หลังจากที่พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.มีคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อจาก พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ อดีตผู้ช่วยผบ. ตร.
วันนี้“พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ” รองจเรตำรวจแห่งชาติหรือ “บิ๊กอรรถ” สวมบทบาทในการนำทัพทีมโฆษกตร.ชุดใหม่ที่ตั้งใจสานต่อโครงการ“โฆษกยกนิ้ว”ที่โฆษกตำรวจคนก่อนได้ริเริ่มไว้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับตำรวจน้ำดีที่มีผลงานเด่นและไม่เน้นชั้นยศ
จึงเห็นว่า มีตำรวจหลายระดับที่ได้รับรางวัลนี้ขอเพียงเป็นตำรวจที่มีความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือประชาชน และบอกเล่าเรื่องราวดีๆด้วยเนื้อหาสร้างสรรค์อันเป็นการเผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ก็เข้าข่ายที่จะได้รับการชื่นชมจากโครงการนี้

สวมหมวก2 ใบ…ยังไหวอยู่
แม้จะควบ 2 ตำแหน่งทั้งรองจเรตำรวจแห่งชาติและโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แต่ด้วยประสบการณ์การทำงานที่คร่ำหวอดทุกรูปแบบทั้งสายบู๊และสายบุ๋นซึ่งงานทุกด้านล้วนเป็นพื้นฐานอันแข็งแกร่งในวันนี้ทั้งด้านสืบสวนสอบสวนปราบปรามจราจร และด้านกฎหมายช่วยทำให้ “บิ๊กอรรถ” เข้าใจข้อเท็จจริงอย่างถ่องแท้และรวดเร็ว
เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นจึงสามารถอธิบายได้ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตลอดจนเหตุผลในการปฏิบัติงานของตำรวจในแต่ละเคส ผ่านการสื่อสารด้วยคำพูดที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย
โฆษกป้ายแดง…แรงดีไม่มีแผ่ว
บิ๊กอรรถ ยังบอกด้วยว่า
ด้วยภารกิจในการสื่อสารที่ท่านผบ.ตร.มอบหมายและให้อำนาจเต็มที่ในการเป็นกระบอกเสียงขององค์กรตำรวจ
แต่การเป็นโฆษกไม่ได้มีหน้าที่เพียงเป็นผู้แถลงข่าวเท่านั้นหากแต่ยังต้องเปิดพื้นที่รับฟังประชาชนพร้อมทั้งตอบกลับให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องด้วยความรอบคอบรวดเร็วและโปร่งใสด้วย

ทั้งนี้ยอมรับว่า“ความยากของงานโฆษกคือเรื่องความรวดเร็ว” เพราะยุคนี้ถือเป็นยุคHi-Speedหากมีการตอบกลับที่ล่าช้าก็จะไม่ทันการณ์และอาจทำให้ประชาชนไขว้เขวอยู่กับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือข่าวปลอม(Fake News)
ดังนั้นเขาจึงต้องสังเคราะห์ข้อมูล ด้วยประสบการณ์ที่มีและเลือกที่จะใช้ความจริง (ใจ) ในการนำเสนอข้อมูลต่อประชาชนโดยไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการสืบสวนสอบสวนหน้างาน
บิ๊กอรรถ เล่าอีกว่า
ตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตราชการจนถึงทุกวันนี้เขาสนุกกับการทำงานมาโดยตลอดแต่พอมาเจอ “งานโฆษก” มีความท้าทายอย่างมาก และยังเป็นงานที่สำคัญเนื่องจาก“เป็นสะพานเชื่อมระหว่างองค์กรตำรวจกับประชาชน”
ในฐานะที่ตนเป็นผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. ยังสามารถนำข้อมูลที่ได้จากงานโฆษก ทั้งเรื่องร้องเรียนหรือข่าวสารที่เป็นภาพลบต่อองค์กรตำรวจไปตรวจสอบต่อได้อีก หากพบว่าตำรวจทำถูกก็จะต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ
แต่หากตำรวจคนใดทำผิดเราต้องสื่อสารลงไปถึงผู้ปฏิบัติว่า ผบ.ตร.มีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจ หากฝ่าฝืนกระทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด และเราต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนแยกแยะได้ว่าบางกรณีเป็นความผิดส่วนบุคคลที่ไม่ใช่ภาพรวมของตำรวจทั้งองค์กร


