ตำรวจไทยต้องใฝ่รู้ ทั้งทางโลกทางธรรม

 

ยุทธวิธีสาวถึงตัวคนร้ายโดยใช้กล้องวงจรปิดเป็น “ตาเทพ” ที่เราเคยเห็นในหนังแอคชั่นฮอลลีวู้ด ถูกนำมาใช้ได้ผลอย่างจริงจังในวงการตำรวจไทยได้ระยะหนึ่งแล้ว ล่าสุดที่ บก.สส.บช.น.ก็เพิ่งเชื่อมโยงระบบภาพกล้องวงจรปิดจำนวนกว่า 50,000 ตัวทั่วทั้งพื้นที่ กทม.เข้ากับศูนย์ควบคุม ที่เรียกว่า CCOC ไว้ได้สำเร็จในจุดเดียว

แต่จะดีแค่ไหน? ถ้าหากทุกๆ สถานีตำรวจทั่วประเทศไทย สามารถเชื่อมโยงระบบภาพกล้องวงจรปิดที่มีติดตั้งอยู่ในอาณาความรับผิดชอบของตัวเองเอาไว้ได้แบบเบ็ดเสร็จเช่นเดียวกัน วันนี้ Green Bear มีผลงานของนายตำรวจระดับรองผู้กำกับการสืบสวนโรงพักหนึ่งในพื้นที่ฝั่งธนบุรีมานำเสนอ

“รองโมทย์” -พ.ต.ท.ดร.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว รอง ผกก.สส.สน.บุปผาราม ปัจจุบัน อายุ 40 ปี เป็นชาว อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช แต่กำเนิด

เกิดจากครอบครัวที่มีพ่อกับแม่เป็นชาวนา วัยประถม ป.1 ถึง ป.6 เรียนที่โรงเรียนสุนทราภิบาล บ้านทุ่งค้อ ก่อนสอบเข้าเรียน ม.1 ถึง ม.4 ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ มัธยมชื่อดังประจำจังหวัด

สอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 37 จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน รุ่น 53 สอบออกได้คะแนนดีเป็นลำดับที่ 5 ของรุ่น รับราชการที่แรกเมื่อต้นปี 2543 บรรจุเป็น รอง สว.ประจำ รร.นรต. จากนั้นเข้ามาประจำการสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล เชี่ยวชาญการทำงานพื้นที่ฝั่งธนบุรีมาโดยตลอด

เริ่มตั้งแต่ พงส.(สบ 1) สน.บางขุนเทียน, รอง สวป.สน.บางขุนเทียน, รอง สว.สส.สน.บางขุนเทียน, รอง สว.ชุดปราบปรามยาเสพติด บก.น.9, นว.(สบ 1) พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร ผบก.น.9 (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น), รอง สว.สส.สน.ราษฎร์บูรณะ, สว.สส.สน.บุปผาราม กระทั่งขึ้นเป็น รอง ผกก.สส.สน.บุปผาราม จนถึงปัจจุบัน

ผลงานสร้างชื่อ อาทิ ประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้มีความประพฤติตามประมวลจริยธรรมดีเด่น, รางวัล “คนดีศรีแผ่นดิน” ประจำปี 2550 เนื่องในวาระที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา

นายตำรวจสัญญาบัตรดีเด่น สโมสรโรตารี่ ดุสิต และกองบัญชาการตำรวจนครบาลประจำปี ‭2547-2548‬,รางวัล “TOP COP TOP PEOPLE” จากกองบัญชาการตำรวจนครบาล,รางวัลผลงานการจับกุมยาเสพติดดีเด่น ในช่วงดำรงตำแหน่งรองสารวัตร จนทำให้ สน.บางขุนเทียนได้รับรางวัลระดับประเทศ

ถูกคัดเลือกให้เป็นคณะทำงานปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเตอร์เน็ต (TICAC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ล่าสุดเป็นผู้ปรับปรุงห้องทำงานฝ่ายสืบสวน สน.บุปผาราม โดยนำเทคโนโลยี CCTV ระดับสูง มาใช้ในงานสืบสวนเพื่อรองรับการเข้าสู่ AEC เป็นโรงพักแรกในพื้นที่ฝั่งธนบุรี

นอกจากใบปริญญาบัตร และหลักสูตรเพิ่มพูนความรู้ความสามารถด้านต่างๆ ที่ได้รับจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจแล้ว เจ้าตัวยังหมั่นแบ่งเวลาไปหาความรู้เพิ่มเติมจนคว้าปริญญาบัตรมาได้อีก 3 ใบ ได้แก่

ปริญญาตรี หลักสูตรนิติศาสตรบัณทิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,ปริญญาโท หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาอาชญาวิทยา และงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ตอนนี้จบปริญญาเอกหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร ) วิชาเอกบริหารทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ปัจจุบันเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษให้กับหลักสูตรต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยชื่อดังอีกหลายแห่ง

พ.ต.ท.ดร.ปราโมทย์ กล่าวว่า อาชีพตำรวจต้องให้ความสำคัญด้านการศึกษาใฝ่หาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลาทั้งทางโลกและทางธรรม

ส่วนแนวคิดที่จัดทำห้องปฏิบัติการ CCTV โดยเชื่อมโยงเอากล้องวงจรปิดทั้งของภาครัฐและเอกชนกว่า 200 ตัวในท้องที่มารวมไว้ ณ สน.บุปผาราม เนื่องจากงานสืบสวนยุคใหม่จำเป็นต้องพึ่งพาทั้งยุทธวิธีการตรวจจุดเกิดเหตุ การซักถามบุคคล เครื่องไม้เครื่องมือ เทคโนโลยีโทรคมนาคม และการพิสูจน์หลักฐานเข้าด้วยกัน

“คนร้ายมักออกสตาร์ทลงมือก่อเหตุไปก่อนตำรวจ ตำรวจจึงต้องก้าวให้ไกลกว่าคำว่า 4.0 ต้องเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า ตอนนี้กล้องวงจรปิดได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีความสำคัญมากแค่ไหน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้เกิน 60% ของคดีที่เกิดขึ้นและตามจับกุมคนร้ายได้ก็เนื่องมาจากหลักฐานทางกล้องวงจรปิด ดังนั้นถ้าเราทำให้มันสมบูรณ์เอาไว้ก็จะเป็นทั้งหลักฐานชั้นดีที่ใช้มัดตัวคนร้ายบนชั้นศาล สามารถใช้ช่วยในการสำรวจเส้นทางในภารกิจสำคัญ หนำซ้ำยังใช้เฝ้าระวังป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย” รอง ผกก.สส.สน.บุปผาราม ย้ำชัดเจน.

Green Bear 20/2/61