Friday, July 12, 2024
More
    Homeท่องปทุมวันบิ๊กชัดย้อนเบื้องหลังคดีดัง(3)

    บิ๊กชัดย้อนเบื้องหลังคดีดัง(3)

     

    ต่อกันอีกตอน คราวนี้มาถึงคดีสืบสวนสอบสวนระดับโลกที่ บิ๊กชัด-พล.ต.ต. นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผบก.สส.ภ.8ได้เข้าคลี่คลาย คดีแรกคือคดีฆ่านักท่องเที่ยวหญิงชาวสวิตเซอร์แลนด์ เหตุเกิดที่น้ำตกโตนอ่าวยน ต.วิชิต อ.เมือง ภูเก็ต เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 5ส.ค.64

    คดีนี้ คนตายมีตำแหน่งเป็นถึงรองผู้อำนวยการแห่งสมาพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นนักท่องเที่ยวในโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์  ผู้การนักสืบเล่าให้ฟังว่า

    ฆ่าแหม่มสวิสบนน้ำตก
    คนตายมาท่องเที่ยวที่ภูเก็ต  เดินขึ้นไปที่น้ำตก เปลี่ยวๆ ไม่มีคน เป็นธรรมชาติฝรั่งแบ็กแพ็ค เดินไปสบายๆขึ้นไป แล้วไม่มีสัญญาณอะไร ไม่มีกล้อง แต่ทางเข้ามีกล้องอยู่ตัวหนึ่ง ปรากฏว่า ไปพบศพ แหม่มนอนคว่ำหน้าในแอ่งน้ำข้างบน เดินขึ้นไป 15 นาที ก็สักกิโลฯ จากปากทางเข้า
    เป็นคดีดัง เพราะฆาตกรรมนักท่องเที่ยว ผบ.ตร.  ลงมาเอง แล้วตอนนั้น เหตุที่ภูเก็ต ก็มีพ.ต.อ.ประวิตร สุทธิเรืองอรุณ รองผบก.สส.ภ.8 ไปรักษาการผกก.สืบสวนที่ จ.ภูเก็ต เราก็ลงไปเลย
    ทฤษฏีสามเหลี่ยมหาคนฆ่า
    ส่วนใหญ่ในเชิงสืบสวน  จะหาว่าใครเข้ามาอยู่ในพื้นที่ แล้วไปเจอเหยื่อ สถานที่อำนวยอยู่แล้ว ทฤษฎีสามเหลี่ยม อาชญากรรม เหยื่อ ผู้กระทำผิด สถานที่ คือสถานที่ได้ เหยื่อได้ ผู้กระทำผิด ก็คิดว่าใครเข้าไปก็ไล่ตัวคน ที่เข้าไป
    กองสืบเราก็ได้ บังหลี นายธีรวัฒน์ หรือ บังหลี ท่อทิพย์  อายุ 27 ปี ชาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ตขี่ จักรยานยนต์ เข้าไปในช่วงเวลาที่แหม่ม เข้าไปพอดี
    ที่เกิดเหตุไม่มีวงจรปิด
    เวลาได้ สอดคล้อง   แต่ในที่เกิดเหตุไม่มีกล้อง ก็ได้ตัวมา  ก็เจอประวิตรตอนเอาตัวมาซัก มันก็ไม่พูด   พี่เห็นมันครั้งแรกตรงร้านกาแฟทางขึ้นน้ำตก ระหว่างรอ ผบ.ตร.ขึ้นไปดูที่เกิดเหตุ 
    คือเหมือนเราเห็นเหยื่อ เพราะหน้าตาบุคลิกของคนทำผิด กับคนไม่ทำผิด มันต่างกัน
     
