เกียรติยศ ผู้การดอน หมวกแดง- ที่1นรต.42

 

“ท่องปทุมวัน” วันนี้พาไปรู้จัก พล.ต.ต.อุดร ยอมเจริญ ผบก.ตท. ผู้มีชีวิตเสมือนนิยาย

จากเด็กในสลัม เรียนอยู่วัดนวลนรดิศ พ่อขับรถแท็กซี่ แม่เป็นสาวโรงงานเป่าแก้ว สอบเข้าเตรียมทหารเพราะเพื่อนซื้อใบสมัครมาให้ แต่เพื่อนๆไม่ติด เขาติดเพียงอยู่เพียงคนเดียว ไม่เท่านั้นยังเป็นนักเรียนดีเด่นของนรต.42 สอบได้ที่ 1 ทุกปี แถมยังเป็นหัวหน้านักเรียน สวมหมวกแดง เพียง 1 เดียว คุม นรต.1,200 คน เป็นเกียรติประวัติ เรามาดูเส้นทางชีวิตของนายพลคนนี้ที่ไม่ได้มีกุหลาบมีพรมแดงปูรอไว้

เพื่อนซื้อใบสมัครตท.ให้ ทำชีวิตเปลี่ยน
ตอนเด็กๆ เป็นคนฝั่งธนฯ อยู่ซอยแสงเพชร แถวบางแค ปู่ย่าพ่อแม่ ก็อยู่ที่นั่น เรียนโรงเรียนประถมที่บางแค มัธยมที่วัดนวลนรดิศ รุ่น 90 ตั้งแต่ ม.1-ม.6 ที่มาเป็นตำรวจ จริงๆ ตอนแรกไม่เคยคิดเลย เพราะที่บ้านค่อนข้างยากจน คิดอย่างเดียวว่าถ้าได้เป็นพนักงานแบงก์ธรรมดาๆ ก็ดีแล้ว ที่บ้านครอบครัวมีพี่น้อง 2 คน ผมเป็นคนโต มีน้องชายอีก 2 คน กระทั่ง ม.6 เพื่อนก็ชักชวน เพราะส่วนใหญ่นักเรียน ม.ปลาย ที่วัดนวลฯ จะไปสอบเข้าเตรียมทหาร และสอบเป็นนายร้อยตำรวจสามพราน เราก็ไม่อยากไป

แต่พอเพื่อนซื้อใบสมัครสอบมาให้ ก็เลยลองไปดู ตอนนั้นเหลือใบสมัครใบเดียว ก็ลองไปสอบ แล้วโชคดีสอบได้คนเดียวในบรรดาเพื่อน ม.6 ที่ไปด้วยกัน 200 กว่าคน ทำให้ชีวิตเราเปลี่ยน แต่ก่อนที่จะสอบได้ ก็เตรียมสภาพร่างกาย ต้องวิ่งจากบางแค มาวงเวียนใหญ่ เช้ามืดทุกวัน แล้วก็ดึงข้อในบ้านที่เป็นชุมชนแออัด ดึงให้ได้ 20 ครั้ง ดึงจนบ้านโยก พ่อแม่ยังบอกว่า บ้านมันจะพังก่อนมั้ย

พื้นฐานจน ต้องทำมากกว่าคนอื่น
แล้วก็มีว่ายน้ำ ก็ไปที่สระเสสะเวช ท่าพระ ปิด 3 ทุ่มเมื่อไหร่ จะไปขอเขาว่าย เพราะไม่มีเงิน ทำยังไงให้ว่ายน้ำเป็น ก็จะไปดู ถ้าปิดเมื่อไหร่ก็จะไปขอ สัก 15-20 นาที เหมือนให้ได้ซ้อม ก็ขอกัน บอกผมจะไปสอบเข้าโรงเรียนนายร้อย เสื้อผ้าก็ไม่มี ก็ไปหยิบกางเกงในห้องน้ำที่เขาทิ้ง เขาไม่ใช้ เอามาใส่ มาว่าย แว่นก็ไม่มี ฝึกอยู่อย่างนี้ 3 อย่าง วิ่ง ว่ายน้ำ ดึงข้อ ประมาณ 3 เดือน เพราะเพื่อนบอก

