สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.ต.ต่อศักดิ์ สุขวิมล

3674

พลตำรวจตรีต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904

นับเป็นนายตำรวจใหญ่คนหนึ่งที่ขึ้นมานั่งเก้าอี้สำคัญในฐานะหัวหน้าหน่วยตำรวจราชองครักษ์ของในหลวง

และด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอ่อนนอกแต่แข็งใน ทำให้หลังงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พลตำรวจตรี ต่อศักดิ์ สุขวิมล เฉิดฉายโด่งดังในโลก Social Media กับภาพนายตำรวจเต็มยศแต่ก้มกราบหญิงชราที่มาเฝ้ารับเสด็จริมถนน

นายตำรวจคนนี้เติบโตอย่างรวดเร็วในสายกำลังในฐานะลูกหม้อตำรวจคอมมานโดกองปราบฯ ด้วยเวลาเพียง 20 ปีเศษจากร้อยตำรวจตรี ก็ทำให้เขากลายเป็นนายพลในตำแหน่งสำคัญนี้เพียงพริบตา

แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงงานปราบปรามอาชญากรรมเท่านั้นแต่ด้วยการฝึกฝนจากหลักสูตรทั้งในและต่างประเทศทำให้เขากลายเป็น ผู้บังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 โดยไม่มีตัวเลือกอื่นขึ้นมาแทรกซ้อน

พลตำรวจตรีต่อศักดิ์ ไม่ได้เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานเหมือนตำรวจใหญ่คนอื่นๆ

เขาเป็นสิงห์แดงจากรั้วรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ามาเป็นตำรวจก็เมื่อวัยสามสิบเศษแล้ว

ด้วยการเบนเข็มทิศชีวิตจากพนักงานบริษัทเอกชนเข้ามาเป็นตำรวจยศ ร้อยตำรวจตรี สังกัด กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ หรือตำรวจ 191 เนื่องจากมีความสามารถยิงปืนแม่นยำอยู่ในระดับครูฝึก

กระทั่งได้รับยศร้อยตำรวจโท ก็ย้ายข้ามห้วยจากตำรวจนครบาล 191 มาอยู่หน่วยคอมมานโดกองปราบปราม และชีวิตของเขาก็อยู่กองปราบฯมาโดยตลอดในฐานะลูกหม้อจนก่อนขึ้นเป็นนายพลสีกากี

ต่อศักดิ์ ออกไปกินตำแหน่งสารวัตรตำรวจท่องเที่ยวได้ไม่ถึงปีเพราะตำแหน่งในกองปราบฯมีน้อยแล้วก็ย้ายกลับมาอยู่หน่วยเดิมเป็นสารวัตรปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม

อยู่ได้ 1 ปี ก็ย้ายไปเป็นสารวัตรรถยนต์สายตรวจกองปราบฯ คุมรถยนต์สายตรวจทั่วประเทศ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญที่ใครหลายคนถวิลหา และด้วยความที่มากความสามารถ ต่อศักดิ์ ยังได้รับเลือกเป็นหัวหน้าชุดสืบสวนในคดี ว.5 หรือคดีลับซึ่งเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงอีกด้วย

เขานั่งอยู่ในตำแหน่งสารวัตรรถยนต์สายตรวจกองปราบฯ นานถึง 5 ปีเต็มโดยไม่ได้ขยับไปไหน ก็เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น รองผู้กำกับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม (รองผกก.ปพ.บก.ป.)

ขึ้นได้ไม่นานนักก็ รักษาการในตำแหน่ง ผู้กำกับการ ผกก.ปพ. ก่อนขึ้นเป็น ผกก.ปพ.บก.ป. แบบเต็มตัว ชีวิตจึงผูกพันกับตำรวจคอมมานโดกองปราบมาโดยตลอด ตั้งแต่ ร้อยตำรวจโท ยัน พันตำรวจเอก

ก่อนที่จะขึ้นเป็น รองผู้บังคับการกองปราบปราม (รองผบก.ป.) ได้เพียง 1 ปี ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็น ผู้บังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 (ผบก.มหด.รอ.904) กินยศ พลตำรวจตรี

“เมื่อตอนที่เป็นผู้กำกับปฏิบัติการพิเศษกองปราบฯ ก็ทำงานสนองในหลวงรัชกาลที่ 10 อยู่แล้ว แต่เนื่องจากปัจจุบันพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านจะเยอะขึ้น กำลังพลแค่กองกำกับการเดียว มันไม่สามารถคัฟเวอร์งานของพระองค์ท่านได้ ก็เลยมีการพูดคุยกัน แล้วก็ยกฐานะ กองกำกับการปฏิบัติพิเศษกองปราบฯขึ้น เป็นกองบังคับการ

