บนถนนคนข่าว แม็ก เดลินิวส์

460

ว่าด้วย “ดินแดนสนธยา” นักข่าวสายอาชญากรรมรู้จักกันดีอย่าง กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) มีนักข่าวประจำหลากหลายสำนัก

แต่ล่ะคนที่เป็นนักข่าวประจำที่นี้ ล้วนมีฝีไม้ลายมือชื่อเสียง รวมไปถึงบางคนที่กลายเป็นตำนาน

อย่าง กิตติพงศ์ นโรปการณ์ หรือเฮียเก๋ ไทยรัฐ , วัสยศ หรือโจ๊ย งามขำ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ที่สืบทอดการเป็นนักข่าวประจำกองปราบจาก วิชเลิศ งามขำ คุณพ่อของเขา

เจริญผล เอี่ยมพึ่ง หรือผล พิมพ์ไทย ที่เป็นนักข่าวมาตั้งแต่สมัยกองปราบสามยอด จนปัจจุบันก็ยังคงทำหน้าที่นั้นอยู่

นอกจากนี้ยังมีพี่นักข่าวท่านอื่นที่ไม่ได้ยกชื่อมา รุ่นพี่เหล่านี้เปรียบเสมือนครูชั้นดีให้กับน้องนักข่าวรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำหน้าที่นักข่าวประจำกองปราบปราม

เฉลิมวุฒิ พึ่งวงษ์ญาติ หรือ แม็ก เดลินิวส์ นักข่าวรุ่นเล็กประจำกองปราบปราม หนุ่มจากเมืองพัทยา ที่ฝึกฝนไต่เต้ามาจากสื่อท้องถิ่นในจ.ชลบุรี ก่อนเข้ามาสู่วงการน้ำหนึกในเมืองกรุง และเข้ามาเป็นนักข่าวประจำที่กองปราบ ด้วยโชคชะตา

เฉลิมวุฒิ เติบโตจากเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา มุ่งเข้าเมืองหลวงมาเรียนคณะมนุษยศาสตร์ สาขาสื่อสารมวลชน รั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง

หลังจากเรียนจบตั้งมั่นจะเป็นนักข่าวด้วยความอยากช่วยเหลือและเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนตามอุดมการณ์ที่มีอยู่ในตัว เริ่มต้นเป็นนักข่าวจากสื่อท้องถิ่น

ก้าวแรก ทิพย์มณีเคเบิล

เฉลิมวุฒิ เล่าว่า “ทิพย์มณีเคเบิล” เป็นบริษัทแรกที่เข้าไปทำงาน ถูกสั่งให้ไปฝึกเป็นผู้ประกาศข่าว

จุดเริ่มต้นอาจไม่ตรงกับใจหวังนักในช่วงเวลางานก็ฝึกตามที่หัวหน้าสั่ง แต่หลังเลิกงานผมจะไปฝึกนักข่าวภาคสนามกับพี่ที่เป็นนักข่าวท้องถิ่น ออกตระเวนติดสอยห้อยตามไปดูวิธีการทำข่าว

เริ่มตั้งแต่การถ่ายภาพ เก็บข้อมูล สัมภาษณ์ วิเคราะห์ ทำแบบนี้ซ้ำเดิมทุกวัน

ก้าวสอง พัทยาพีเพิล

เฉลิมวุฒิ เล่าต่อว่า หลังจากได้ออกไปฝึกทำข่าวกับพี่สื่อท้องถิ่น จนมีพี่นักข่าวที่รู้จักกันเห็นความสามารถและชักชวนให้ไปอยู่ “พัทยา พีเพิล” จึงตัดสินใจย้ายไปทำงาน เนื่องจากตำแหน่งงานเป็นนักข่าวภาคสนาม ที่ผมอยากทำตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

งานที่พัทยา พีเพิล ส่วนมากจะเป็นข่าวสังคมในพื้นที่พัทยา เกี่ยวกับคนต่างชาติ จึงเป็นโอกาสดีที่ได้ฝึกฝนความรู้ด้านภาษา รวมไปถึงได้ลองวิชาที่ได้สะสมมาก่อนหน้านี้