    แรกสบตาก็รู้ผิดปกติ
    ฉากแรกของการเห็น สบตากันนี่ ดูแล้วมันผิดปกติ แล้วประวิตรบอกว่า ซักมา 2 ชั่วโมง ยังไม่คืบหน้า เพราะมันเป็นบุคคลที่ขี่จักรยานยนต์ เข้าไป ที่น้ำตก  ซักแล้วไม่ได้เรื่อง ผบ.ก็กลับกรุงเทพฯ แล้วมาดูที่เกิดเหตุ ก็มีชุดของส่วนกลางมาด้วย
    แล้วยังมีตัวละครที่ยังต้องพิสูจน์ทราบเหมือนกัน เป็นพวกรักร่วมเพศ แต่ไม่ใช่
    เราก็เอาตรงนี้มา ตอนนั้นก็มีรองชิว-พ.ต.อ.เชิดพงษ์ ชิวปรีชา รองผบก.สส.ภ.8มา ก็เข้าไปกินกาแฟ เข้าไปคุยมี การตอบรับ ท่าทาง กิริยา วาจา ท่าทางมันผิดปกติ มันอ้างว่า มันเข้าไปน้ำตก ขับรถไป
    บังหลีแบ่งรับแบ่งสู้
    บังหลี พยายามไม่พูดว่า ตัวเองไปที่จุดเกิดเหตุ บอกว่าไปอีกทาง เข้าไปน้ำตกก็จริง แต่ขึ้นเขาไปอีกทาง  แล้วแถวนั้นก็เป็นที่เปลี่ยว คนอาจจะเข้าไปสูบยา อะไรอย่างนี้ เราก็ซัก
     
    งานสืบสวนใช้3หลักจับ
    เราก็เอาตัวไปครั้งแรก ให้พาไปที่เกิดเหตุ  ดูที่เกิดเหตุ คืองานสืบสวนมีอยู่ 3 หลัก คือที่เกิดเหตุ แล้วก็สายข่าว คือตำรวจโบราณ เป็นศิลปะ ซักถามพยาน คือถ้าคนดีจะช่วยเรา ให้พูดว่าใคร เพราะพยานบางคนไม่พูด ซักถามผู้ต้องสงสัย ที่จะเป็นผู้ต้องหา
    ส่วนเรื่องที่ 3 จะมีในเรื่องเทคนิค  เป็นอินเตอร์เน็ต  เป็นโทรศัพท์  เป็นการสื่อสาร จะเป็นเฟซบุ๊ก  นิติวิทยาศาสตร์ จะอยู่ข้อนี้หมด เลือด ดีเอ็นเอ ก็จะอยู่ ตรงนี้ เอฟบีไอ มันก็จะสอน งานสืบสวน 3 อย่าง ถ้าคุณเชี่ยวชาญ 3 ข้อนี้ คุณก็ไม่ต้องพึ่งใคร
    ที่เกิดเหตุ-ซักถาม-วิทยาการ
    แต่อย่างเมืองไทยเรา เราต้องพึ่งข้อ 3 เทคนิค ก็ต้องไปพึ่งผู้ประกอบการ ไปพึ่งหมอ ไปพึ่งเจ้าหน้าที่ พฐ.  เรารู้ได้ แต่เราไม่สามารถพิสูจน์ทราบตรงนี้ออกมาได้ แต่อย่างข้อ 2 นี่ เราพึ่งตัวเองได้ ศิลปะการซักถามพยาน หรือข้อ 1 เราก็ยังไปที่เกิดเหตุได้
    การสืบสวนเขาถึงบอกไง ใครไม่ไปที่เกิดเหตุ ผมไม่เชื่อว่าคุณทำงานสืบที่ดี เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เห็นที่เกิดเหตุ ก็ทำไม่ได้ หรืองานสายข่าวแบบโบราณ ที่เขายังมีกันอยู่ อันนี้ก็เป็นงานที่ทำ ก็ใช้เรื่องการซักถาม คือมันพยายามจะหนีออกจากที่เกิดเหตุ

    ต้อนทุกช่องทางจับโกหก

    หลักการ คือเรามีหน้าที่ต้อนให้กลับมาอยู่ในที่เกิดเหตุให้ได้ เขาพยายามหนีไปช่องอื่น ไม่ไปช่องที่เราบอก แต่เราว่า ช่องอื่นไม่มี เราไปดูมาแล้ว เราพยายามปิดช่องหนีของบังหลี ให้เขากลับมาอยู่ในช่องที่เราบอก เพราะดูแล้ว มันไม่มีทางไปที่อื่น คุณต้องมาที่นี่แน่นอน เพราะฉะนั้น แสดงว่าคุณต้องอยู่ที่นี่