ท่าน ผบ.ตร. ก็เลยบอกว่า ให้หน้างานเกี่ยวกับการถวายความปลอดภัย ก็เลยตั้งเป็น กองบังคับการถวายความปลอดภัยและปฏิบัติการพิเศษ

ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น กองบังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 ในปัจจุบัน” พลตำรวจตรีต่อศักดิ์ กล่าว

เขาเล่าต่อว่า ภารกิจที่หน่วยนี้จะทำ คือ เป็นชุดส่วนล่วงหน้า ชุดถวายอารักขา รักษาความปลอดภัย ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันและพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งเดิมเป็นงานของตำรวจคอมมานโดกองปราบฯ

แต่ไม่ใช่เหมือนหน่วยคอมมานโดที่เน้นการปราบปรามอาชญากรรมเพราะหากทำเหมือนเดิมจะมีผลกระทบต่อสถาบันฯ หน้างานอาชญากรรมก็เลยหายไป

แต่ก็ยังมีบ้างที่ให้ตำรวจไปจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับคดีค้างเก่าที่ก่อคดีความทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน โดยใช้งบประมาณของกองทุนสืบสวนเป็นการฝึกตำรวจสืบสวนไปในตัว แม้ว่าตำรวจทุกนายในหน่วยนี้จะต้องผ่านการฝึก หลักสูตรนเรศวร 261 ของตำรวจตระเวนชายแดนมาแล้วทุกนายก็ตาม

ก่อนที่จะมาเป็นผู้นำหน่วยสำคัญนี้ พลตำรวจตรีต่อศักดิ์ ได้เพิ่มศักยภาพให้ตัวเองด้วยการฝึกยิงปืนสไนเปอร์

ฝึกโดดร่มแบบดิ่งพสุธา หรือโดดร่มสกาย และหลักสูตรยิงปืนในพื้นที่น้ำแข็งในพื้นที่จริงในต่างประเทศ

เขาเล่าว่า เริ่มยิงปืนมาก่อนที่จะย้ายมาเป็ตำรวจ เป็นอาจารย์สอนยิงปืนให้กับโรงเรียนนายร้อย เคยเป็นนักยิงปืนทีมชาติ ปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับการเทรนนิ่งตำรวจ เพื่อให้รองรับกับอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ๆที่จัดซื้อมาใหม่ให้กับหน่วยงานนี้

“ผมถือว่าเราต้องมีอาวุธที่ดีที่สุดให้ลูกน้อง เพราะเขาต้องปกป้องชีวิตของเขา และเขาต้องไปปกป้องวีไอพี เพราะฉะนั้นอาวุธต้องดี และออฟชั่นต้องดีที่สุด

โดยจัดซื้อแบบไม่มีเรื่องค่าคอมมิชชั่น ดังนั้นเราก็จะได้ของดีด้วยการจัดซื้อเองโดยตรง ไปดูเอง ไปทดสอบเอง ดีจริง เราถึงจะซื้อเข้าหน่วย”

พลตำรวจตรีต่อศักดิ์ กล่าวและบอกว่า อาวุธต่างๆใช้ในการทำงาน ทั้งเรื่องของงานส่วนพระองค์ การถวายงานต่างๆ แล้วงานที่ต้องดูแลพี่น้องประชาชนอีกหลายๆ เหมือนงานพระราชพิธีฯไม่ใช่เฉพาะเราดูแลองค์วีไอพี เท่านั้น แต่เราดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนด้วย

ในงานพระราชพิธีฯ นับว่า พลตำรวจตรีต่อศักดิ์ เป็นนายตำรวจคนหนึ่งที่ดังในโลกโซเชี่ยน เขากล่าวว่า ไม่ได้เป็นการสร้างภาพแต่ชีวิตตนเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ไม่เคยคิดว่าเป็นนายพล

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำคือ พ่อแม่สอนมาตั้งแต่เล็กๆ คือ การให้ความเคารพกับผู้หลักผู้ใหญ่ เมื่อต้องเดินผ่านในชุมชนถ้ามีประชาชนนั่งอยู่ก็จะคร่อมหัว เวลาเจอผู้สูงอายุเขามานั่งรอขบวนเสด็จฯ มีไม่ต่ำกว่าชั่วโมง เพราะว่าถ้าลุกก็เสียม้าทันที

เขานั่งตรงนั้นการที่เราเข้าไปนั่งคุยกับเขา ก็เหมือนเป็นการที่เราให้ท่านให้ผ่อนคลาย ได้สอบถามว่าคนนี้มาจากไหน เราได้ทราบทัศนคติของเขาที่มีต่อสถาบัน ถ้าเขาไม่จงรักภักดีเขาก็คงไม่มานั่ง