นอกจากข้อเขียน ก็จะมีทดสอบสมรรถภาพ วิ่ง ว่ายน้ำ ดึงข้อ แต่ต้องผ่านข้อเขียนก่อน ผ่านแล้วค่อยมาสอบ คือเรารู้ตัวว่าจะสอบ เช่น สอบเดือนเม.ย. ก็เตรียมตัวเลย คือตั้งแต่ ม.ค.ต้องอ่านหนังสือด้วย แล้วก็วิ่ง ว่ายน้ำ ดึงข้อ ซึ่งเราต้องรู้ว่า 1.พื้นฐานเราคนจน เราก็ต้องทำมากกว่าคนอื่น ต้องทำแบบต้องมีอะไรที่วุ่นวายมากมาย ต้องบอกตัวเอง เตรียมตัวให้ดี

หลักคิดของผมคือ ทำยังไง ให้ตัวเองแต่งตัวพร้อมมากที่สุด ไม่ให้เป็นภาระกับใคร ถือกระเป๋าสะพายแล้วขึ้นรถไปสามพราน ไปคนเดียว เพราะคุณพ่อขับแท็กซี่ แม่ทำงานโรงงาน ไม่ต้องรบกวน ด้วยความที่มุมานะกับตัวเอง คิดว่าจะทำยังไงเพื่อตัวเองและพ่อแม่ ถ้าทำเพื่อตัวเองก็จะจบแค่ตัวเอง บอกว่าทำเพื่อพ่อแม่ เราก็จะมีความสุข นี่คือหลักคิด

เงินเดือน 420 บาท มีความหมาย
ตอนนั้นเข้ารวมเหล่า ที่สวนลุมพินี ไปเรียนรวมเหล่า 1 ปี เพื่อที่จะไปขึ้นเหล่าอีก 3 ปี รวมเหล่าก็ไปอยู่ตอน 4 ตอนนั้นมีความคิดอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้าเป็นหัวหน้าตอน เป็นหัวหน้าห้อง ถ้าสอบได้ที่ดีๆ จะมีเงินเดือนให้ 420 บาท เราคิดว่าเงิน 420 บาท มีความหมายกับชีวิตเรามาก จะได้เอาเงินมาเรียน แบ่งปันพ่อแม่ได้อีก เพราะบ้านที่เราเช่าในสลัม เจ้าของที่จะมาเก็บค่าเช่าตลอดเวลา แล้วพ่อกับแม่จะคอยหนี ผมจะคอยรับหน้าบอกว่า พ่อแม่ไม่อยู่ เราก็คิดว่าจะเอาเงินตรงนี้มาชดเชยได้

วางแผนอ่านตำราทบทวนเพื่อให้ได้มา
ก็คิดว่า ถ้าเราอ่านหนังสือทุกวัน วันหนึ่งไม่ต้องเยอะ แค่ 5-10 นาที หรือ 20 นาที เก็บแต้มไปเรื่อยๆ แล้วก็ทุกวิชา เช่น วันนี้ ผมเรียนมา 8 วิชา ก็มีชั่วโมงอ่านหนังสือตั้งแต่ทุ่มนึงถึง 3 ทุ่ม ผมก็จะอ่านแบบ 8 วิชาเลย วิชาละ 5-10 นาที หรือ 20 นาที คละกันไป แต่จะมีลิมิตไว้กับตัวเอง เช่น ตั้งไว้ 40 นาที จบแล้ว ชั่วโมงต่อไปเราก็จะพัก ไปเดินเล่น แล้วก็ชั่วโมงเรียน นักเรียนนายร้อยจะฝึกหนัก ในห้องนั่งเรียน นั่งหลับประมาณสัก 49 คน มีผมคนเดียวที่ไม่หลับ ผมจะนั่งเจออาจารย์จากจุฬาฯ หรือที่ไหนที่ไปสอน ก็จะถามว่า ทำไมเธอถึงเรียนได้โดยไม่หลับ นั่งอยู่ได้ยังไง