แก้ไขไม่ใช่แก้ตัว
บิ๊กอรรถยืนยันว่า หน้าที่โฆษก ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องภาพลักษณ์ หากแต่เป็นการสื่อสารที่ชัดเจนบนข้อเท็จจริง“เพราะภาพลักษณ์ที่ดีไม่ได้เกิดได้จากการ PR” แต่เกิดจากการกระทำ
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือยอมรับความจริงพร้อมแก้ไขในกรณีที่ตำรวจทำผิดพลาด“ต้องกล้ายอมรับและพร้อมปรับปรุง”
รวมทั้งต้องชี้แจงทำความเข้าใจ หากพบว่าประชาชนได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องซึ่งการทำงานของตำรวจในปัจจุบันไม่ได้มีปืนเพื่อสู้กับโจรเท่านั้นแต่ยังต้องมีทักษะในการสื่อสารเพื่อสู้กับข่าวปลอมและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากคนในสังคมอีกด้วย
ไปต่อไม่พอแค่นี้
“ร้อยวันพันเรื่องราว มีข่าวใหม่เข้ามาตลอด” ดังนั้นเราจึงต้องปรับกลยุทธ์ในการสื่อสารอยู่เสมอ“เราต้องสยบข่าวร้าย และขยายข่าวดี”
ผมคิดว่าหมดสมัยแล้วกับการทำงานแบบตั้งรับเราต้องสื่อสารเชิงรุก
รวมทั้งพัฒนาระบบการสื่อสารและให้ความรู้กับตำรวจทั่วประเทศที่นอกจากจะเป็นด่านหน้าในการทำงานแล้วยังต้องเป็นนักสื่อสารให้ประชาชนรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องได้ง่ายและรวดเร็วอีกด้วย

ถ้าตำรวจทำดีต้องบอกต่อ ตำรวจยุคนี้ไม่ควรทำงานแบบปิดทองหลังพระอย่างเงียบๆอีกต่อไป
เพราะนี่คือยุคการสื่อสารไร้พรมแดนเราจึงจำเป็นต้องทำให้สังคมเห็นว่าการทำงานแบบปิดทองหลังพระของเรานั้นเป็นเช่นไรจะเรียกว่า “ปิดทองหลังพระแบบตะโกนให้คนหันมามองก็คงจะใช่”บิ๊กอรรถกล่าว
“กู้วิกฤตลดช่องว่างสร้างศรัทธา”
แม้ที่ผ่านมาจะเกิดวิกฤตศรัทธาในวงการตำรวจทั้งต่อสายตาประชาชนและตำรวจด้วยกันเอง
แต่พล.ต.ท.ไตรรงค์ เชื่อมั่นว่าการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องและมีความชอบธรรมตลอดจนการทำงานอย่างโปร่งใส
ตรวจสอบได้ผสานด้วยความจริงใจและมีความรับผิดชอบต่อประชาชนรวมทั้งการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาในเวลาอันรวดเร็วจะช่วยลดช่องว่างระหว่างตำรวจกับประชาชนและเรียกศรัทธาให้กลับคืนมาได้


ที่สำคัญ“อย่าดราม่า”ไปตามกระแสสังคมหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์
ตำรวจเราต้องทำความจริงให้ปรากฏ “เพราะความจริงไม่ใช่ระฆัง เสียงอาจไม่ดังในครั้งแรก” แต่เมื่อความจริงค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้น ก็สามารถกลบความเท็จที่คลาดเคลื่อนจนเลือนหายในที่สุด
3 คาถา ท่องไว้…ฮีลใจตำรวจ
ก่อนจบการสนทนา“บิ๊กอรรถ”ยังบอกว่าทุกศาสนาล้วนมีบทสวดมนต์เพื่อเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ให้เดินทางสู่อบาย ในส่วนของตำรวจเอง ก็อยากให้จดจำและตอกย้ำกับตัวเองในทุกวัน
“เสมือนการสวดมนต์จนซึมซับฝังลึกอยู่ในระดับ DNA และเป็นกระดูกสันหลังของตำรวจทุกคน”เพื่อให้ดำรงตนอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยวนชวนหลงผิดคิดชั่วด้วยคาถา 3 บทนี้ คือ “คำปฏิญาณตน,บทปลงใจ,และอุดมคติของตำรวจ”
ทั้ง 3 บทนี้หาได้มีไว้ให้ท่องจำแต่ต้องเคี่ยวกรำให้เป็นนิสัย เชื่อมั่นว่า การทำงานด้วยใจสุจริตในชีวิตของการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นั้นก็จะไม่มีวันพบกับคำว่า“หายนะหรือความวิบัติ” จวบจนวันเกษียณอย่างแน่นอน
ทั้งหมดนี้คือแนวคิดดี ๆ และตัวตนของพลตำรวจโทไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เหนือกว่าความสามารถในการสื่อสาร คือการยึดหลักธรรมาภิบาล และมุ่งมั่นทำงานด้วยหัวใจ
เด็ดดาว รายงาน13/6/69


