“ผมจำเป็นต้องสัมผัสชาวบ้าน เพราะว่าการให้ข้อมูลที่เป็นจริง การถ่ายทอดทัศนคติที่ดีต่อสถาบันฯเราใช้เวลามาก ผมถึงพูดเสมอว่าการจะสร้างทัศนคติที่ดีต่อสถาบันฯ บางทีเราต้องใช้เวลาเป็นปี

การออกโครงการจิตอาสาต่างๆ ที่ผมออกไปพูดต้องใช้เวลาเป็นปี

แต่เวลาในการทำลายทัศนคติที่ดีต่อสถาบันฯ นี่มันใช้เวลาพูดแค่ครึ่งนาที แค่เสี้ยวนาทีเอง” พลตำรวจตรีต่อศักดิ์ กล่าว

เกี่ยวกับคดีหมิ่นฯ หรือคดีมาตรา 112 ในฐานะตำรวจราชสำนัก เขากล่าวว่า ตามพระราโชบายของท่านในคดีหมิ่นฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราโชบายที่จะไม่ให้ดำเนินคดีฐานหมิ่นฯ เพราะว่ามันเป็นดาบสองคม

ท่านก็มีพระเมตตา เพราะบางคนอาจจะแค่คิด ไปฟังเขามา คิดผิดแค่ชั่ววินาที คิดผิด รู้เท่าไม่ถึงการณ์ พระองค์ท่านทรงมีพระราโชบายอย่างนี้ ไม่อยากให้ไปลงโทษเขาในเรื่องของ 112

เพราะบางทีเป็นเพียงความเข้าใจผิด การฟังข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมา บางคนก็ไปโพสต์แต่ด้วยใจของเขา ไม่ได้ไม่จงรักภักดี เขาก็จงรักภักดี นี่คือสิ่งที่พระองค์ท่านทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกร ท่านเลยไม่อยากให้ดำเนินคดีเรื่อง 112 ให้พิจารณาเป็นเคสบายเคสไป โดยต้องมีคณะกรรมการฯพิจารณาว่ามีเจตนาชัดเจน

พลตำรวจตรีต่อศักดิ์ เป็นนายตำรวจคนหนึ่งที่ถูกเรียกว่าเป็นนายตำรวจสายธรรมะ ส่วนหนึ่งได้โพสต์ให้ความรู้ผ่านธรรมะให้กับแฟนคลับ ซึ่งเขากล่าวว่า

“เรามีครูบาอาจารย์ การที่เราเข้าไปปฏิบัติธรรม แล้วครูบาอาจารย์สอน เราก็เอามาปฏิบัติ แล้วเราก็ได้สิ่งดีๆ ที่เราปฏิบัติ เราคิดดี เรามีจิตใจที่เป็นกุศล เราก็จะรู้ว่าเราควรที่จะทำอะไร เมื่อคิดดี จิตใจดี เราก็รู้หน้าที่ว่าเราต้องทำอะไร สิ่งเหล่านี้ตนก็อยากจะถ่ายทอด

เมื่อผมประสบความสำเร็จจากสิ่งที่ทำก็จะถ่ายทอดใช้ธรรมะ ในการทำงาน คนที่มาอยู่กับผมทุกคน จะเอาไปบวชก่อนเพื่อลดอีโก้ก่อนออกมาทำงาน”
               
พลตำรวจตรีต่อศักดิ์ บอกด้วยว่า การที่ได้มาอยู่ในตำแหน่งนี้ มันไม่มีเรื่องบังเอิญในชีวิต ไม่มีเรื่องบังเอิญ หน่วยงานนี้มันไม่ใช่แค่ของตนเอง แต่มันคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แล้วไม่เฉพาะตำรวจ ข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือน ทุกคน  คือข้าราชการ ทุกคนคือคนที่ทำงานต่างพระเนตร เราคือข้าราชการ ทำงานแทนต่างพระเนตร พระกรรณ ดูแลพี่น้องประชาชน

เพียงแต่พี่มีโอกาสได้ทำงานที่ใกล้ อาจจะไม่ได้ใกล้ชิดหรอก แต่เป็นการทำงานที่อยู่ใกล้ชิดพระองค์ นั่นคือสิ่งที่ผมได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย แล้วการที่ลูกน้องได้ทำมาตลอด จนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย, ผู้นำหน่วยตำรวจราชองครักษ์รักษาพระองค์ คนแรกกล่าวปิดท้าย.

จากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

โดย วัสยศ งามขำ ฉบับวันอาทิตย์ที่26พ.ค.2562