เขาไม่รู้ว่าเรามีเจตนาในใจว่า เราจะทำยังไงที่จะรู้ทุกเรื่องที่ครูสอน ผมเชื่อว่าข้อสอบ หรือสิ่งที่จะออกข้อสอบ จะมาจากคนที่สอนจะคอยบอก ผู้สอนมักจะบอกข้อสอบอยู่ในตัว โดยที่ไม่ต้องอ่านหนังสือเลย เราจับจุดได้ คนที่สอนต้องการให้รู้ ถ้าคนที่ตั้งใจฟัง จะเข้าถึงแนวที่ออกข้อสอบ ผมคิดอย่างนี้ตั้งแต่ต้น ถ้าเราไม่หลับ เราจะจดทุกคำพูด แล้วข้อสอบจะเป็นอัตนัย ซะส่วนใหญ่ ถ้าเข้าใจสิ่งที่อาจารย์สอน เราก็จะเขียนได้

เข้าถึงความรู้สึกครู ว่ารับรู้สิ่งที่ครูสอน
ถ้าข้อสอบตำรวจนี่ ถ้าไม่มั่นใจ ไม่ควรเขียนว่า บัญญัติไว้ มีอะไร เพราะต้องเป๊ะๆ เลย แต่ถ้าสรุปสาระใจความว่า ขอแค่นี้ก็พอ เพราะนายร้อยตำรวจคงไม่สามารถเขียนได้เลยว่า กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดลักทรัพย์ฯ ต้องเป๊ะทุกคำ แต่ถ้าใครเขียนได้เป๊ะ ก็จะได้คะแนนเต็ม ผมก็เลยมีมานะ ผมอยากได้คะแนนเต็ม ผมก็จะเอากฎหมายทุกมาตรามาดู เขียนว่าบัญญัติว่าอะไร ทุกข้อผมก็จะเขียนแบบนี้หมด เพราะผมมั่นใจในสิ่งที่อ่านหนังสือตลอด 365 วัน อาจารย์ก็ถามหา ไหนคนไหนชื่ออุดร เธอเขียนได้ไง ฉันไม่กล้าให้เต็มร้อย เพราะเขียนได้เป๊ะมากเลย แล้วทุกคำพูดที่ฉันสอน เธอยังเขียนไว้ ฉันชอบใจมาก ซึ่งก็ไม่มีใครรู้ เพราะเป็นเทคนิค เราก็จะสอนลูกเสมอว่า ลองเอาความรู้สึกของอาจารย์ที่เขาสอนคุณ ที่เขาเหนื่อย 2-3 ชั่วโมง มาสอนคุณ คุณน่าจะบอกเขาว่า คุณรับรู้จากเขานะ แล้ว 3-4 เดือนมานี่ คุณมาสอบ เขาจะมีความรู้สึกที่ดี

วันหยุดไม่กลับ อ่านหนังสือที่โรงเรียน
เราก็ได้ที่ 1 มาตลอด ก็จะได้เงินเดือน 420 บาท เอามาแบ่งให้แม่ใช้ โดยพ่อแม่ ไม่ต้องเสียเงินค่าเล่าเรียน บอกว่าแม่เอาไปใช้ แม่ไม่ต้องออกค่าใช้จ่าย เราก็หวังว่า พอจบมาแล้ว มันจะมีทุน เราน่าจะได้เรียนเมืองนอก มีความใฝ่ฝัน คิดต่อไปเลย คิดว่าถ้าเราเรียนดีแล้วเนี่ย เกียรติยศ ศักดิ์ศรีเราน่าจะมาก่อน น่าจะไปเรียนต่างประเทศ เพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจ เราก็รู้แต่ว่าที่เราทำได้ก็คือการเรียนให้ดี

