Saturday, June 13, 2026
More
    Homeท่องปทุมวันงาน PR เชิงรุก “ยุคบิ๊กอรรถ”เน้นปิดทองหลังพระแบบตะโกน

    งาน PR เชิงรุก “ยุคบิ๊กอรรถ”เน้นปิดทองหลังพระแบบตะโกน

    หลังจากที่พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อจาก พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ อดีตผู้ช่วยผบ. ตร.

    วันนี้พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณรองจเรตำรวจแห่งชาติหรือบิ๊กอรรถสวมบทบาทในการนำทัพทีมโฆษกตร.ชุดใหม่ที่ตั้งใจสานต่อโครงการโฆษกยกนิ้วที่โฆษกตำรวจคนก่อนได้ริเริ่มไว้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับตำรวจน้ำดีที่มีผลงานเด่นและไม่เน้นชั้นยศ    

    จึงเห็นว่า มีตำรวจหลายระดับที่ได้รับรางวัลนี้ขอเพียงเป็นตำรวจที่มีความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือประชาชน และบอกเล่าเรื่องราวดีๆด้วยเนื้อหาสร้างสรรค์อันเป็นการเผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก็เข้าข่ายที่จะได้รับการชื่นชมจากโครงการนี้


    สวมหมวก
    2 ใบยังไหวอยู่

    แม้จะควบ 2 ตำแหน่งทั้งรองจเรตำรวจแห่งชาติและโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    แต่ด้วยประสบการณ์การทำงานที่คร่ำหวอดทุกรูปแบบทั้งสายบู๊และสายบุ๋นซึ่งงานทุกด้านล้วนเป็นพื้นฐานอันแข็งแกร่งในวันนี้ทั้งด้านสืบสวนสอบสวนปราบปรามจราจร และด้านกฎหมายช่วยทำให้ บิ๊กอรรถ  เข้าใจข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้และรวดเร็ว

    เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจึงสามารถอธิบายได้ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตลอดจนเหตุผลในการปฏิบัติงานของตำรวจในแต่ละเคส  ผ่านการสื่อสารด้วยคำพูดที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย

    โฆษกป้ายแดงแรงดีไม่มีแผ่

    บิ๊กอรรถ ยังบอกด้วยว่า

    ด้วยภารกิจในการสื่อสารที่ท่านผบ.ตร.มอบหมายและให้อำนาจเต็มที่ในการเป็นกระบอกเสียงขององค์กรตำรวจ

    แต่การเป็นโฆษกไม่ได้มีหน้าที่เพียงเป็นผู้แถลงข่าวเท่านั้นหากแต่ยังต้องเปิดพื้นที่รับฟังประชาชนพร้อมทั้งตอบกลับให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องด้วยความรอบคอบรวดเร็วและโปร่งใสด้วย


    ทั้งนี้ยอมรับว่าความยากของงานโฆษกคือเรื่องความรวดเร็ว เพราะยุคนี้ถือเป็นยุคHi-Speedหากมีการตอบกลับที่ล่าช้าก็จะไม่ทันการณ์และอาจทำให้ประชาชนไขว้เขวอยู่กับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือข่าปลอม(Fake News)

    ดังนั้นเขาจึงต้องสังเคราะห์ข้อมูล ด้วยประสบการณ์ที่มีและเลือกที่จะใช้ความจริง (ใจ) ในการนำเสนอข้อมูลต่อประชาชนโดยไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการสืบสวนสอบสวนหน้างาน

    บิ๊กอรรถ เล่าอีกว่า

    ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตราชการจนถึงทุกวันนี้เขาสนุกกับการทำงานมาโดยตลอดแต่พอมาเจอ งานโฆษก  มีความท้าทายอย่างมาก และยังเป็นงานที่สำคัญเนื่องจากเป็นสะพานเชื่อมระหว่างองค์กรตำรวจกับประชาชน

    ในฐานะที่ตนเป็นผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. ยังามารถนำข้อมูลที่ได้จากงานโฆษก    ทั้งเรื่องร้องเรียนหรือข่าวสารที่เป็นภาพลบต่อองค์กรตำรวจไปตรวจสอบต่อได้อีก  หากพบว่าตำรวจทำถูกก็จะต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ

    แต่หากตำรวจคนใดทำผิดเราต้องสื่อสารลงไปถึงผู้ปฏิบัติว่า ผบ.ตร.มีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจ  หากฝ่าฝืนกระทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด  และเราต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนแยกแยะได้ว่าบางกรณีเป็นความผิดส่วนบุคคลที่ไม่ใช่ภาพรวมของตำรวจทั้งองค์กร


    แก้ไขไม่ใช่แก้ตัว

    บิ๊กอรรถยืนยันว่า หน้าที่โฆษก ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ หากแต่เป็นการสื่อสารที่ชัดเจนบนข้อเท็จจริงเพราะภาพลักษณ์ที่ดีไม่ได้เกิดได้จากการ PR แต่เกิดจากการกระทำ

    ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือยอมรับความจริงพร้อมแก้ไขในกรณีที่ตำรวจทำผิดพลาดต้องกล้ายอมรับและพร้อมปรับปรุง

    รวมทั้งต้องชี้แจงทำความเข้าใจ หากพบว่าประชาชนได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องซึ่งการทำงานของตำรวจในปัจจุบันไม่ได้มีปืนเพื่อสู้กับโจรเท่านั้นแต่ยังต้องมีทักษะในการสื่อสารเพื่อสู้กับข่าวปลอมและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากคนในสังคมอีกด้วย

    ไปต่อไม่พอแค่นี้

    ร้อยวันพันเรื่องราว  มีข่าวใหม่เข้ามาตลอดดังนั้นเราจึงต้องปรับกลยุทธ์ในการสื่อสารอยู่เสมอเราต้องสยบข่าวร้าย และขยายข่าวดี”

    ผมคิดว่าหมดสมัยแล้วกับการทำงานแบบตั้งรับเราต้องสื่อสารเชิงรุก

    รวมทั้งพัฒนาระบบการสื่อสารและให้ความรู้กับตำรวจทั่วประเทศที่นอกจากจะเป็นด่านหน้าในการทำงานแล้วยังต้องเป็นนักสื่อสารให้ประชาชนรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องได้ง่ายและรวดเร็วอีกด้วย

    ถ้าตำรวจทำดีต้องบอกต่อ ตำรวจยุคนี้ไม่ควรทำงานแบบปิดทองหลังพระอย่างเงียบๆอีกต่อไป

    เพราะนี่คือยุคการสื่อสารไร้พรมแดนเราจึงจำเป็นต้องทำให้สังคมเห็นว่าการทำงานแบบปิดทองหลังพระของเรานั้นเป็นเช่นไรจะเรียกว่าปิดทองหลังพระแบบตะโกนให้คนหันมามองก็คงจะใช่บิ๊กอรรถกล่าว

    กู้วิกฤตลดช่องว่างสร้างศรัทธา

    แม้ที่ผ่านมาจะเกิดวิกฤตศรัทธาในวงการตำรวจทั้งต่อสายตาประชาชนและตำรวจด้วยกันเอง

    แต่พล.ต.ท.ไตรรงค์ เชื่อมั่นว่าการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องและมีความชอบธรรมตลอดจนการทำงานอย่างโปร่งใส

    ตรวจสอบได้ผสานด้วยความจริงใจและมีความรับผิดชอบต่อประชาชนรวมทั้งการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาในเวลาอันรวดเร็วจะช่วยลดช่องว่างระหว่างตำรวจกับประชาชนและเรียกศรัทธาให้กลับคืนมาได้

     

    ที่สำคัญอย่าดราม่าไปตามกระแสสังคมหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์

    ตำรวจเราต้องทำความจริงให้ปรากฏ  เพราะความจริงไม่ใช่ระฆัง  เสียงอาจไม่ดังในครั้งแรก”  แต่เมื่อความจริงค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้น ก็สามารถกลบความเท็จที่คลาดเคลื่อนจนเลือนหายในที่สุด

    3 คาถา ท่องไว้ฮีลใจตำรวจ

    ก่อนจบการสนทนาบิ๊กอรรถยังบอกว่าทุกศาสนาล้วนมีบทสวดมนต์เพื่อเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ให้เดินทางสู่อบาย ในส่วนของตำรวจเอง ก็อยากให้จดจำและตอกย้ำกับตัวเองในทุกวัน

    เสมือนการสวดมนต์จนซึมซับฝังลึกอยู่ในระดับ DNA และเป็นกระดูกสันหลังของตำรวจทุกคนเพื่อให้ดำรงตนอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยวนชวนหลงผิดคิดชั่วด้วยคาถา 3 บทนี้ คือ คำปฏิญาณตน,บทลงใจ,และอุดมคติของตำรวจ

    ทั้ง 3 บทนี้หาได้มีไว้ให้ท่องจำแต่ต้องเคี่ยวกรำให้เป็นนิสัย เชื่อมั่นว่า การทำงานด้วยใจสุจริตในชีวิตของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นั้นก็จะไม่มีวันพบกับคำว่า“หายนะหรือความวิบัติบจนวันเกษียณอย่างแน่นอน

    ทั้งหมดนี้คือแนวคิดดี ๆ และตัวตนของพลตำรวจโทไตรรงค์  ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เหนือกว่าความสามารถในการสื่อสาร คือการยึดหลักธรรมาภิบาล และมุ่งมั่นทำงานด้วยหัวใจ

    เด็ดดาว  รายงาน13/6/69

    RELATED ARTICLES
    - Advertisment -

    Most Popular

    Recent Comments