ย้อนคดีจับตำรวจค้ายาเสพติด

863

 

ทุกอาชีพมีทั้งคนดีและไม่ดี

เพียงแต่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามตามล่าจับอาชญากรเมื่อเข้าไปเกี่ยวพันกับยาเสพติดแล้วบางคนกลับเห็นผิดเป็นชอบ

เจอช่องโหว่และโอกาสในการหาประโยชน์ จนอยากจะนำมาเล่าเพื่อวิเคราะห์ว่าปัญหาที่ทำให้ตำรวจผันตัวมาค้ายาเกิดจากสาเหตุอะไร

ไม่ได้ประณามจากความผิดพลาดของบางคน แต่ต้องการให้ผู้บังคับบัญชาควรได้ร่วมแก้ไข หรือช่วยประคองลูกน้องในสังกัดสามารถดำรงอาชีพอย่างมีเกียรติ


คดีแรก เหตุเกิดเมื่อ 10 ก.พ. 2560 ฝ่ายสืบสวน สน.บวรมงคล จับผู้ค้ายาเสพติดได้ของกลางเป็นยาบ้ารวม 6,000 เม็ด

ระหว่างจับกุมมีโทรศัพท์เข้ามาเพื่อเจรจาให้ปล่อยตัวโดยต่อรองว่าเอเย่นต์ค้ายารายนี้จะจ่ายเงินสด 6 แสนบาท

ในขณะที่เครือข่าย “เนวัดดาว” ก็ได้ขอซื้อของกลางที่ถูกยึดไป 4,000 เม็ด และนัดสถานที่ชนงานกันบน สน.บวรมงคล แบบเอิกเกริกไม่เกรงใจใครทั้งสิ้น

ต่อมา 21 ก.พ. 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) สืบทราบว่า ส.ต.ต.พิษณุพงศ์ ผู้บังคับหมู่งานจราจร โครงการพระราชดำริกองกำกับการ 6 บก.จร.

มีพฤติกรรมลักลอบนำยาเสพติดจากตัวแทนรายใหญ่ทางภาคเหนือ มาเก็บไว้เพื่อที่จะกระจายให้เอเย่นต์ยาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

โดยถูกจับกุมพร้อมของกลางยาไอซ์ 28 กิโลกรัม รวมมูลค่ากว่า 98 ล้านบาท

อีก 2 วันต่อมา (23 ก.พ. 2560) 
ชุดสืบสวน กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 7 (กก.สส.บก.น.7) จึงล่อซื้อยาบ้าจากนายโยชัย หรือสัก และนายศุภกิจ หรืออาร์ต ตรวจพบยาบ้า กว่า 1,400 เม็ด ยาไอซ์อีก 100 กรัม

ผู้ต้องหารับสารภาพ รับยาเสพติดทั้งหมดมาจากนายตำรวจระดับผู้กอง ปฏิบัติงานอยู่ที่ฝ่ายสืบสวนของ สน.บวรมงคล

กก.สส.บก.น.7 นำกำลังพร้อมอาวุธครบมือ เข้าไปยังห้องฝ่ายสืบสวน ชั้น 3 ของ สน.บวรมงคล

พบ ร.ต.อ.สุพัฒน์ , ร.ต.อ.นิติธร, ร.ต.ท.วีระพล และ ส.ต.ต.เรืองยศ อยู่ภายในห้อง

ขอให้ทุกคนปลดอาวุธ ก่อนเข้าจับกุมและพบยาบ้าอีกกว่า 13,000 เม็ด ยาไอซ์อีก 100 กรัมและยาเคอีกจำนวนหนึ่ง

หลักฐานสำคัญคือกล้องวงจรปิดในพื้นที่ทุกตัว ซึ่งไล่มาตั้งแต่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งภายในซอยจรัญสนิทวงศ์ที่ 95/1 รวมทั้งกล้องใน สน.บวรมงคล ที่เห็นชัด มัดจนไม่สามารถปฏิเสธได้

มีการเปิดเผยว่าตำรวจแก๊งนี้มีพฤติการณ์ออกปฏิบัติหน้าที่สืบจับ และล่อซื้อยาเสพติด นำผู้ต้องหามาทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ รีดไถ เรียกเงินและกับการไม่ดำเนินคดี

ถ้าตกลงกันได้ก็ปล่อยตัว ไปส่วนของกลางจะยึดไว้ แล้วให้บรรดาลูกน้องหรือนักค้ายารายย่อยที่เลี้ยงไว้นำไปจำหน่าย

กล่าวกันว่า หากในพื้นที่ สน.บวรมงคล ใครค้ายาแข่งกับบรรดาลูกน้อง ตำรวจชุดสืบสวนก็จะจับกุม รีดไถ

ร.ต.อ.สุพัฒน์ หรือ “ผู้กองเบนซ์” เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.65)

อีกคดีหนึ่ง เกิดเมื่อปีที่แล้ว (2562) 11 ก.ย.

ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่สาย ชุดปฏิบัติการด่านถ้ำปลา ต.โป่งงาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย กำลังตั้งด่านร่วมกับทหารหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่ 2 กองกำลังผาเมือง

ได้รับแจ้งว่ามีการลักลอบขนยาเสพติดมากับรถประจำทาง บริษัท นครชัยทัวร์ แม่สาย-กรุงเทพฯ จึงเรียกเพื่อตรวจค้น

เปิดช่องเก็บสัมภาระด้านข้างรถเจอกระเป๋าเดินทางลักษณะตามที่ได้รับแจ้งจึงตรวจค้นพบยาบ้าประมาณ 2 แสนเม็ด

ทราบว่าเป็นของ พ.ต.ท.สุรจิต  อายุ 35 ปี สารวัตรกองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธร จ.อุทัยธานี (สว.กก.สส.ภ.จว. อุทัยธานี) เชิญตัวลงมาจากรถเพื่อสอบสวน

แต่เมื่อ พ.ต.ท.สุรจิต ลงจากรถได้ก็วิ่งหนีเข้าไปหลบซ่อนตัวในพงหญ้าบริเวณหลังด่านตรวจ ก่อนตำรวจจะควบคุมตัวไว้ได้ในเวลาต่อมา

พ.ต.ท.สุรจิต สารภาพรับจ้างขนยาบ้าจากนายโอ๊ต ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง เป็นชาว จ.นครสวรรค์

ติดต่อกันทางไลน์ ให้มารับยาบ้าริมถนนบ้านเกาะทราย ม.7 ต.แม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย โดยมีคนนำมาวางไว้เพื่อนำไปส่งให้นายโอ๊ต ใน กทม.ค่าจ้าง 1 แสนบาท

คดีนี้ไม่สามารถสืบสวนขยายผลต่อได้ เพราะเป้าหมายทั้ง 2 จุดไหวตัวทันและหลบหนีไปก่อน

จากการสอบสวนพบว่าอดีตนายตำรวจคนนี้เคยรับขนยาเสพติดมาแล้ว 2 ครั้ง ได้เงินค่าจ้างครั้งละ 1 แสนบาท ที่ต้องทำเพราะมีปัญหาด้านการเงิน จนถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย ตั้งแต่ปี 2561

พ.ต.ท.สุรจิต เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.60)

ทั้ง 2 คดีที่ยกตัวอย่างมานี้แม้บริบทจะต่างกันแต่ล้วนเกี่ยวพันกับ “เงิน”

กลุ่มหนึ่งขยายอิทธิพลในพื้นที่ตั้งตัวเป็นขาใหญ่อาศัยช่องว่างแล้วใช้กฎหมายข่มขู่รีดไถ กลายเป็นผู้ควบคุมการจำหน่ายยาเสพติดแต่เพียงผู้เดียว

ในขณะที่อีกคนซึ่งตำแหน่งระดับสารวัตรแล้วยังต้องรับจ้างขนยาเสพติด

หนี้สินจากการกู้สหกรณ์ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการส่งให้ “นาย” เป็นไปได้หรือไม่ว่าบีบคั้นจนทำให้ตำรวจยอมทิ้งอนาคตและศักดิ์ศรี หันเข้าสู่ด้านมืด

ข่าวลือที่สะพัดไปทั่วเกี่ยวกับการวิ่งเต้นโยกย้าย ทำให้บางตำแหน่ง บางกองบัญชาการ มีราคาที่ต้องจ่าย ไม่เว้นแม้กระทั่งจ่ายเพื่อ “ให้ได้อยู่ที่เดิม

ตำรวจจะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ได้ที่ทำงานด้วยใจเพื่อประชาชนอย่างไร

หากมีเรื่องเดือดร้อนคอยหลอกหลอนเป็นภาระที่แก้ไม่ต

สถิติจำนวนตำรวจฆ่าตัวตายในแต่ละปีคือเครื่องยืนยันว่านี่คือหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ไม่มีใครแลเหลียว

น่าแปลกที่ผู้นำรัฐบาลนอกจากจะไม่สนใจเรื่องขวัญกำลังใจของตำรวจชั้นผู้น้อยแล้ว

ยังใช้อำนาจสั่งให้มาดูแลม็อบอีก