สืบ ตม.6 สนธิกำลัง ป.ป.ส.ล็อกมาเฟียเกาหลีใต้หัวหน้าแก๊งยาเสพติดส่งกัญชาจากไทยไปขายแดนกิมจิ หลังหนีหมายแดง ซุกภูเก็ตOverstayกว่า 8 ปี เช็กประวัติก่อคดีอื้อ 23 คดี
ค่ำวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. , พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.ตม.6, และ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส.
สั่งการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (กก.สส.บก.ตม.6) นำโดย พ.ต.ท.สิทธิมณ สร้อยภู่ระย้า สว.(สอบสวน) กก.สส.บก.ตม.6 สนธิกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ส. นำโดย นายอนุสวัสดิ์ ศุขสวัสดิ ณ อยุธยา, ตม.จว.ภูเก็ต และ กก.สส. บก.ตม.2
ร่วมกันจับกุม Mr.Lee ชาวเกาหลีใต้ ที่คอนโดมิเนียมหรูแห่งหนึ่ง ในอ.เมือง จ.ภูเก็ต หลังได้รับการประสานข้อมูลจากตำรวจและหน่วยข่าวกรองประเทศเกาหลีใต้ ว่าเป็นบุคคลตามหมายจับตำรวจสากลสีแดง (Red Notice) เลขที่ A-8537/8-2018 ในข้อหา “ฉ้อโกง และส่งออก-นำเข้ายาเสพติดและกัญชาข้ามชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต”
สืบเนื่องจากผู้ต้องหารายนี้ มีพฤติการณ์เป็นหัวหน้าขบวนการลักลอบส่งออกยาเสพติดและกัญชาจากประเทศไทยไปขายออนไลน์ในประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงก่อเหตุฉ้อโกงเพื่อนร่วมชาติ มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 800 ล้านวอน (ราว 20 ล้านบาท)จากการตรวจสอบประวัติยังพบว่า มีคดีติดตัวในประเทศเกาหลีใต้ ทั้งคดียาเสพติด ค้าประเวณี ทำร้ายร่างกาย และฉ้อโกง รวมมากกว่า 23 คดี
จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบ Biometrics พบว่า Mr.Leeเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2561 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2561 รวมระยะเวลาหลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย (Overstay) สูงถึง 2,992 วัน (เกือบ 8 ปี)
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นห้องพัก พร้อมยึดโทรศัพท์มือถือและบัตรเดบิต 3 ใบ ไว้เป็นหลักฐานเพื่อประสานงานขยายผลร่วมกับทางการเกาหลีใต้ ก่อนแจ้งข้อหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดลง (Overstay)” และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายและผลักดันออกนอกประเทศต่อไป
พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. กล่าวว่าตามนโยบาย ของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ที่ยังคงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงทั้งในและต่างประเทศ เพื่อติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับสากลอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยจะไม่เป็นแหล่งหลบซ่อนของผู้หลบหนีคดีหรืออาชญากรข้ามชาติ และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับบุคคลต่างด้าวที่เป็นภัยต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ



























