะทำให้การป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดทางไซเบอร์ของไทยมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น