แล้วเสาร์ อาทิตย์ เขาปล่อยให้ออกมาได้ แต่ผมไม่ออก คิดว่าวันเสาร์ อาทิตย์ เราจะมีโอกาสได้ทบทวน ก็ไม่กลับบ้านเลย หรือบางทีแม่ก็จะมาเยี่ยม อาจจะเดือนหนึ่งกลับบ้านที เราก็จะอ่านหนังสืออย่างเดียว มีตารางเวลา เช่น ตื่นตี 5 แล้ว 6 โมงลง พอ 8 โมง ตั้งเวลาอ่านหนังสือเลย 8 โมง ถึงเที่ยง 4 ชั่วโมง ผมจะอ่านหนังสืออยู่ในห้องเงียบๆ ถึงบ่ายโมงปุ๊บ ก็จะอ่านตั้งแต่บ่ายโมงถึงบ่าย 3 จะตั้งเวลาไว้ แล้วก็บ่าย 3 ถึง 5 โมงเย็น แล้วพอ 6 โมงเย็นกินข้าว เสร็จปุ๊บ ทุ่มนึงถึง 3 ทุ่ม ก็จะอ่านหนังสืออีก ผมก็จะใช้เวลาอย่างนี้ 2 วันนี่ เต็มแม็กเลย เสาร์ อาทิตย์ อยู่คนเดียว สมัยก่อน ไม่มีใครอยู่เลย

ได้รับเลือกเป็นหัวหน้านักเรียน
ตอนปี 4 เพื่อนเลือกให้เป็นหัวหน้านักเรียน คือมีผู้บังคับบัญชาเลือก เพื่อนเลือก แล้วก็คะแนนเรียน ทุกอย่างเราก็ผ่านหมด เราได้เลือกมาเป็นอันดับ 2 อันดับแรกคือ ชัยวัฒน์ อุ้ยคำ ผมก็บอกอุ้ยเป็น แต่สุดท้ายพี่อารีย์ ก็เลือกในที่ประชุม บอกคุณไม่สมัครใจไม่เป็นไร แต่ผมจะเลือกคุณ นี่คือชะตาชีวิต รุ่งขึ้นประกาศให้ผมเป็นหัวหน้านักเรียน ชีวิตเปลี่ยนเลย เพราะถ้าเราไม่ได้เป็นหัวหน้านักเรียนมันจะไม่มีเวลาเลย เพราะต้องไปทำกิจกรรมให้กับเพื่อนๆ น้องๆ ในโรงเรียนทั้งหมดเลย

หมวกแดง เส้นบางๆที่ไม่กล้าข้าม
หัวหน้านักเรียนคือ ทั้ง 4 ชั้น คุมนักเรียน 1,200 คน ใส่หมวกแดง ปี 4 จะใส่หมวกเขียว 300 ใบ แล้วก็ปี 3 หมวกสีม่วง 300 ใบ ปี 2 หมวกเหลือง 300 ใบ แล้วก็ปี 1 สีฟ้า 300 ใบ ที่เดินในโรงเรียน คือหัวหน้านักเรียนที่จะคอยดูเรื่องการแต่งกาย เสื้อผ้า หน้าผม ต้องเป๊ะ หมวกแดงมาแล้ว ก็ต้องเป๊ะ ทุกอย่าง มันจะถูกสอนให้เรารู้ว่าต้องเป๊ะหมด สอนให้เราทำถูกต้องตลอดเวลา ถ้าไม่ดีก็แย่ไปเลย เพราะเขาเลือกเรา 1,200 คน ทั้งโรงเรียน หมวกแดงใบเดียวตอนปี 4 แต่ก็มีพี่ๆ ในประวัติศาสตร์ ที่เขาเป็นมา ตอนนี้ก็มีพี่จิรสันต์ แก้วแสงเอก ที่เห็นชัดๆ แล้วก็มีน้องหลังๆ ที่เห็นหลายคนที่เติบโตมา ที่เห็นชัดก็มีพี่ปิยะ อุทาโย ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อย นี่คือหมวกแดง แล้วก็พี่ปิยะ ก็ได้ที่ 1 ด้วย บางทีหมวกแดงกับที่ 1 จะไม่ค่อยมีได้คู่กัน แต่เราได้ทั้งที่ 1 และหมวกแดง ก็มีอย่างพี่ปิยะ ที่เป็นบุคลิกเฉพาะตัว เราไม่ได้ต้องการให้องค์กรเห็นใจเรา หรือมองเห็นเรา แต่มันเป็นสิ่งที่เราภูมิใจ และเป็นเส้นบางๆ ที่เราไม่กล้าข้ามเส้นทำไม่ดี ทำผิด มันจะสอนเราว่า เราเป็นคอมแมน เป็นหัวหน้าของคนอื่น

