สอบสวนกลางเปิดปฏิบัติการ “Korea Black Invest” ไล่ล่าหัวหน้าแก๊งต้มตุ๋นแดนกิมจิ รวบ “ลุงฮัน” ชาวเกาหลีใต้ วัย 67 หลอกเพื่อนร่วมชาติลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทย กว่า 147 ล้านบาท
เมื่อเวลา 10.00 น.69 วันที่ 8 ก.ย. ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 2 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.)
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.เชาว์วัย ศานกมล รอง ผบก.ปอศ. พ.ต.อ.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น ผกก.5 บก.ป. พ.ต.อ.จำนาญ จันทร์เทศ ผกก.4.บก.ปอศ. พ.ต.ต.ปิยะวัตร ปราบเสร็จ สว.กก.5 บก.ป. พ.ต.ท.ไพศาล กลีบบัว รอง ผกก.(สอบสวน) กก.4 บก.ปอศ. พร้อมด้วยนาย โน กวัง อิล อดีตเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย
ร่วมแถลงข่าว ผลการเปิดปฏิบัติการล่าหัวหน้าแก๊งต้มตุ๋นแดนกิมจิ (Korea Black Invest) บุกรวบนายฮัน อายุ 67 ปี ชาวเกาหลีใต้ ข้อหาร่วมกันฉ้อโกง หนึ่งในผู้ต้องหาสำคัญ หลอกเพื่อนร่วมชาติลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ก่อนเชิดเงินรวมกว่า 147 ล้านบาท ได้ที่บ้าน ใน ต.หินเหล็กไฟ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
พ.ต.อ.เชาว์วัย เปิดเผยว่า เมื่อประมาณปี 2563 ผู้เสียหายชาวเกาหลีได้รับการชักชวนจากนายอาเซ ชาวเกาหลีใต้ แนะนำให้มาลงทุนที่ดินและอาคารชุดในพื้นที่ จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ้างว่ามีนายฮัน ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย สามารถช่วยเหลือในการลงทุนซื้อที่ดินและคอนโดมิเนียม หรืออาคารชุดได้
ครั้งแรกผู้เสียหายสนใจซื้อคอนโดมิเนียม นายฮัน ให้ผู้เสียหายโอนเงิน 8.9 ล้านบาท เข้าบัญชีของบริษัท มี น.ส.นิชชิตา อายุ 57 ปี ภรรยานายฮัน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อว่าบริษัทของกลุ่มผู้ต้องหาสามารถขายห้องชุดให้ได้จึงโอนเงินมาบงทุน
ต่อมาครั้งที่สอง นายฮัน พร้อมกลุ่มผู้ต้องหา ชักชวนผู้เสียหายให้ลงทุนซื้อที่ดินใน อ.ชะอำ ชลบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากนั้นได้จัดตั้งบริษัทอีกแห่งหนึ่งขึ้น อ้างว่าผู้เสียหายจะเข้าถือหุ้นและเป็นผู้มีอำนาจในบริษัทดังกล่าว เพื่อให้ลงทุนถือครองอสังหาริมทรัพย์ได้ ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มเติมอีก 89 ล้านบาทไปยังบัญชีใหม่ที่จัดตั้งขึ้น มีน.ส.นิชชิตาฯหนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหา เป็นกรรมการบริษัทเช่นกัน
ต่อมาพบว่า บริษัทดังกล่าวไม่ได้นำเงินทั้งหมดไปลงทุนซื้อที่ดินตามที่กล่าวอ้างจริง ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหา ปัจจุบันมี 4 คดี 4 สำนวน รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 97.4 ล้านบาท
จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้สืบสวนจนทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านพักหรูในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขอหมายค้นและวางแผนเข้าตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหา
เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติตามหลักยุทธวิธีและระดับการใช้กำลังในการเข้าตรวจค้น จนพบตัวนายฮัน สัญชาติเกาหลีใต้ ผู้ต้องหารายนี้ซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านหรูหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและแสดงหมายจับให้ผู้ต้องหาตรวจสอบ ผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และยังไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับนี้มาก่อน
เบื้องต้น แจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบ จากนั้นควบคุมตัวผู้ต้องหาไปจัดทำบันทึกจับกุมที่สถานีตำรวจภูธรหัวหิน ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากการตรวจสอบข้อมูลคดีในฐานระบบพบว่า นายฮันกับกลุ่มผู้ต้องหาได้ก่อเหตุที่มีแผนประทุษกรรมในลักษณะเช่นเดียวกันอีก 3 คดี รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 147,579,278 บาท และทางการของประเทศเกาหลีใต้แจ้งว่า นายฮันยังก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวอีก 14 คดีในประเทศเกาหลีใต้