    ดังนั้น ไอ้สิ่งที่คุณพูด คุณกำลังโกหกแล้ว เราต้องต้อนให้เขาอยู่ในที่เกิดเหตุให้ได้ก่อน เพราะไม่เช่นนั้นก็จะไม่ยอมรับผิด ต้องต้อนให้เขาอยู่ตรงนั้นแน่นอน แล้วสุดท้ายคุณทำอะไรกับเขา


    กล่อมยังไงถึงจะให้รับสารภาพ
    พอถึงสเต็ปที่ 2 เขาก็ยังไม่รับ เราต้อนเขามาที่เกิดเหตุเรียบร้อยแล้ว เพราะพฤติกรรมของเขา แล้วสองคือ เรารู้ว่าเขาอยู่ในที่เกิดเหตุแล้วเพราะคุณไม่มีทางไปทางไหน  คุณต้องไปที่เดียว คือไปตรงที่ศพอยู่นี่แหละ เราให้เขารับ เขาก็ยังไม่รับ
    จี้จุดพูดถึงลูกเมียคราวนี้รับ
    สุดท้ายเราครอบเลย เราถามว่าบังหลี มีลูกไหม พอพูดถึงลูก บังหลีก็พูดเลย ถามว่า มีลูกไหม มีเมียไหม แล้วที่บ้านรู้ไหม ว่าบังหลี มาทำแบบนี้ เราไม่รู้ว่าเขากับครอบครัวเขาเป็นยังไงนะ ในเรื่องความสัมพันธ์ การเป็นสามีภรรยา ดีหรือบกพร่องอะไร เราไม่รู้ แต่ลูกเมีย คือคนดีของคุณ
    พอเจอคำถามนี้ มันก็พูดแล้ว อันนี้ไม่เกี่ยวกับการซักในแนวผัวเมีย ฆ่ากันนะ อันนั้นอีกแบบหนึ่ง อันนี้เราต้องออกไปอีกแนว ก็ยอมรับสารภาพ บอกว่าเดี๋ยวผมพูดความจริง
     
    ซักถามต้องมีศิลปะมีจังหวะ
    การซักถาม มันต้องมีศิลปะ พอถึงจุดไคลแมกซ์ เราต้องโจมตี เพื่อให้สิ่งที่เขาอยู่ในใจมันออกมา อยู่ในความจำของเขา ที่เขาได้กระทำผิด ภาพก็เหมือนกัน มันอยู่ในหัว การสั่งให้ทำผิด หรือจิตใจ ทำไมเขาถึงทำผิด
     
    อันนี้มันอยู่ที่ใจแล้ว มันกำลังไหลออกมา กำลังเดินทางมาที่ต้นคอ เพื่อที่จะออกมาที่ปาก มันออกมาถึงต้นคอแล้ว ต้องหาจังหวะนี้ให้ได้ ให้คาย ต้องหาจังหวะนี้ ว่ามันจะออกมาแล้ว ก็โยน ตูมเลย มันก็รับสารภาพ ก็รายงานท่าน ผบ.ก็โอเค.
    ผบ.ตร.บินแถลงปิดคดี
    เราก็เอาเทปตอนที่ซักถาม จากซักโกหกแรกๆ ไม่ยอมรับ จนมาเรื่อยๆ ทีละคำถามๆ มันก็รับ ให้ท่านฟัง ท่านก็อยู่กรุงเทพฯ ลงเครื่องยังไม่ทันอุ่นเลย นักข่าวถามก็บอกว่า ได้ผู้ต้องหาแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปแถลง ท่านก็เดินทางมาแถลง อันนี้ก็คดีก็จบไปได้ด้วยดี