ภูมิใจ ไม่อาย มีพ่อขับแท็กซี่ แม่ขายของ
อย่างที่บอก ผมมีหลักกับตัวเอง ว่าทำเพื่อพ่อแม่ แล้วคิดว่า ถ้าพ่อแม่ได้รับความสุข ก็คงจะดี เป็นความกตัญญู นั่นคือเบสิก อยากให้ทุกคนคิดว่า เราทำเพื่อพ่อแม่นั่นดีที่สุดแล้ว ผมไม่อายที่พ่อเป็นคนขับแท็กซี่ เพราะเขาคือพ่อผม ผมภูมิใจทุกครั้ง เวลาไปรับโล่เรียนดีที่โรงเรียนนายร้อย ก็จะบอกว่าพ่อผมขับแท็กซี่ แม่ขายของ นายก็บอกว่าดีนะ ที่คิดว่านี่คือบุพการีเรา ต้องภูมิใจ และเราก็ดีใจทุกครั้งที่เห็นเขามีความสุข เขาก็ดีใจที่เห็นเรารับโล่จากรัฐมนตรีมหาดไทย ท่านเภา สารสิน

ถามว่าชีวิตเที่ยวมั้ย ก็เที่ยว เป็นคนปกติ เห็นเพื่อนไปเที่ยวเธค เที่ยวผับ ผมไปหมด แต่เขากินเหล้า ผมกินโค้ก เราไม่ดื่ม สูบบุหรี่มั้ย ก็ไม่สูบ ถามว่าทำไมไม่สูบ เพราะเราต้องมีความรับผิดชอบอยู่กับพ่อแม่ กับน้องๆทั้ง 2 คน เราคิดว่าถ้าเราล้มก็หมดเลย พ่อแม่ น้องเอยที่เกเร น้องผู้ชาย 2 คน เกเรทั้งคู่ ก็ต้องคอยแก้ไขให้ตลอดเวลา ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้วทั้งคู่ อาจเพราะกาลเวลาที่มันเปลี่ยนไป