“พัทยา พีเพิล เปรียบเสมือนโรงเรียนสอนการเป็นนักข่าวเลยก็ว่าได้ เนื่องจากได้ลงพื้นที่ทำข่าวจริง เจอสถานการณ์หลากหลาย” เฉลิมวุฒิ กล่าว

ก้าวสาม จอมเทียนเคเบิล

เฉลิมวุฒิ เล่าอีกด้วยว่า หลังจากทำงานได้ 1 ปี ก็ได้ย้ายไปอยู่ค่าย “จอมเทียนเคเบิล” ด้วยการชักชวนของพี่นักข่าว ที่ “จอมเทียนเคเบิล”

เริ่มหันไปทำข่าวประเภท ร้องเรียน ข่าวช่วยชาวบ้าน ได้ลงพื้นที่หาข่าวมากขึ้น มีประสบการณ์ใหม่ เร่ิมมีแหล่งข่าวในแวดวงตำรวจ ข้าราชการท้องถิ่น

ให้หลัง 1 ปี พัทยาพีเพิล ติดต่อให้ไปช่วยงาน ด้วยความคุ้นเคยจึงตัดสินใจกลับไปทำงานที่พัทยา

แต่การกลับไปรอบนี้ ผมมีความพร้อมมากกว่าเดิมในด้านการทำข่าว ได้รับมอบหมายให้ทำข่าวทั่วไปในพื้นที่ อ.บางละมุง ไม่ใช่ข่าวสังคมอย่างที่เคยทำก่อนหน้านี้

ก้าวที่กล้าหาอนาคต

เฉลิมวุฒิ เล่าถึงความเปลี่ยนครั้งสำคัญ ว่า ทำงานอยู่กับพัทยาพีเพิล ได้ประมาณ 2 ปี เริ่มคิดถึงอนาคต อยากออกมาแสวงหาในเมืองกรุง โดยไปเขียนใบสมัครไว้ที่หนังสือพิมพ์เดลิวนิส์ และ หนังสือพิมพ์ในเครือสยามกีฬา

สุดท้ายเป็นเดลินิวส์ ติดต่อกลับมาให้ไปสอบ ซึ่งก็ผ่านการทดสอบ ได้เข้ามาสู่วงการอาชญากรรมอย่างเต็มตัว

“ชีวิตนักข่าวเดลินิวส์ เริ่มต้นจากนักข่าวฝึกหัดกับ พี่ต่อ รับผิดชอบงานตระเวนเขตใต้ พื้นที่ บก.น.5-6 ได้ความรู้ใหม่ ทั้งการเข้าหาแหล่งข่าว ไหวพริบการมองประเด็น รวมไปถึงการพิมพ์ข่าวที่ถือว่าเป็นหน้าที่หลัก

แต่งานถ่ายรูปก็ไม่ได้ทิ้ง โดยได้รับการสอนแนวทางการถ่ายภาพข่าวจากพี่ต่อ” เฉลิมวุฒิ กล่าว

ตามรอยทางข่าวรุ่นพี่

หลังจากฝึกตระเวนได้ 4 เดือน มีการเปลี่ยนแปลง พี่ต่อต้องขยับมาเป็นนักข่าวเฉพาะกิจ ผมก็ยังตามไปฝึกด้วย

ถือเป็นโอกาสดีที่ได้มาอยู่เฉพาะกิจ ได้ทำข่าวที่กว้างขึ้นมากกว่าเดิม เน้นการทำข่าวหน่วยงานตำรวจในบช.ก.ที่มีทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นงานป่าไม้ ท่องเที่ยว ยาสเพติด อาชญกรรมทุกรูปแบบ

ฝึกเฉพาะกิจประมาณ 4 เดือน ได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญให้ลงมาเป็นนักข่าวประจำที่กองบังคับการปราบปราม

ถือว่าเป็นงานหินสำหรับนักข่าวใหม่ เพราะกองปราบขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนสนธยา มีแต่นักข่าวมากฝีมืออยู่กันหลายคน

พิสูจน์ความสามารถ

เฉลิมวุฒิ เปิดใจหลังจากได้สัมผัสกองปราบปราม ว่า การเป็นนักข่าวประจำกองปราบน้องสุดท้องของพี่ ๆ ต้องมีความพยายาม ขยัน มากกว่าเดิม เพื่อพิสูจน์ความสามารถ ซึ่งตัวผมเองได้อะไรเยอะจากที่นี้