    คลี่ปมถล่มมาเฟียแคนาดา
    อีกคดีก็คดีแก๊งนายจิมมี่ ซิง ซานดู (Mr.Jimi Singh Sandhu)โดนยิงที่ฉลองเสียชีวิตบริเวณหน้าวิลล่าริมหาด โรงแรมแห่งหนึ่ง บนถนนวิเศษ ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 4ก.พ.65  อันนี้ก็เป็นคดีองค์กรอาชญากรรมข้ามโลก ระดับชาติ
    เหยื่อระดับรองหัวหน้าแก๊ง
    จิมมี่ ซิงค์  เป็นหนึ่งในสมาชิกระดับต้นๆ คือระดับรองหัวหน้าแก๊งยูไนเต็ด ที่แคนาดา ก็จะเป็นแก๊งที่ต่อสู้อยู่กับแก๊งอื่นๆ เช่น แก๊งสกอร์เปี้ยน   มีการใช้อาวุธ วัตถุประสงค์คือการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเรียกค่าคุ้มครองยาเสพติด ก็มีการแผ่บารมี อิทธิพล

     

    แคนาดา ก็อาจจะเป็นที่รวมของผู้คนเยอะ สมัยก่อน เราดูภาพยนตร์หลายเรื่อง ก็จะมีบอกว่า เดี๋ยวจะไปอยู่แคนาดา เดี๋ยวจะลี้ภัย ไปแคนาดา ก็จะเป็นที่ร่วมคน เพราะฉะนั้นแก๊งนี้ก็จะเป็นแก๊งใหญ่ แล้วมีการกระทำผิดที่ประหัตประหารกันระหว่างแก๊งนี่สูง

    2มือปืนรัวล้างแค้น30นัด
    จิมมี่ ซิง ซานดู นี่ก็ระดับรองหัวหน้า เดินทางมา ก็แอบแฝงด้วยการใช้หนังสือเดินทางที่ไม่ชอบ  ในเชิงสืบสวนก็เชื่อว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ได้มาพักผ่อน มาแล้วก็โดนมือปืน 2 คน เข้ามายิง ตอนกลางคืน โดนยิงไป 30 กว่านัด ใช้ปืน 2กระบอก แล้วมือปืน ก็หายไป
    เทียบเคียงคดีในอดีต
    การสืบสวน ก็รวมกันทุกหน่วย เพราะเป็นคดีใหญ่ ตอนนั้นก็พี่สุชาติ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผบ.ตร.มา ท่าน ผบ.มา ก็มาไล่คดีกันกับเรา ในฐานะที่เราเป็นหัวหน้าชุดสืบสวนในพื้นที่ก็แจกงานน้องๆ 
    คดีนี้ เทียบได้กับคดียิงวิจัย คาดาม มาเฟียอินเดีย เหตุเกิดเมื่อกลางปี43  มือปืนมาจากต่างประเทศ น่าจะมาจากการาจี ตอนนั้น เราไปสืบสวนอยู่  พอจะทราบข้อมูล  มาลงดอนเมือง มาถึงเปลี่ยนชุด มีคนเอาปืนมาให้ 5 กระบอก
    5นักฆ่าอิมพอร์ต
    ไปถึงขึ้นไปคอนโดฯ วิจัย รัวยิงเลย 200 กว่านัด ไม่ตาย แค่สาหัส เสร็จแล้วมือปืนกลับมาแถวย่านสุรวงศ์ ทิ้งปืนในถังขยะ 5 กระบอก ตอนนั้นอยู่กองปราบเป็น รอง ผกก.2 ป. ก็ได้หนังสือเดินทางของทั้ง 5 คน เราก็ส่งให้พนักงานสอบสวน  เหมือนช่วยสืบคดี เราอยากรู้ว่าเอ๊ะ มันเป็นยังไง ยิงเสร็จปุ๊บ ไป กลับเลย
    สั่งดักสนามบินทั้งใน-นอกปท.
    เราได้ซีนนี้มาเป็นความทรงจำของการทำงาน พอมาเป็นคดีนี้  ยิงตอนกลางคืน เช้าวันเสาร์พบศพ เราไปประชุมตอนบ่ายมอบงานให้ตำรวจท่องเที่ยว กับ ตม.ไปดูสนามบินภูเก็ต ทั้งโดเมสติก และอินเตอร์ เดี๋ยวมีออก  คือสิ่งที่เราคาดไว้ เพราะเราจำซีนพวก แก๊งข้ามชาติ ก่อเหตุแล้วก็ไป ไม่มีใครอยู่หรอก

