ทริปเมืองกาญจน์ 3วัน2คืนกับเชือกป่าน

544

 

สวัสดีกาญนะจ๊ะ “แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก” คำขวัญประจำจังหวัดล้วนแต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เป็นดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ มีธรรมชาติอันงดงามดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือน

​ปลายฝนต้นหนาวแบบนี้จะพาไปเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรีเช็คอินถึง 4อำเภอ ได้แก่ อำเภอไทรโยค อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอทองผาภูมิ จบทริปที่อำเภอสังขละบุรี การเดินทางสามารถเลือก โดยสารด้วยรถไฟก็ชิลๆ รถตู้ประหยัดงบและมีโอกาสได้เจอเพื่อนใหม่ หรือจะรถส่วนตัวก็สะดวกสบายต่อการเดินทาง ทริปนี้สะดวกแบบรถส่วนตัวแวะเที่ยวหลายที่ สมาชิกทริปนี้มี 2คน นาฬิกาปลุกดังตอนตีสองรีบเก็บสัมภาระขึ้นรถ ตัดสินใจออกเดินทางกลางคืน ค่อยๆคลำทางไปแบบชิลๆ เปิดจีพีเอสเป็นตัวช่วย เผลอหลับไปสักพักตื่นมาอีกทีก็เข้าสู่กาญจนบุรีแล้ว หกโมงเช้าที่สดใส มีกลิ่นอายฝน หมอกบางๆ ต้นไม้สีเขียว ลดกระจกสัมผัสบรรยากาศแวะปั๊มจิ๊บกาแฟสักหน่อยตาจะได้ตื่นพร้อมเที่ยวแล้ว

​เช้าวันแรกเมื่อมาถึง อำเภอไทรโยค ก็ต้องแวะเที่ยวน้ำตก บรรยายกาศช่วงเช้าๆ ก็จะสดชื่นดีต่อใจ “น้ำตกไทรโยคน้อย” เป็นที่รู้จักกันดีของนักท่องเที่ยวเพราะอยู่ริมถนนสายหลัก ที่เป็นทางผ่านจากตัวเมืองกาญจนบุรี ไปยังถนนเส้นทองผาภูมิ – สังขละบุรี เป็นน้ำตกที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ช่วงนี้มีฝนตกทำให้มีน้ำเยอะน่าเล่น ที่สำคัญยังไม่มีนักท่องเที่ยวเลย ภาพที่ได้เหมือนมีน้ำตกส่วนตัวเลย เข้าชมโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมค่ะ

แวะไปปั๊มพาสปอร์ตท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ประเทศไทย(เป็นสมุดที่ใช้สะสมตราสัญลักษณ์ของอุทยานแห่งชาติที่เราไปเยี่ยมเยือน แต่ละแห่งนั้นจะมีตราสัญลักษณ์ แตกต่างกันไป) “น้ำตกไทรโยคใหญ่” เสียค่าเข้าชมอุทยาน คนละ100บาท ค่ารถยนต์นำเข้ามาอีก 30บาท

ไปชมวิวที่ เขื่อนศรีนครินทร์ ตั้งอยู่ในอำเภอศรีสวัสดิ์ นับเป็นเขื่อนแห่งที่ 8 ในจำนวน 17แห่ง (กฟผ.) ตอนนี้ฝนกำลังลงปรอยๆ น้ำที่เขื่อนเยอะมากถือได้ว่าเป็นเขื่อนที่มีความจุ และสร้างประโยชน์แถมยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้อีกด้วย

ตอนนี้เกือบสิบโมง เริ่มหิวตัดสินใจไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านอีต่อง เลี้ยวตามป้าย“อุทยานทองผาภูมิ” จากนี้เป็นเส้นทางภูเขาล้วนๆ อีก 70กิโลเมตร ขับอยู่บนภูเขาหลายชั่วโมงจนรู้สึกว่าเมื่อไหร่จะถึง “อีต่อง” เจอป้อมยามจึงจอดถาม พี่เจ้าหน้าที่บอกว่า “ไปตามเส้นทางพร้อมชี้นิ้วไปโน้น ค่ะ ขอบคุณค่ะ”