พ่อทิ้งมรดกถึงหลาน คือมีความรับผิดชอบ
รับราชการถึงตอนนี้เป็นนายพล แม่ยังทำงานโรงแก้ว เป่าแก้วน้ำ เป่าแล้ว แม่จะเป็นคนเลือก ว่าแก้วนี้มีฟองมั้ย แก้วที่ทำ จะคัดเกรด เป็นเกรด เอ บี ซี ใสก็จะบรรจุ ทุกวันนี้ยังทำอยู่เลย อายุ 75 แล้ว ส่วนคุณพ่อ เสียไปแล้ว ขับแท็กซี่ไปประสบอุบัติเหตุ ตอนนั้นผม ร.ต.อ. ก็ขับแท็กซี่ตอนกลางวัน แล้วเปลี่ยนกะเป็นตอนกลางคืน วันนั้น ผู้โดยสารบอกให้จอดริมถนน แล้วลงไปซื้อของ แกก็เปิดประตูด้านขวา แล้วรถก็ฝ่าไฟแดงมาชน ก็เสียคุณพ่อไป เสียใจมาก แกก็ขับแท็กซี่เลี้ยงพวกเรามา ตอนนั้นผมอายุ 28 พ่อน่าจะสักประมาณ 40 กว่าๆ อยู่ใกล้ชิดกันมาตลอด เห็นเขาลำบากมาตลอดเวลา สิ่งที่เราได้รับคือผมเห็นเขาลำบาก แต่เขามอบหมายงานให้เรา เช่น กลับมาต้องหุงข้าว ซักเสื้อผ้าให้แม่นะ อะไรแบบนี้ เตรียมนั่นนี่ เช้าเตรียมนี่ คือสิ่งที่เรามาทำต่อกับลูกๆ ถ้าเด็กมีความรับผิดชอบ เมื่อได้รับมอบหมายงานอะไรต่างๆ จะมีความรับผิดชอบ แล้วก็จะได้ดี เพราะพ่อแม่คอยสอน

กินข้าวกับแม่ที่โรงงาน คนไม่เชื่อเป็นนายพล
ชีวิตราชการอีก 10 ปี นี่ ผมไม่คิดไกล ผมคิดว่าผมมีความสุขทุกวัน เช่น คิดว่าเย็น เดี๋ยวผมออกกำลังกาย แล้วเจอภรรยา เจอลูกๆ ได้โทร.คุยกับแม่ ผมจะโทร.คุยกับแม่ทุกวัน แล้วถ้าผมมีอะไรดีๆ เช่น ของกินที่อร่อย จะซื้อไปฝากแม่ คือ ผมมาอยู่บ้านพ่อตาแม่ยาย ใน กทม. ส่วนน้องชายกับแม่ อยู่ที่เดิมในชุมชน เคยบอกให้แกย้าย แกก็ไม่ยอมออกไป เขาบอกว่าอยู่ตรงนั้นแล้วเดินไปทำงานใกล้ๆ ได้เงินวันละ 300 บาท แกบอกว่าชอบ ผมว่างๆ ยังไปนั่งกินข้าวด้วยที่โรงงาน คนยังไม่เชื่อว่าเป็นนายพล แต่ผมมีความสุข ได้ไปเยี่ยม ได้ไปกินข้าวกับแม่ แล้วแกก็ได้ทำกับข้าวมาเลี้ยงเรา ทุกวันนี้แกก็ชอบทำกับข้าวมาให้ สมัยก่อนอยู่โรงพัก แม่จะทำกับข้าวมาเลี้ยงตำรวจโรงพัก บางทีเลี้ยงผู้ต้องหาในห้องขังด้วย แม่จะทำมาเยอะ ทั้งชีวิต เราก็เหมือนยังเป็นเด็กในสายตาแม่ แม่ก็จะทำมาให้ตลอด

ชีวิตต้องมีความสุข อย่าไปติดยึด
แล้วไม่ว่าจะเป็นอะไร เดี๋ยวพออายุ 60 ก็มาเป็นคนธรรมดาเหมือนกัน จะเป็น พล.ต.ท.หรือ พล.ต.อ. ผมว่าถ้าเรามีความสุขทุกวัน เรามีหน้าที่ มีชีวิต มันก็ต้องมีความสุข แล้วก็มีบทบาทในหลายๆเรื่อง อย่าไปติดยึดกับอะไร ว่าจะต้องไปเป็นตรงนั้น ไปเป็นอะไร ต้องไปเฝ้า ไปรอ ไปหวัง โดยที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นตัวกำหนด เป็นตัวชี้วัดตรงนั้น ที่จะได้แน่นอน มันก็จะเป็นทุกข์ ถามว่ามีความหวังมั้ย มันก็มี แต่อย่าให้มันบั่นทอนเราทั้งหมด เพราะทุกชีวิตมันมีบริบทหมด