     

    : ถามถึงคดีที่สางมา ประทับใจอะไรบ้าง ผู้การชัดตอบว่า

    คือจริงๆ ทุกคดี เราอยู่ทุกวันนี้ กระทั่งอยู่สืบสวนภาค ทำงานมาตั้งแต่เด็ก ในงานสืบสวนเนี่ย ก็จริงๆ ก็ถามเรา จะใช้คำพูดประทับใจ เราก็ไม่ค่อยประทับใจคดีไหน เพราะคดีที่เกิด มันเกิดความเสียหายกับตัวบุคคล

    คลี่คลายคดีได้เป็นหน้าที่
    แท้ที่จริงแล้ว ไม่ต้องการให้คดีเกิดกับใครเลย เพราะมันจะต้องมีผู้ที่ได้รับความเสียหาย อย่างคดีน้องแก้ม นี่ พ่อแม่เขา ญาติพี่น้อง ทุกคนร้องไห้หมด เราทำคดี เราก็มีความเสียใจไปด้วย หรือว่ามีความเศร้าใจ เอาอย่างนี้ละกัน ว่ามันต้องมาเกิดกับเด็กคนหนึ่งซึ่งน่าจะต้องมีอนาคตไปอีกไกล
    ถามว่าประทับใจ เราก็จะพยายามไม่คิดว่า เป็นการประทับใจสักเท่าไหร่หรอก เราคิดว่ามันเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องทำ หรือว่าหาความยุติธรรมให้เขา อะไรอย่างนี้มากกว่า
    คดีเล็กคดีใหญ่ทำให้ดีที่สุด
    ส่วนคดีนั้นจะเป็นคดีที่คนสนใจ หรือเป็นคดีที่ใหญ่ ก็ปล่อยให้มันไปตามทางของมัน แต่เราก็พยายามทำให้ดีที่สุด ถ้าเป็นนักมวย เขาก็เรียกว่า เป็นคนที่ซ้อมอยู่ตลอด ถึงเวลาช่วงที่เราไม่ได้อยู่ในหน่วยงานสืบสวน เราก็พยายามไปทำคดีโน้น คดีนี้
    คดีข่มขืนคนแก่ภาค7ยังสืบอยู่
    อย่างคดีข่มขืนคนแก่ ที่ภาค 7 ประมาณ 10 คดี ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่นะ ระหว่างที่อยู่กองสรรพาวุธ วันว่าง เสาร์ อาทิตย์ ผมก็ไปทำ อย่างนี้ ไม่ได้มีหน้าที่อะไร แต่เราอยากทำ อยากหาความจริงให้เขา คนร้ายมันเป็นใคร ทุกวันนี้เราก็ยังทำอยู่นะ
     
    คดีนี้ บอกท่าน ผบ.โดยตลอด ว่าเราไปทำอะไรมา คืบหน้ายังไง อะไรอย่างนี้ หรือว่าคดีน้องจี้จี้ หายตัว ทุกวันนี้ ที่สระบุรี ที่แก่งคอย ทุกวันนี้เราก็พยายามเงี่ยหูฟัง และไปตามคดี ทำประโยชน์ให้กับผู้สูญเสีย
    ถามว่ามันเป็นความประทับใจไหม เรารู้สึกว่าเราได้ทำ เราได้ทำประโยชน์ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้อที่ 1 ก่อน เราได้ทำประโยชน์ ให้กับคนที่เกี่ยวข้องกับคดี ซึ่งเป็นฝ่ายผู้สูญเสีย ที่ถูกกระทำ 
    ในแต่ละคดีที่ทำมา เราก็มีความรู้สึกดีตรงนี้ แค่นั้นแหละ เราไม่อยากเอาความประทับใจมาเกิดขึ้นท่ามกลางความเสียใจของคนอื่น คืออยากจะไปทำให้ เอาแค่นี้ละกัน

     

    ยังมีคดีดังๆอีกหลายคดี วันหน้าจะขอให้”บิ๊กชัด”ย้อนให้ฟังกันอีกครับ
    เฮียเก๋21/8/65
    RELATED ARTICLES
    - Advertisment -

    Most Popular

    Recent Comments