“รองจ๋อ”คุมชุดปราบยาเสพติดบช.น. แกะรอยเส้นเงินยาเสพติดและแก๊งสแกมเมอร์ บุกทลายรัง 3 ชาวเวียดนามย่านนวมินทร์ ฟอกเงินหลอกเหยื่อแปรสภาพเป็นทองคำ-มือถือหรูส่งออกนอกประเทศ พบเชื่อมโยงคดีซุกไอซ์มะขามเปียกส่งญี่ปุ่น แฉขณะสอบสวนมีสาวเวียดนามหอบเงิน 1.5 แสนบุกติดสินบนถึงโรงพัก เลยโดนรวบอีกราย
วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. และ พ.ต.อ.อัษฎาวุธ ขวัญเมือง ผกก.สส.บก.น.7 สนธิกำลังร่วมกับ ศอ.ปส.บก.น.7, สน.โคกคราม และ สน.บางยี่ขัน ขยายผลแกะรอยเส้นทางการเงินจากคดียาเสพติด (ยาไอซ์ซุกมะขามเปียกส่งญี่ปุ่น) และคดีสแกมเมอร์หลอกนักศึกษา
จนกระทั่งนำกำลังบุกเข้าจับกุมผู้ต้องหาชาวเวียดนาม 3 ราย ประกอบด้วย น.ส.เฮียน (HIEN) อายุ 29 ปี, น.ส.งัน (LAM) อายุ 40 ปี และ นายเหงียน (NGUYEN) อายุ 33 ปี ได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านนวมินทร์ แขวงรามอินทรา เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ พร้อมยึดของกลางทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ น้ำหนักรวมกว่า 40 บาท และโทรศัพท์มือถือไอโฟนรุ่นใหม่จำนวนมาก
จากการสอบสวน น.ส.เฮียน รับสารภาพว่า รับจ้างจากหญิงชาวเวียดนามชื่อ “HOA” ผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ได้ค่าจ้างวันละ 15 ดอลลาร์สหรัฐ ให้เดินทางเข้ามาในไทยเพื่อนำสลิปโอนเงินของผู้ว่าจ้างไปรับทองคำและโทรศัพท์มือถือตามจุดต่าง ๆ ก่อนนำไปส่งต่อให้เครือข่าย เพื่อแปรสภาพเงินที่หลอกลวงมาจากเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (คดี สภ.เมืองระนอง ปลอมเอกสารขู่เหยื่อโอน 2 แสน) ตัดเส้นทางการเงินก่อนส่งกลับประเทศเวียดนาม
เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน (คอนเซ็นเตอร์)” และแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่ น.ส.เฮียน ในข้อหา “ร่วมกันเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ”
ขณะควบคุมตัวผู้ต้องหามาสอบสวนที่ สน.โคกคราม ได้มี น.ส.เล ทิ (LE THI) อายุ 39 ปี สัญชาติเวียดนาม ขับรถยนต์หอบเงินสด 150,000 บาท เดินเข้าห้องไกล่เกลี่ยเพื่อพยายามยัดเงินติดสินบนเจ้าหน้าที่แลกกับการปล่อยตัวผู้ต้องหา พล.ต.ต.ธีรเดช สั่งการให้ซ้อนแผนจับกุม น.ส.เล ทิ ทันที ข้อหา “ให้สินบนเจ้าพนักงาน” พร้อมยึดเงินสดของกลาง นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีและขยายผลล่าตัวผู้สั่งการข้ามชาติต่อไป
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล / รองโฆษก ตร เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นผลจากการขยายผลคดียาเสพติด จนพบเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งมีหน้าที่แปรสภาพเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงให้เป็นทองคำและโทรศัพท์มือถือ ก่อนลำเลียงส่งต่อไปยังผู้รับผลประโยชน์ในประเทศเวียดนาม
“ขบวนการนี้ไม่ได้ทำหน้าที่หลอกลวงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการแบ่งหน้าที่เปลี่ยนเงินสดให้เป็นทรัพย์สินที่ติดตามได้ยาก เพื่อตัดเส้นทางการเงินก่อนส่งออกนอกประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนและการทำงานอย่างเป็นระบบขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าว
รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยังฝากเตือนประชาชนว่า หากมีบุคคลแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานต่าง ๆ โทรศัพท์มาข่มขู่ หรืออ้างให้โอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และยุติการติดต่อทันที พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือสายด่วนที่เกี่ยวข้อง
ขณะนี้พนักงานสอบสวน สน.โคกคราม ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 รายดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ขยายผลติดตามผู้สั่งการ ผู้ประสานงานผู้ร่วมขบวนการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด


























