“ผู้การชัด”ให้”ครูอุ้ม”ติวเข้มยุทธวิธีตร.ภาค8

 
เมื่อวันที่ 27ส.ค.64  ที่สนามยิงปืน Asian Shooting Range ต.สาคู อ.ถลาง จ.ภูเก็ต
 
เดอะชัด-พล.ต.ต.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน ผบก.สส.ภ.8
เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมยุทธวิธีตำรวจสำหรับชุดปฏิบัติการประจำจังหวัดตำรวจภูธรภาค  8 ประจำปีงบประมาณ2564
มี ครูอุ้ม- พล.ต.ต.ภาสกร สถิตยุทธการ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. และคณะ เป็นวิทยากร ฝึกทักษะการยิง 10 ท่าหลังที่กำบังและอื่นๆอาวุธปืนที่ใช้ในการฝึก
1.ปืนกลมือ ขนาด 9 มม. (Sig Sauer MPX)
2.ปืนเล็กกล ขนาด 5.56 (Colt M4)
3.ปืนลูกซองปั๊มแอคชั่น ขนาด 12  เกต (Benelli M4)
4.ปืนลูกซองออโต้ขนาด 12  เกต (Benelli M4)ฝึกอบรม 4 วัน ระหว่างวันที่ 27-30ส.ค.64 
คัดเลือกตำรวจจากกองกำกับการในสังกัด บก.สส.ภ.8 จำนวน 35  นาย  
1. กองกำกับการสืบสวน 1 จำนวน 5 นาย
2. กองกำกับการสืบสวน 2 จำนวน 10 นาย
3. กองกำกับการสืบสวน 3 จำนวน 10 นาย
4. กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ 10 นาย

 

วัตถุประสงค์ของโครงการ สืบเนื่องจากเหตุการณ์ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่หลายเหตุการณ์

อีกทั้งหากมีเหตุการณ์อย่างเช่นจ่าคลั่งกราดยิงที่โคราช หากรอหน่วยปฏิบัติการพิเศษ อาจจะไม่ทันการ 

เป็นอุทาหรณ์และการกระตุ้นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องหันมาพิจารณาทบทวน การฝึกทางยุทธวิธี การใช้อาวุธปืน การป้องกันตนเอง ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่

ในการอบรมครั้งนี้ยังบอกถึงสาเหตุที่ตำรวจเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้พึงระวังอีกด้วย

การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเสียชีวิต มาจากสาเหตุ 10 ประการ ดังต่อไปนี้

1 . จิตใจที่เป็นกังวล ในการออกปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง ควรต้องตัดความกังวลออกไปจากจิตใจให้หมด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางครอบครัว และปัญหาอื่น ๆ

เนื่องจากความวิตกกังวลหรือความหมกมุ่นครุ่นคิดแต่ปัญหา จะบั่นทอนประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ และสัญชาตญาณในการระวังภัยให้ลดลง

2. กิดความเบื่อหน่ายในการปฏิบัติหน้าที่ จากสถิติพบว่า กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ที่เจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติหน้าที่ในสภาวะ
ปกติ

แล้วพบเหตุการณ์ ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น  ทำให้เจ้าหน้าตำรวจต้องใช้อาวุธปืนในการต่อสู้กับคนร้าย เจ้าหน้าที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน

โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่มานานกว่า5 ปีขึ้นไป

เป็นช่วงระยะเวลาที่มีโอกาสได้รับอันตราย อันเป็นผลมาจากความเบื่อหน่าย ขาดการฝึกอบรมเทคนิคใหม่ๆ และไม่มีความกระตือรือร้นในการปฏิบัติหน้าที่

3. พักผ่อนไม่เพียงพอ ในการออกปฏิบัติหน้าที่ต้องยึดบัญญัติ 3 ข้อ คือ อยู่ในที่อบอุ่น, ไม่เปียกขึ้น และอย่าให้ท้องว่าง(Stay Warm, Stay Dry and Stay Fed)

บัญญัติทั้ง 3 ข้อนี้จะช่วยให้ประสาทและร่างกายตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ให้สูงขึ้น ต้องเป็น “มืออาชีพ” ต้องรู้ขีดความสามารถของตัวเองและต้องสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ได้ อย่างถูกต้องเหมาะสม

4.การเลือกใช้ที่กำบัง จากสถิติพบว่า ในการยิงต่อสู้กับคนร้ายของเจ้าหน้าที่ตำรวจถึง 63 เปอร์เซ็นต์ ไม่นิยมใช้ที่กำบัง

อาจจะดูกล้าหาญดีแต่ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลยเมื่อมีการยิงกันเกิดขึ้น อย่าอยู่ในที่เปิดโล่งและอย่าอยู่รวมกลุ่มกัน

5. ความกล้าแบบโง่ๆ ความกล้าหาญถือเป็นคุณสมบัติสำคัญ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย แต่ต้องเป็นความกล้าหาญที่สมเหตุสมผลและผ่านการไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว

6. ขาดสัญชาตญาณการรับรู้อันตราย จากสถิติของเอฟ.บี.ไอ. พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสียชีวิตกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ถูกคนร้ายยิงโดยที่ไม่มีโอกาสชักปืนออกจากซอง

เป็นการถูกยิงโดยไม่รู้ตัวหรือกว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไป อันเป็นผลมาจากการขาดสัญชาตญาณ

7. การละเลยในการสังเกตดูมือของคนร้าย หากมองไม่เห็นมือของคนร้ายได้อย่างชัดเจนทั้งสองข้าง

ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคนร้ายมีอาวุธอยู่ในมือ ต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับคนร้ายที่ไม่มีอาวุธ

8.ลดความระมัดระวังเร็วเกินไป อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต คือ ความชะล่าใจ ลดความระมัดระวัง
เร็วเกินไป เปิดช่องว่างให้คนร้ายจู่โจมได้โดยไม่อาจจะป้องกันตัวเอง

9. การตรวจค้นและใช้กุญแจมือไม่ถูกต้อง ในการจับกุมตรวจค้นผู้ต้องสงสัยของเจ้าหน้าที่ จำเป็นต้องใช้ความ
ระมัดระวังเป็นพิเศษ

อย่าชะล่าใจ จงรีบใส่กุญแจมือทันที  ตรวจค้นตัวอย่างละเอียด

10.ไม่ดูแลเอาใจใส่บำรุงรักษาอาวุธปืนประจำกาย ต้องมีการทำความสะอาดอาวุธปืนอยู่เสมอ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่น้อยที่ลืมบรรจุกระสุนเตรียมพร้อมเอาไว้ในตัวปืน

ใช้กระสุนปืนที่เสื่อมคุณภาพ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในลักษณะเช่นนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเสียชีวิต สูงถึง 15 เปอร์เซ็นต์

ทั้ง10ข้อนี้ เป็นสิ่งเตือนใจสำหรับข้าราชการตำรวจผู้เข้ารับการอบรม จะต้องมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ และต้องมีฝึกทบทวน
ทักษะในทางยุทธวิธีและหลักการใช้อาวุธปืน