ต้องขอบคุณ พี่โจ๊ย บางกอกโพสต์ , พี่อ้น ไทยรัฐ , พี่จิม ข่าวสด , พี่เกียง ผู้จัดการ , พี่ผล พิมพ์ไทย , พี่โน๊ต เนชั่น ช่วยประคอง สอนเรื่องการทำข่าว ถ่ายภาพ

รวมไปถึงเฮียเก๋ ไทยรัฐ ที่เล่าเรื่องราวประวัติการทำงานของตำรวจกองปราบ ทำให้ตัวเองรู้สึกผูกพันกับกองปราบปรามอย่างรวดเร็ว

ทำข่าวใหญ่ระดับประเทศ

“ที่กองปราบผมได้ทำข่าวใหญ่ระดับประเทศ อย่าง คดีการตายปริศนานายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง , คดีหญิงไก่ลวงโลก,คดีเงินทอนวัด,คดีวัดพระธรรมกาย,คดีหวย30ล้าน

และคดีที่ตำรวจเข้าปฏิบัติการล้อมจับคนร้ายสำคัญอีกหลายคดี” เฉลิมวุฒิ กล่าวด้วยความภูมิใจ

ช่วย13หมูป่า-ก้าวสู่ข่าวอินเตอร์

เฉลิมวุฒิ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังได้รับมอบหมายให้ไปทำข่าวกรณีกลุ่มนักฟุตบอลทีมหมูป่า ติดถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เป็นเวลา 15 วัน

ถือเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่สำคัญยิ่งของการเป็นนักข่าว ได้เห็นการทำงานมืออาชีพของสื่อต่างประเทศ การทำงานภายใต้ความกดดัน

คว้า3รางวัลภาพข่าว

เฉลิมวุฒิ ยังกล่าวถึงความสำเร็จในการเป็นนักข่าว ว่า ในการทำงานเคยได้รับรางวัลภาพข่าว 3 รางวัล คือ

เมื่อปี 2557 ได้รับรางวัลแรกชมเชยจากสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ชื่อภาพ “ภาพใจสลาย”

ถัดมาในปี 2558 ได้รับรางวัลเสื้อสามารถ จากภาพ “กองปราบจับกวาดล้างอิทธิพลเถื่อนจ.ภูเก็ต”

และล่าสุดเมื่อปี 2559 ได้รางวัลนักข่าวภาคสนามดีเด่น จากสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย

“รางวัลภาพเป็นเสมือนกำลังใจในการทำงานข่าว แต่หน้าที่หลักของผมคือการเป็นนักข่าว รางวัลไม่ใช่เครื่องการันตีความสำเร็จ ผมยังคงต้องขยันและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา” เฉลิมวุฒิ กล่าว

 ความภูมิใจในการเป็นนักข่าวอีกอย่างคือ เป็นหนึ่งในนักข่าวที่เข้าร่วมทำข่าวงานพระราชพิธีราชาภิเษกเมื่อต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา

แม้ว่าภาพข่าวนั้นจะไม่ได้ถูกตีพิมพ์ แต่ข่าวที่เขียนยังได้ลง ถือว่าได้ร่วมบันทึกประวัติศาสตร์ประเทศไทย

นอกจากนี้ยังได้ทำความดีด้วยหัวใจ เพื่อถวายแด่ในหลวงร.10

โดยการถ่ายภาพให้กับประชาชนที่มาร่วมงานพระราชพิธีฯ ที่ไม่มีกล้องถ่ายรูป โดยผมถ่ายภาพให้กับพวกเขาและส่งภาพกลับไปให้

หมั่นเรียนรู้ อย่าหยุดพัฒนา

“สุดท้ายอยากจะฝากถึงรุ่นน้องที่จะเข้ามาในอาชีพนักข่าว การเป็นนักข่าวต้องหมั่นเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา อย่าหยุดพัฒนา

สิ่งสำคัญ เป็นนักข่าวต้องเขียนข่าวเป็น ต่อยอดความรู้จากพี่ ๆ เอาประสบการณ์ส่งต่อให้กับรุ่นน้อง” 

เขียนไข16/5/62