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. กล่าวว่า ในส่วนของกองบังคับการปราบปราม พบว่าผู้ต้องหามีการกระทำผิดในลักษณะเป็นเครือข่าย และก่อเหตุจำนวน 14 คดี มีมูลค่าความเสียหาย 1,047 ล้านบาท รัฐบาลเกาหลีมีความต้องการตัวผู้ต้องหารายนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้น ผบช.ก.สั่งการให้กองปราบปรามเร่งรัดไล่ล่าจับกุมตัวผู้ต้องหารายนี้ให้เร็วที่สุด
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์กล่าวว่า คดีนี้มีความยากลำบากและข้อจำกัดหลายประการ โดยประการแรก นายฮัน ซึง ฮุน ไม่เคยมีประวัติการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ทำให้ไม่สามารถทราบใบหน้าและตำหนิรูปพรรณเพื่อใช้ในการติดตามตัวได้
ประการที่2 สอบถามนายฮันให้การว่า เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว เดินทางมาประเทศมาเลเซีย ก่อนลักลอบเข้ามาในประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ อยู่ในประเทศไทยประมาณ 30 ปีแล้ว มีภรรยาเป็นคนไทยและมีคนรู้จักจำนวนมาก จึงอาจมีการช่วยเหลือในการหลบหนี
ประการที่สาม นายฮัน ซึง ฮุน ทราบว่ามีหมายจับติดตัว คิดวิธีการหลบซ่อนตัวที่แยบยลและมีความระมัดระวังตัวสูงในการใช้ชีวิตประจำวัน จะให้ภรรยาซื้ออาหารมาตุนไว้เป็นเสบียงจำนวนมาก ถ้าหากเกิดการเจ็บป่วยจะให้ภรรยาซื้อยามาให้เข่นกัน
ประการสุดท้าย นายฮัน ไม่มีการใช้แอปพลิเคชันหรือโซเชียลมีเดีย ไม่ทำธุรกรรมทางการเงินแต่อย่างใด รวมถึงเอกสารทางทะเบียนใด ๆ ที่เป็นของตนเอง ด้วยองค์ประกอบหลายประการดังกล่าว เป็นปัจจัยที่ทำให้การจับกุมผู้ต้องหารายนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก
อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทของ ผกก.5 บก.ป. เจ้าหน้าที่ไม่ได้ย่อท้อ พยายามสืบสวนทุกมิติ ทำทุกวิถีทางในการแกะรอยหาพยานหลักฐาน พิสูจน์ทราบตัวบุคคลและถิ่นที่อยู่ จนประสบความสำเร็จ จากนั้น
รวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายศาลจังหวัดหัวหิน ตรวจค้นจับกุมจู่โจมจับกุมได้ที่บ้านดังกล่าว สอบถามผู้ต้องหารับสารภาพ นำตัวส่งกก.4.บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า นายฮันมีประวัติอาชญากรรมในประเทศเกาหลีหรือไม่ Mr.Noh Kwang-il อดีตเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ระบุว่า นายฮันเป็นบุคคลที่ถูกเนรเทศและไม่สามารถเข้ามาในประเทศไทยได้ พร้อมระบุว่าไม่แน่ใจว่านายฮันอยู่ในประเทศไทยมากี่ปี และน่าจะเข้ามาทางช่องทางที่ไม่ถูกต้อง โดยนายฮันมีคดีที่ถูกร้องทุกข์กับตำรวจเกาหลีประมาณ 14 คดี
นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาที่เป็นตัวเชื่อมกับนายฮัน ซึง ฮุน โดยมีลักษณะเป็นนักธุรกิจที่ต้องการลงทุนและต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดยจะติดต่อผ่านผู้ต้องหา มีการเดินทางมาดูพื้นที่ และเป็นเหตุให้ในประเทศไทยมีการแจ้งความที่ บก.ปอศ. 4 คดี โดยมีมูลค่าความเสียหาย 147 ล้านบาท
ส่วนกรณีคดีที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้กับ 4 คดีในประเทศไทยมีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ เจ้าหน้าที่ระบุว่า หากถามว่าซ้ำหรือไม่ ลักษณะจะเป็นคดีต่อเนื่อง โดยหากเสร็จสิ้นคดีในประเทศไทยก็จะไปดำเนินการต่อที่ประเทศเกาหลีใต้
สำหรับกรณี 14 คดีที่ก่อเหตุในประเทศเกาหลีใต้ เจ้าหน้าที่ระบุว่า เนื่องจากประเทศเกาหลีใต้มีกฎหมาย PDPA ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ขณะที่มูลค่าความเสียหายรวมในประเทศเกาหลีใต้ในปัจจุบันยังไม่สามารถทราบได้ อย่างไรก็ตาม การจับกุมครั้งนี้พบหลักฐานสำคัญ ตำรวจเกาหลีใต้จะนำไปสืบสวนต่อไป



