ขับมาได้สักระยะ ตรงนี้คือจุดพัก พักรถ พักเท้า พักเบรก พักชมวิวและพักหายใจลึกๆ และเป็นจุดที่มีสัญญาณโทรศัพท์ทุกเครือข่าย ขออัพรูปรัวๆ หายเหนื่อยแล้วไปกันต่อ ถึงแล้วอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ รีบหยิบพาสปอร์ตท่องเที่ยวมาปั๊มตราเป็นที่ระลึก ไม่ได้เข้าไปในอุทยานตั้งใจจะไปแวะน้ำตก

แถวนี้มีน้ำตกชื่อดังเคยเห็นภาพตามรีวิวไม่รู้ของจริงจะเป็นไงมั้ง แวะเล่นน้ำตกกันค่ะ มีเสียค่าเข้า คนละ 40บาท ค่ารถยนต์ 30บาท จากทางเข้าน้ำตกเดินข้ามสะพานไม้ไปไม่ไกลก็ได้ยินเสียงน้ำตกดังซู่ซ่า พอเห็นของจริง “น้ำตกจ๊อกกระดิ่น” เป็นน้ำตกที่มีความสวยงาม แปลกตา อยู่ท่ามกลางหุบเขา เมื่อมาถึงที่แล้วต้องเล่นน้ำสักหน่อย ความรู้สึกแว้บแรกเมื่อเท้าสัมผัสกับน้ำ น้ำเย็นจริงๆ อยากจะลงแช่ทั้งตัว แต่แอบเห็นป้ายเตือนไว้ น้ำเย็นระวังเป็นตะคริว!!! เล่นน้ำสักพักให้ร่างกายได้สดชื่นแล้วมาเก็บบรรยายกาศ ไม่น่าเชื่อว่าจะใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงที่“น้ำตกจ๊อกกระดิ่น”

ก่อนเข้าหมู่บ้านแวะมาชมวิวที่ “เนินช้างศึก” หรือ “ฐานช้างศึก” เป็นลานกางเต้นท์ยอดนิยม อยู่ในเขตความรับผิดชอบของตำรวจตระเวนชายแดน ร้อย ตชด.135 เนื่องจากยังมีฝนตกไม่อนุญาตให้กางเต้นท์ เจ้าหน้าที่แนะนำลานกางเต้นท์ในหมู่บ้าน

400 โค้งที่ล่ำลือเราก็มาถึงหมู่ “หมู่บ้านณัตเอ็งต่อง” หรือ “บ้านอีต่อง” ตำบลปิล็อค อำเภอทองผาภูมิ วิวแรกที่เห็น เป็นหมู่บ้านเล็กๆ มีสระน้ำกลางหมู่บ้าน อยู่ท่ามกลางหุบเขา มีทั้งชาวไทยและชาวพม่าอาศัยอยู่ร่วมกัน ขับผ่าน ลาน ฮ.สถานที่กางเต้นท์ ขับรถขึ้นไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร ถึงจุดประสานสัมพันธ์ไมตรี นิจนิรันดร์ ไทย -เมียนมาร์ “เนินเขาเสาธง” ที่ตั้งธงของประเทศไทยและประเทศพม่าริมชายแดน ลงไปชม (ถ่ายภาพได้เฉพาะเขตบ้านเราค่ะ)

ท้องร้องได้เวลาต้องเติมพลังให้ร่างกาย สั่งเมนูจานด่วน ข้าวไข่เจียว กระเพราหมูสับราดข้าว ต้มยำทะเล มาเสริฟแล้วไม่รอช้า กุ้งตัวโตจริงๆนะ น่ากินมากๆ รสชาติอาหารอร่อยค่ะ

ลาน ฮ. ที่พักของเราคืนนี้ มาเริ่มกางเต้นท์กันดีกว่า ตอนนี้เกือบห้าโมงเย็นแล้วมีเต้นท์เราเต้นท์เดียวเองฮาๆ ตรงข้ามเป็นวัดคงไม่น่ากลัวมั้ง รีบไปอาบน้ำก่อนดีกว่า ห้องอาบน้ำมีตรงโรงเรียนสะอาดมิดชิดดีค่ะ เดินกลับมาอีกทีมีรถเข้าเพิ่ม สรุปคืนนี้มีเต้นท์ 3-4 หลัง ไม่เหงาแล้ว