สอนลูกเป็นผู้ให้ ถ้าแย่งจะก่อศัตรู
พอเรามีลูกก็สอนลูก เป็นผู้ให้นะลูก ไม่ต้องแย่ง อย่าลักทรัพย์นะ ตั้งใจเรียนนะ เพราะสิ่งที่เรารู้ว่ามันได้จริงๆ คือเราไปงานโรงเรียน อบรมกับลูก สอนลูกยังไง บอกลูกไม่ต้องไปแย่งใคร ยืนสุดท้ายเลย ยืนหลังเลย เขาถามว่าเพราะอะไร ก็ให้ลูกบอกเลยว่า พ่อแม่สั่งไว้ เพราะถ้าคุณแย่งเมื่อไหร่ คุณจะมีศัตรู แล้วของที่คุณรับก็จะเหมือนกันหมด ครูวางไว้ ก็เหมือนกันทั้ง 50 ชิ้น พ่อแม่บอกว่าไม่ต้องไปแย่ง แล้วเราก็ได้เหมือนกัน แต่เด็กมักจะเข้าไปกระโจนรีบหยิบ แต่ลูกผมจะเป็นคนสุดท้ายตลอด เราฟังแล้วเราก็ชื่นใจไปด้วย ลูกผมคนสุดท้ายตลอดเลยที่ไปหยิบของ พ่อแม่บอกว่าไม่ต้องไปมีศัตรู แล้วเราจะมีแต่คนรัก เป็นเสียงสวรรค์ ที่ครูเขาจะชมว่าคนนี้ดี เป็นเสียงสวรรค์ แม่ก็จะบอกนี่เป็นเสียงสวรรค์ที่ทำให้ลูกได้ดี

แนะเคล็ดลูก ยิ่งเขียน ยิ่งจำ
เลี้ยงลูกก็จะอย่างที่บอก เป็นผู้ให้ อย่าให้มีศัตรู ลูกสาวคนเล็กอยู่สาธิตปทุมวัน เรียน ก็ได้ 3.9 ได้อยู่ประมาณนี้ตลอด ลูกชายก็เหมือนกัน ตอนนี้เป็นนักเรียนนายร้อย จ.ป.ร. เตรียมทหาร รุ่น60 เรียนปี 1 บอกไม่ต้องอ่านเยอะ เป็นบ้าเป็นหลัง ตี 1 ตี 2 ไม่เอา แต่ให้อ่านทุกวัน วันละ 45 นาทีพอแล้ว วันนี้จดแล็กเชอร์มา 5 วันเอง ก็อ่าน แล็กเชอร์จะช่วยให้คุณจำได้ 5 วัน เสร็จแล้ว พอเสาร์ อาทิตย์ ก็ให้เอามาอ่านทั้งหมดว่า 5 วันนี้ได้อะไร ก็ให้ทบทวน มีหลักแค่นี้ มันจะเขียนออกมาได้ ยิ่งเขียนยิ่งจำ ลูกสาวผมก็อย่างนี้ พอให้เขาอ่าน แล้วก็ให้เขียนด้วย ก็จะจำได้ ลองตั้งคำถามเอง ก็ตอบได้หมด ลองเขียนออกมา ก็เหมือนได้ลองซ้อม ได้หัด ว่าจะทำได้มั้ย

ครับ…นี่คือวิธีคิดอดีตนักเรียนหมวกแดง นรต.42 ผู้สอบได้ที่ 1 ตั้งแต่ชั้นปี 1-ปี 4 ที่บรรดาเยาวชนของเรา หรือพ่อแม่ที่มีลูก ควรนำมาเป็นแนวปฏิบัติ

วันหน้าจะเอาเส้นทางราชการของผู้การดอนมาให้อ่าน เป็นกรณีศึกษา คนเก่งแบบนี้มีเส้นทางราชการอย่างไรบ้าง

กากีกลาย 22/1/61