มีหมอกลงเป็นระยะๆ อากาศกำลังดี นั่งเล่นจนเพลิน ได้เวลาอาหารมื้อเย็นฝากท้องไว้ที่ร้านเดิมค่ะ เดินเล่นชม บรรยากาศรอบดึก ไฟกลางคืนสวยมาก ผู้คนคึกคักอยู่ไม่น้อย ตรงนี้มีของกิน “โรตีอีต่องธรรมดาไม่ไข่ 1ค่ะ” ร้อนๆ แป้งกรอบดีค่ะ อิ่มแล้ว คืนนี้คงไม่มีดาวให้ดู ฝนก็ลงปรอยๆ ตอนนี้สามทุ่มขอตัวไปนอน ฝันดีค่ะ

เช้าวันที่สอง หกโมงเช้ามาพร้อมกับเสียงตามสายของวัด เมื่อคืนอากาศดีมากนอนหลับสบาย ตื่นแล้วรีบล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมตัวไปเดินเล่นตลาดอีต่อง ใส่บาตรเช้า เก็บภาพบรรยายกาศกันค่ะ บายๆ“บ้านอีต่อง” ไปต่อที่ “สังขละบุรี”

​เก้าโมงเช้าได้เวลาไปต่อแล้วค่ะ ออกจากบ้านอีต่องเดินทางไปยังอำเภอสังขละบุรี ใช้เส้นทางเดิมย้อนไปทางถนนสายหลัก ระหว่างทางแวะเที่ยวอทุยานเขาแหลมอยู่ในช่วงปรับปรุง แต่โชคดีมากเจอฝูงผีเสื้อบิน ผ่านจุดชมวิวป้อมปรี่ มองเห็นจากไกลๆ ยังดูสวยเลย แต่จุดหมายยังต้องไปอีก ในที่สุดก็ถึงแล้ว อำเภอสังขละบุรี ตลอดทางโค้งเยอะมาก ระยะทาง 100กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 3ชั่วโมง ทริปนี้ตั้งใจมากางเต้นท์นอน แต่ด้วยอากาศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดูท่าจะไม่หนาว ตัดสินใจวอร์คอินหาที่พัก มาได้ที่พักใกล้สะพานมอญคืนละ 900บาท ราคานี้รีบตอบต้องลงเลยค่ะ ขอตัวไปพักก่อนค่ะ เย็นๆ จะพาไปชมบรรยากาศที่สะพานมอญ

บรรยากาศช่วงเย็นที่สะพานมอญ มีนักท่องเที่ยวออกมาเดินเล่น ถ่ายรูป ชมพระอาทิตย์ตก เด็กๆออกมากระโดดน้ำเล่นตรงสะพาน มีร้านค้่าขายของฝากหลากหลาย แวะไปเดินเล่นที่ถนนคนเดิน ไฮไลต์ของสังขละบุรีมาถึงที่แล้วต้องชิม หมููจุ่มพม่าไม้ละ 1บาท มีน้ำจิ้ม2รส ส่วนตัวชอบซีฟู้ดรสแซบจัดจ๊านค่ะ จ่ายเงินนับตามจำนวนไม้ที่ทานค่ะ อิ่มมากได้เวลากลับที่พัก ระหว่างทางบรรยายกาศที่สะพานมอญเงียบสงบ เดินชมวิวกลางคืนก็สวยไปอีกแบบ


​เช้าวันที่สาม บรรยากาศหกโมงเช้าบนสะพานมอญ วันหยุดคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่งกายด้วยชุดมอญมาชมพระอาทิตย์ขึ้น ตลอดข้างทางจะมีเด็กๆ มารับจ้างปะแป้งทานาคาบนใบหน้าเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว ราคาแล้วแต่จะให้เป็นค่าขนมของเด็กๆ อีกหนึ่งไฮไลท์ ตักบาตรยามเช้าตามวิถีชาวมอญ หลังจากที่ใส่บาตรตอนเช้าเสร็จสิ้น ก่อนกลับแวะมาถ่ายรูปที่ระลึกบนสะพานมอญ.

เชือกป่าน บันทึก